Myself

 

 

เราเป็นศิษย์เก่ารร.หญิงล้วนค่ะ  อยู่มาตั้งแต่ป.1 จนจบม.6  รวมทั้งสิ้นสิบสองปี(คุณพระ! สิบสองปี!!)  เรื่องราวทั้งหมดต่อไปนี้  ไม่ควรเหมารวมว่าโรงเรียนหญิงล้วนทั้งหมดเป็นแบบนั้น  แต่สำหรับโรงเรียนของเราแล้ว  เรื่องราวทั้งหมดที่เราจะเล่า...เป็นเรื่องจริง 100000%  คอนเฟิร์ม!  ฟันธง!  ชัวร์ป้าบ!

ในสายตาของคนภายนอก  โรงเรียนหญิงล้วนเป็นยังไง

เด็กสาวสวยใส  น่ารัก  คุณหนู  บอบบาง  ไฮโซ  วันๆเอาแต่วี้ดว้ายกระตู้วู้  สายลมแสงแดด  และขี้อายกับผู้ชายใช่หรือไม่? 

บอกมาซะดีๆว่าคุณคิดแบบนี้หรือเปล่า...  โดยเฉพาะเหล่าโอตาคุ  พวกคุณคิดว่ารร.หญิงล้วนคือสวนอีเดนที่มีอีฟหลายร้อยคนทำท่าโมเอะอริ๊งอร๊างกันตลอดเวลาใช่มั้ย? 

พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนคาดหวัง(ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อย่างมหันต์)ว่าการส่งลูกสาวเข้ารร.สตรีจะทำให้ลูกสาวเรียบร้อย  ไม่แรด  ไม่ร่าน  โดยที่ไม่รู้เลยว่ารร.สตรีใช้ "ระบบ" ไหนในการอบรมบ่มสันดานสาวน้อยๆเหล่านั้นให้เติบโตมาเป็น....!!!

...สัตว์ประหลาด...

 บางคนที่มองในความเป็นจริงหน่อยจะรู้ว่า  เด็กรร.หญิงล้วน  จะแรด  แรง  ร่าน  ล่าหัวผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิงโรงเรียนสหเป็นร้อยๆเท่า  เพราะสำหรับพวกเราแล้ว ผู้ชาย = แรร์ไอเทม  แต่ความน่ากลัวของรร.หญิงล้วนไม่ได้มีแค่นั้น 

 

50 ข้อต่อไปนี้คือความจริงในรั้วโรงเรียนหญิงล้วนที่จะทำให้คุณตาสว่าง  หุ  หุ

 

1.) รร.สตรี = สมรภูมิ  ไม่ได้เว่อร์นะคะ  การอยู่ในรร.หญิงล้วนนั้นจำเป็นต้องมีความถึกอย่างมหาศาล  เพราะรร.หญิงล้วนส่วนมากจะมี "ระบอบ" การควบคุมคนที่หฤโหดมาก  ทั้งระเบียบ  ทั้งความบ้าอำนาจของครู  และความร้ายกาจของสังคมแบบผู้หญิงๆ  (การตอแหล = เรื่องธรรมชาติ) 

 

2.) ผู้หญิงถึกทุกคน  เพราะมันไม่มีผู้ชายไงคะ  ทุกอย่างต้องทำเองหมด  ถึกในที่นี้หมายถึง  แบกโต๊ะ  แบกเก้าอี้  ลำโพง  เวที  ป้ายผ้าความยาวเท่ากับตึกสามชั้น  งานไม้  ตะปู  ค้อน  เลื่อย   

 

3.) ตอนป.1 ได้ล้างห้องน้ำ  และใช้กระดาษทรายขัดพื้นโรงยิม  ตอนป.4 ย้ายตึกเรียนใหม่ไปอยู่ชั้นเจ็ด  แต่นักเรียนห้ามใช้ลิฟต์  เท่ากับว่าเราเดินขึ้นลงตึกเจ็ดชั้นทุกวัน  วันละหลายๆรอบตั้งแต่เก้าขวบ  สังเกตุได้ง่ายๆว่าเด็กรร.เราแทบทุกคนจะมีกล้ามขาเป็นมัดๆ

 

4.) อ้อ  ตอนย้ายตึกสมัยป.4  เราต้องขนย้ายโต๊ะ  เก้าอี้ไปชั้นเจ็ดกันเอง  แน่นอนว่าห้ามใช้ลิฟต์

 

5.) เด็กผู้หญิงที่นี่หนึ่งคน  แบกโต๊ะเรียนสองตัวในทีเดียว  ขึ้นตึกโน้นลงตึกนี้  โดยที่ยังหัวเราะกับเพื่อนอย่างสนุกสนานไปด้วยได้

 

6.) ตอนเข้าค่าย  เราเคยวิ่งแข่งกันขึ้นดอย  โดยหิ้วเตาอั้งโล่สองเตาไว้ในมือ  ข้างละเตา

 

7.) การทำโทษที่นี่ไม่ค่อยใช้วิธีตี

 

8.) แต่จะใช้วิธีลุกนั่ง  เดี่ยวบ้าง  กอดคอกันบ้าง  หลายครั้งทำติดๆกันเป็นร้อยๆรอบ  จนเดินลงบันไดแทบไม่ได้

 

9.) ไม่ค่อยมีเด็กคนไหนไปฟ้องพ่อแม่

 

10.) เพราะเราเห็นมันเป็นเรื่องธรรมดา

 

11.) บทลงโทษหนึ่งของการไว้เล็บยาวคือ  ตรวจเจอเล็บยาว 1 นิ้ว  ลุกนั่ง 10 ครั้ง  10 นิ้วก็ 100 ครั้ง

 

12.) ตรวจเจอหน้ารร.ก็ต้องลุกนั่งตรงนั้น  ตอนนั้น

 

13.) นร.ส่วนมากเลือกไว้เล็บยาว  แล้วยอมลุกนั่ง

 

14.) งานหนักทุกงานที่ผู้หญิงไม่ควรทำ  เราไม่เคยรู้ว่ามันไม่ควร  เพราะที่นี่เราทำตลอดเวลา

 

15.) คนที่ใช้เราทำงานหนักมากที่สุดคือครูผู้ชาย  และ 90% ของครูผู้ชายไม่เคยช่วยเลย

 

16.) เราเคยกลับไปเยี่ยมรร.  เจอหน้าครูผู้ชายคนหนึ่ง  เขาทักเราที่ไม่เจอกันนานด้วยคำพูด  "เธอสองคน(เรากับเพื่อน)แบกโต๊ะตัวนี้(ยาวเกือบสองเมตร)ไปไว้ชั้น4ให้หน่อย"  แน่นอนค่ะ  ไม่มีลิฟต์

 

17.) แรงผู้หญิงแค่สามคนยกโต๊ะม้าหินอ่อนได้  เราพิสูจน์มาแล้ว

 

18.) การตบ  ต่อย  จิกหัว  กันในโรงเรียนหรือซอยเปลี่ยวเป็นตำนานของรร.สตรีมากว่ายี่สิบปี  ไม่ใช่เพิ่งเกิด

 

19.) ยืนเข้าแถวกลางแดด  ตั้งแต่หกโมงเช้าจนถึงเที่ยงโดยไม่ได้ไปไหน  มีคนเป็นลมอย่างมาก 3 คนจาก 400 กว่าคน  และเหตุการณ์แบบนี้มีบ่อยประมาณ 2 ครั้งต่อปี 

 

20.) เด็กผู้หญิงที่อยู่วงดุริยางค์จะถึกกว่าชาวบ้าน 10 เท่า  เพราะได้วิดพื้นด้วย

 

21.) ครูประถมรร.เราโหดมาก  ชอบฉีกสมุดการบ้านเด็กต่อหน้าต่อหน้าเวลาไม่พอใจ  แล้วโยนใส่หน้า  บางทีก็เขวี้ยงไกลไปหลังห้องโน่นเลย

 

22.) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแทบทุกวัน  ตั้งแต่ป.1 -ป.4  และมีเด็กร้องไห้กับเหตุการณ์แบบนี้อยู่ประมาณ 1%

 

23.) อีก 99% ที่เหลือหัวเราะ  แล้วตั้งฉายาครูลับหลัง

 

24.) 1% ที่ร้องไห้  ผ่านไปสามเดือนจะเหลือ 0%

 

25.) พอเริ่มชั้นมัธยม  ครูเดินร้องไห้ออกจากห้องบ่อยมาก

 

26.) ถ้าเป็นครูใจดีเราต้องตามไปง้อ

 

27.) แต่ถ้าเป็นครูประเภท....เอ้อ...เขาไม่เคยร้องไห้ 

 

28.) ครูดีๆเลยอยู่นานๆไม่ค่อยได้  ส่วนครูที่อยู่นานๆได้ส่วนมากจะ....โรคจิต

 

29.) การเปิดกระโปรงแล้วดึงกางเกงซ้อนลง  หรือจับแก้ผ้า  เป็นเรื่องสนุกมาก  ไม่ถือเป็นการกลั่นแกล้ง

 

30.) แทบทุกคนเคยโดน

 

31.) เพราะไม่เคยมีใครยอมโดนคนเดียว

 

32.) ตอนเข้าค่ายลูกเสือ  พวกเราแก้ผ้าอาบน้ำกันแบบไม่เหลือสักชิ้น  เพราะเราต้องอาบให้เสร็จภายในสิบนาที  และใช้ห้องน้ำทีละคนไม่ทัน

 

33.)  การลากคอเพื่อนไปขังเดี่ยวไว้ในห้องเก็บของ  เป็นเรื่องที่เฮฮาปาจิงโกะสุดๆ  มีการอัดคลิปตอนคนหนึ่งคนถูกคนสิบคนรุม  แล้วลากไปขังด้วย  เสียงร้องโหยหวยตลกมาก

 

34.) คนที่เคยจับคนอื่นขัง  รอบต่อไปอาจกลายเป็นรายต่อไปที่จะถูกขัง  เพราะไอ้เหยื่อคนก่อนมันกลับมาแก้แค้น

 

35.) มีกฎห้ามกินขนมในห้องเรียน  แต่เรากินมะม่วง  มะยม  กะท้อน  กับกะปิหวานกับประจำ  บางครั้งก็มีปลาหมึกแผ่นด้วยถ้าเพื่อนคนไหนเพิ่งกลับจากทะเล

 

36.) เมื่อครูจับได้  เราจะเรียกครูมากินด้วย

 

37.) ครูไม่ยึดของกินหรอก  เพราะถ้าจะยึดก็ต้องยึด  น้ำปลา  หมอน  เสื่อ  วิกผม  ขนมปี๊บ  ที่อยู่หลังห้องด้วย

 

38.) พวกเราหยาบสถุลกันชนิดผู้ชายบางคนรับไม่ได้  ทุกอวัยวะ  ทุกสปีชีส์  เราพูดกับเป็นคำสร้อย  ไม่ใช่คำด่า  และไม่เซ็นเซอร์

 

39.) เราสนุกกับการดูคลิปตบกัน  และพูดเรื่องอย่างว่ากันได้อย่างไม่อาย

 

40.) เราดิบเถื่อน  และซกมกมากนะ

 

41.) เราหื่นมากๆด้วย  และไม่เลือกผู้หญิงผู้ชาย  ทอม  ตุ๊ด

 

42.) ผู้หญิงไซ้ซอกคอกันหลังห้องเป็นเรื่องปกติ  เริ่มเห็นตั้งแต่ป. 6

 

43.) เพื่อนที่เป็นทอมบอกว่า "ดีออก  ไม่ท้องด้วย"

 

44.) เล่นไพ่หลังห้อง  ตาละสองบาท  เคยมีคนได้กำไรกลับบ้านสามร้อย

 

45.) ถ้าอยากได้เด็กรร.หญิงล้วนเป็นแฟน...คิดดีๆ

 

46.) มันแรงกว่าที่คิด  และด้วยความที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเองมากตลอด  ไม่เคยพึ่งผู้ชาย  เพราะงั้นอย่าหวังเอาชนะใจด้วยการบริการ  หรือออกความเห็นสั่งสอน  แค่ช่วยเหลือในสิ่งที่เกินแรงผู้หญิงก็พอ(ยังไงเราก็ผู้หญิงนะ) 

 

47.) แต่เราส่วนมากไม่เคยคิดว่าตัวเองต่างกับผู้ชายตรงไหน  นอกจากมีนมกับมีจิโบ๊ะ

 

48.) เด็กรร.เราเฟรนลี่กับผู้ชายมาก  จนดูเหมือนอ่อยเหยื่อ  เพราะเราไม่เคยอยู่ในสังคมที่มีการแบงเพศ  ไมรู้จักการสงวนท่าที  เราก็คิดว่าเพื่อนก็คือเพื่อนจริงๆ  ไม่ได้อ่อย

 

49.) แต่ถ้าอ่อยจริงๆ  จะไม่มีท่าทีเฟรนลี่แน่นอน

 

50.) ทุกเรื่องที่ผิดกฎโรงเรียน  ไม่เคยมีหน้าไหนเอาไปฟ้องครู  เพราะการแหกกฎ = เรื่องที่ทำทุกวัน และเคยทำกันทุกคน

 

ยังค่ะ  ที่จริงมันยังไม่หมดแค่นี้หรอก  แต่ขี้เกียจเขียนแล้ว  มันเยอะเกิน  ครั้งหนึ่งคุณคนหนึ่งเคยพูดกับพวกเราว่าเมือเด็กรร.นี้ออกไปสู่สังคมภายนอก  จะไม่มีวันยอมแพ้กับอะไรง่ายๆแน่นอน  เพราะที่นี่ทำให้เราแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ  เหอๆๆๆ  เราพึ่งรู้ว่าตลอดเวลาที่เราใช้ชีวิตสุดถึกในรั้วรร.สตรีมาตั้งสิบกว่าปีนั้น  เราเป็นโรคเลือดจาง!!!  บร๊ะเจ้า!!  กูผ่านมาได้ไงนิ 

ครั้งหนึ่งตอนที่เลือดจางมากๆ  ไปหาหมอ  หมอบอกว่าความเข้มข้นเลือดของเราน้อยกว่าปกติตั้งครึ่ง(ควรมี 12 แต่เหลือ 6)  หมอบอกว่าปกติต้องช็อกไปแล้ว  หรือไปลมล้มพับไป  ตอนนั้นเรายังถามว่า "จะไปเรียนอ.อุ๊ได้อยู่มั้ยคะ?" อยู่เลย  หมอมองหน้าเราแบบอินี่บ้าไปแล้วหรือไง  ก็เลยต้องเติมเลือดไปสามถุง  นอนไปสามวัน

ได้ข่าวว่าก่อนวันไปโรงพยาบาลยังวิ่งตากแดดอยู่เลย  ไม่ยักเป็นไร

 

แต่เราออกมาสองปีแล้วนะ  ตอนนี้อ่อนแอบอบบางแล้วล่ะ  อุฮิๆ 

 

 

edit @ 27 Nov 2009 22:41:06 by Sactal-Breezt Kitadang

คำถามที่ไม่มีคำตอบ

posted on 10 Nov 2009 21:02 by god-eyes  in Myself

 

 

 

คนเราเกิดมาพร้อมคำถามหนึ่งคำถาม

เป็นคำถามที่สำคัญต่อชีวิตของเราแต่ละคนมาก

เมื่อใดที่เราค้นพบคำตอบของคำถามนั้นของเราชีวิตของเรา

ทั้งชีวิตจะต้องเปลี่ยนแปลง 

 

 

คำตอบของเราแต่ละคน  จะถูกฝากเอาไว้กับคนอื่นๆ

ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่า  พวกเขาเป็นใครบ้าง

เราจึงต้องแสวงหา  ดิ้นรน  เหนื่อยล้า

มุ่งหวังว่าสักวันหนึ่ง  จะได้พบคนที่มีคำตอบให้กับคำถามของเรา 

 

 

แต่แล้ววันหนึ่ง  ฉันก็ได้รู้...

ไม่มีมนุษย์คนใดถือ คำตอบ นั้น

เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่เกิดมาพร้อมกับ คำถาม ของตัวเอง

และไม่มีใครมี คำตอบ ไม่ว่าจะสำหรับคำถามใด 

 

 

แล้ววันนี้  ฉันก็ได้รู้...

สิ่งที่ คำถาม ต้องการไม่ใช่คำตอบ

คำถาม ต้องการเพียงอีกหนึ่ง คำถาม

อีก คำถาม ที่มีจุดหมายเดียวกัน

อีก คำถาม ที่ปรารถนาในสิ่งเดียวกัน

อีก คำถาม ที่ข้องใจในสิ่งเดียวกัน

อีก คำถาม ที่ทำให้รู้ว่ายังมีใครอีกคนที่รู้สึก  นึก  คิด  และรอคอยอะไรบางอย่างเหมือนกับเรา

อีก คำถาม ที่บอกให้เรารู้ว่า  ยังมีใครอีกคนที่สัมผัสโลกใบนี้ด้วยความเข้าใจเดียวกัน   

 

 

...ด้วยหัวใจดวงเดียวกัน...

 

 

 

edit @ 10 Nov 2009 21:16:22 by Sactal-Breezt Kitadang

สิ่งจำเป็น

posted on 10 Oct 2009 12:16 by god-eyes  in Myself

               อาจฟังดูแปลกๆว่าเราจะพูดจะสื่ออะไรกันแน่สำหรับเอนทรีนี้  ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ  แค่อยากบ่นๆ  พร่ำเพ้ออะไรแก้จิตตกไปเรื่อยเท่านั้นแหละค่ะ               

 

......................................................................................................................................................................................................................

 

                แต่ละประเทศ  แต่ละท้องถิ่น  ย่อมมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน  และวัฒนธรรมเหล่านั้นก็มีทั้งวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม  และมีทั้งวัฒนธรรมที่เป็นนามธรรม

 

                คำว่า นามธรรม ก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า  จับต้องไม่ได้  และสิ่งที่จับต้องไม่ได้  มักจะน่ากลัวเสมอ  เพราะเราไม่เคยรู้...ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างไร  และบางครั้งก็แทบจะไม่รู้สึกตัวเลยว่า  วัฒนธรรมที่มองไม่เห็นเหล่านั้นกำลังควบคุมเราอยู่

 

                คนเราตกเป็นทาสของสิ่งที่ทำสืบต่อกันมา

 

                การ เริ่มต้น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

 

                ถ้าเริ่มดี  ก็จะส่งผลดีต่อไป  ถ้าเริ่มต้นไม่ดี  ผลที่สืบต่อไปในภายภาคหน้าจะทำให้ดีนั้น  คงยาก

 

                ถ้าจะผิด  ก็ผิดตั้งแต่ตอนเริ่มต้นนั่นแหละ  บรรพบุรุษที่บ่มเพาะวัฒนธรรมแล้วยัดสิ่งเหล่านั้นลงไปในสมองของคนรุ่นหลัง  ต่อมาเรื่อยๆ  เรื่อยๆ  และเรื่อยๆ

 

                จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  เป็นวัฒนธรรมที่แนบสนิทกับชีวิต  จนเราแยกไม่ออกระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่จริง  กับสิ่งที่วัฒนธรรมที่มองไม่เห็นกำลังควบคุมให้เราคิด  เรารู้สึกอย่างนั้น  ทั้งที่จริง...มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้

 

                น่ากลัวมั้ย?

 

                ประเทศของเรา มีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่น่ากลัวมากๆ  สิ่งนั้นคือ ความหน้าด้าน อันนี้ไม่ได้ใช้คำแรงไปนะ  แต่ใช้คำนี้แล้วมันสื่อความหมายได้ชัดเจนที่สุดแล้ว 

 

เพราะมัน หน้าด้าน จริงๆ

 

นี่คือสิ่งที่สังคมไทยสอนเราตลอดเวลา  ตั้งแต่เกิดจนตาย 

 

คนหน้าด้านเท่านั้นที่จะอยู่รอด

 

หน้าด้าน ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความหน้าด้านประเภทกล้าถามในสิ่งที่ควรถาม  กล้าพูดในสิ่งที่ควรพูด  ไม่ได้หมายถึงเด็กก้าวร้าว  หรือนางแบบถ่ายภาพเปลือยแต่อย่างใด

 

หน้าด้านในที่นี้หมายถึงคนๆหนึ่งกระทำความผิดอะไรสักอย่างหนึ่ง  แล้วยังสามารถทำหน้าตาระรื่นยิ้มน้อยๆ  ตอบโต้ชาวบ้านว่า อ๊ะ!  กูไม่ได้ทำสักหน่อย หรือไม่ก็ ไม่เห็นจะมีหลักฐาน

 

ด้านมากๆ 

 

ประเทศอื่นเขาก็คงมีบ้างล่ะ  แต่เชื่อแน่เถอะว่าไม่มีที่ไหนมีคนหน้าด้านเท่าประเทศเราอีกแล้ว 

 

ยังที่อื่นอาจมีที่หน้าด้านหน้าทนจริงๆสักหนึ่งในสี่  แต่บ้านเรานี่สามครึ่งในสี่  เชื่อไหม?

 

เล่นด้านกันตั้งแต่ ผู้นำประเทศ ยัน ชนชั้นแรงงาน  ทำอะไรผิดขอให้ได้แก้ตัว  ขอให้ได้โยนความผิดไปให้อย่างอื่น  คนอื่น  สักนิดหน่อย  สักเล็กน้อยก็ยังดี  เพราะถ้าบอกว่าจะยอมรับผิดชอบตรงๆ  โอเค...ผมผิดเอง  ผมสะเพร่า  ผมไม่รู้  มันจะดู น่าเกลียด ไปหน่อย 

 

คนที่ออกมารับผิด  ไม่มีข้ออ้าง  ไม่มีข้อแก้ตัว  ดูเหมือนว่าจะโดนประชาทัณฑ์  โดนด่า  โดนรุมมากกว่าพวกที่โยนความผิดแล้วยิ้มหน้าชื่นว่า จริงๆแล้วมันเป็นความรับผิดชอบของ... หรือ ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่า...  ก็ทำไงได้ล่ะ  เขาไม่รู้นี่  ลูกน้องเขาต่างหากที่ผิด  เขาเป็นฮีโร่  เป็นวีรบุรุษ  เขาไม่ผิดหรอก  คนรอบข้างเขาสิไม่ดี  จริงไหม?

 

จะไปโทษคนหน้าด้านว่าผิดน่ะมันไม่ถูกนะคะพี่น้อง  สังคมไทยมันบังคับให้คนเราต้องหน้าด้านจริงๆ

 

ย้อนกลับไปสมัยประถม  เวลาใครทำอะไรผิด  คนกล้ารับผิดโดนตีตูดลายทุกครั้งแหละ  คนทำผิดแต่ครูจับไม่ได้  ไม่เห็นจะเคยโดนอะไร  แบบนี้คุณจะอยากเป็นเด็กหน้าด้านแล้วรอดจากไม้เรียว  หรือจะเป็นเด็กโง่ให้ครูตีทั้งที่ตัวเองไม่ได้ผิดแค่คนเดียวดีล่ะ

 

คนไทยนี่เก่งนักแหละค่ะ  ไอ้เรื่องทำดีเอาหน้า  หน้าใหญ่ๆ  รับอะไรให้อะไรต้องถ่ายรูป  ให้ชาวบ้านเขารู้  สร้างภาพ  ผักชีโรยหน้า  ลองไปดูสุภาษิตคำพังเพยประเทศอื่นๆเขาสิว่ามีคำจำพวกนี้อยู่ไหม  ก็มีแต่ประเทศเรานี่แหละ  คำประเภทนี้มากมายจนไม่รู้จะบัญญัติกันหวาดไหวแล้ว(ศัพท์ใหม่ก็มีมาเรื่อยๆเลยนะ  ทั้งสตรอ  สตรอเบอรี่  แอ๊บ  เนียน ฯลฯ)

 

แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้  นอกจากว่าจะหน้าด้านหน้าทนจริงๆเท่านั้นแหละนะ  เฮ้อ... ้ผิดแค่คนเดียวดีล่ะ

 จร

แม่งเอ๊ยยยยย!!!

posted on 17 Mar 2009 12:48 by god-eyes  in Myself

 

 

วันนี้ตืนเช้ามา  ดูท่าสมองจะ errorอย่างแรง  ทั้งที่ก็นอนเต็มอิ่มอ่ะนะ  ตื่นซะเกือบสิบเอ็ดโมงเช้า...  ไอ้เราก็คิดจะเอาผ้าไปซัก  เทตระกร้าออกมา  เลือกผ้า  หอบเอากองผ้าไปยัดใส่เครื่อง  เสียบปลั๊ก  เปิดน้ำ  กดปุ่มสตาร์ท  เอ้อ...เสร็จล่ะ  สะดวกจริงกรู

ไม่ได้คิดอะไรอีก  เห็นแก้วกองอยู่ในอ่าง  ล้างดีกว่า  ล้างไปล้างมา

 

เอ๊ะ!

 

กรูลืมอะไรไปสักอย่างหรือเปล่าฟะ?

ขณะที่กำลังจมอยู่ในห้วงความคิด  ทั้งบ้านก็เงียบกริบ  ได้ยินเพียงเสียงเครื่องจักรไร้ชีวิต

 

ติ๊ก  ต่อก  ติ๊ก  ต่อก...  นาฬิกาก็เดินไป  มือก็ล้างแก้วเพลินๆ  เสียงน้ำไหลจ๊อกๆจากเครื่องซักผ้าบ่งบอกว่ากำลังเริ่มทำการซักผ้าแล้ว...

 

เฮ้ย! 

 

กูลืมใส่ผงซักฟอก!! 

 

...............................

 

เออ...

 

หลังจากทำใจได้เราก็ตักผงซักฟอกไปเทในเครื่องซักผ้าสองช้อน  ปิดฝาลงเหมือนเดิม  ปล่อยให้มันซักของมันต่อ

 

จากนั้นก็ไปกินข้าว  เล่นคอม  ไร้สาระ 

 

เอ๊ะ!

 

เหมือนกูลืมอะไรไปอีกอย่างนะ

 ติ๊ก  ต่อก  ติ๊ก  ต่อก...  นาฬิกาก็เดินไป  ปากก็เคี้ยวเอื้องไข่พะโล้เพลินๆ  เสียงน้ำไหลจ๊อกๆจากเครื่องซักผ้าพร้อมเสียงปั่นบ่งบอกว่าเริ่มทำการปั่นหมาดผ้าแล้ว...

 

เชี่ยยยยย!!!!!

 

กูลืมใส่น้ำยาปรับผ้านุ่ม!!!!

 

edit @ 17 Mar 2009 13:02:11 by Sactal-Breezt Kitadang

edit @ 17 Mar 2009 13:04:05 by Sactal-Breezt Kitadang

สุดยอด...อาจารย์แคลคูลัส

posted on 30 Oct 2008 16:55 by god-eyes  in Myself

สุดยอดอาจารย์แคลคูลัสแห่งประเทศไทย  อยู่ที่ม.ฉันนี่แหละ  

จริงๆนะ... 

 

ไม่เชื่อ?

 

จะบอกให้...ว่าทำไมถึงสุดยอด

เคสที่หนึ่ง 

อา...นั่นเป็นเรื่องที่ผ่านมาได้สักประมาณสองสามเดือนแล้วมั้ง  ตอนนั้นเป็นช่วงเทอมแรกของปีการศึกษา  ฉันกำลังนั่งจดเล็กเชอร์มือเป็นระวิงอยู่ในคาบแคลคูลัส  เพราะฉันเป็นคนจดงานช้ามากๆ  ไม่ว่าอาจารย์จะสอนช้าแค่ไหนฉันก็ยังจดไม่ทันอยู่ดี  อาจารย์ที่สอนฉันในครั้งนั้น  เป็นอาจารย์ผู้หญิงแก่ๆ  ตัวเล็กๆ  ใส่แว่น  ท่าทางใจดีคนหนึ่ง  บุคลิกของแกเหมือนกันเหล่าอาม่าโดยทั่วไป  ผมสีดอกเลาตัดสั้นแล้วดัดหยิก (ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมพอแก่แล้ว  ทุกคนต้องตัดผมทรงนี้เหมือนกันหมด -- หรือมันเป็นกฎหมายภาคบังคับ?)

อาจารย์เป็นคนที่น่ารักมาก  ใจเย็น(สุดๆ)  พูดเพราะ  ไม่เคยด่าเด็กเลย  ถึงเด็กจะเข้าห้องสายโด่ง  ไม่ตั้งใจเรียน  หลับตลอดคาบ  คุยกันเสียงดังเหมือนอยู่ในตลาดสด  รับโทรศัทพ์ในห้อง  หรือแม้แต่พูดจากระแนะกระแหนอาจารย์ก็ไม่โกรธ  ไม่มีการใช้สายตาจิกกัดนักศึกษาเวลาไม่พอใจ

ตัวอย่างสถานการณ์ 

วันหนึ่งอาจารย์สอนเร็วเกินไปจนเด็กจดไม่ทัน  พออาจารย์ถามว่า

"ไม่เข้าใจตรงจุดไหนคะ"

นักศึกษาคนหนึ่งตอบด้วน้ำเสียงกวนประสาท "ตั้งแต่ต้น  ทั้งหมดนั่นแหละ" 

บางคนหัวเราะกับคำพูดประชดของเด็กคนนั้น  ฉันแอบคิดว่าอาจารย์แกจะโมโหหรือเปล่าหว่า  แล้วรู้มั้ย...อาจารย์แกตอบว่ายังไง 

"งั้นเดี๋ยวครูอธิบายให้ใหม่นะคะ"

แล้วแกก็อธิบายใหม่หมดจริงๆค่ะ  ตั้งแต่ต้นจนจบ  คราวนี้อธิบายแบบบรรทัดต่อบรรทัดเลย  บรรทัดไหนเด็กไม่รู้เรื่องแกก็อธิบายใหม่อีก  เอาจนเด็กยอมแพ้  เออ...กรูเข้าใจแล้วก็ได้วะ

อาจารย์แกใจเย็นมากกกกก  ย้ำนะคะว่ามากๆ  และไม่เคยขึ้นเสียงเลย  จนฉันรู้สึกว่าอาจารย์แกมีเสียงระดับเดียว?  ขอยกตัวอย่างอีกเหตุการณ์หนึ่ง

วันหนึ่งอาจารย์ถามว่า "คิดว่าโจทย์ข้อนี้ถ้าไปเป็นข้อสอบจะทำได้มั้ยคะ?"

"ไม่ได้" 

ผู้ชายคนหนึ่งหันไปพูดกับเพื่อนห้วนๆ  เหมือนจะคุยกันตลกๆซะมากกว่า  ประมาณว่าแคลเทอมแรกเนี่ยดรอปกันเป็นแถวเลยค่ะเพราะมีแต่คนเรียนไม่ไหว  มันยาก&เยอะโคตรๆ

"ไม่ได้เหรอลูก (ไม่เคยเรียกลูกศิษย์ว่า "คุณ" หรือ "เธอ" แต่จะเรียกว่า "ลูก" ทุกครั้ง)  เดี๋ยวครูอธิบายให้ใหม่นะ  พยายามหน่อย  ขยันๆกลับไปทบทวนเข้า  ถ้าลูกทำคะแนนได้เกิน 30% ก็ไม่ติด F แล้ว"

ฉันยังจำได้อยู่เลยว่าตอนวันสอบแกคุมสอบห้องใกล้ๆกับที่ฉันสอบอยู่  พอลูกศิษย์sectionที่แกสอนเดินออกห้องสอบมา  เดินสวนกับแกพอดี  แกก็จะยิ้มๆถามว่า "เป็นไงบ้าง  ทำได้มั้ย  ไม่ได้ข้อไหนบ้าง"  เวลาเจอะกันนอกห้องบางทีแกเป็นฝ่ายทักนักศึกษาก่อนที่เราจะไหว้แกด้วยซ้ำไป

...น่ารักดี...

เอาล่ะ...ทีนี้มาถึงเหตุการณ์ไคลแมกซ์ของอาจารย์ท่านนี้กัน

วันนั้น  พวกเราเรียนเรื่องรูปร่างของกราฟ  ฉันเองก็จำรายละเอียดไม่ได้มากนัก  แต่รู้สึกเหมือนว่าอาจารย์แกจะกำลังวาดรูปกราฟตามสมการอยู่  แล้วแกก็อธิบายไปด้วย...  จนมาถึงสมการที่จะทำให้กราฟออกมาเป็นรูปกรวย 

เพราะเหตุสวรรค์ชั้นฟ้าใดมาดลบันดาลก็ไม่อาจทราบได้  ทำไม๊ทำไมอาจารย์ถึงรู้สึกเหมือนมีอะไรมาติดคอตอนพูดคำๆนั้นพอดี

"เราก็จะวาดเป็นกราฟรูปค รวยนะคะ"   

นักศึกษาทั้งหมด...อึ้ง!  

เพราะอาจารย์แกออกเสียงแบบว่าชัดเจนมาก  จากตัวก ไก่เป็นค ควาย  แถมยังมีควบกล้ำร เรือซะด้วย

ตอนแรกทั้งชั้นเงียบ  ปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  จนฉันหันไปถามเพื่อนข้างๆ(ซึ่งไม่มั่นใจว่าเสียงจะดังจนคนอื่นได้ยินหรือเปล่า)

"มึง...เมื่อกี้มึงได้ยินอย่างที่กูได้ยินใช่ป่ะ?"

เท่านั้นแหละ  เพื่อนฉันก็ทำหน้าแบบว่า "มึงจะถามหาหอกอะไรตอนนี้...ไอ่ควาย"  มันตีหลังฉันจะป้าบแรงๆก่อนจะเมินหน้าไปทางอื่น  สักพัก...มันก็เริ่มหัวเราะกึกๆ

"เขาก็ได้ยินชัดๆกันหมดนั่นแหละ"

ผ่านไปเกือบนาที  พอมีคนเริ่มหัวเราะ  ก็กลายเป็นฮาครืนกันทั้งห้อง

ตอนนั้นอาจารย์คงกำลังคิดว่า... 

นี่ช่างเป็นการพูดผิดที่ไม่ควรค่าแก่การให้อภัยตัวเองจริงๆ 

 

เคสที่สอง

เหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ  เมื่อฉันเริ่มเรียนเทอมสอง  อาจารย์แคลคูลัสก็เปลี่ยนคนใหม่  คราวนี้ฉันได้เรียนกับอาจารย์ผู้ชาย  ใส่แว่น  หน้าตาดูคงแก่เรียนมาก  แต่ไม่รู้ทำไมเวลาอาจารย์แกพูดหรือหัวเราะจะรู้สึกได้ถึงความไม่เต็มเต็ง...

คาบแรกที่ฉันเรียนกับอาจารย์คนนี้  ทำเอาฉับแทบจะประสาทกินไปเลยค่ะ  สาเหตุน่ะรึ...

คิดว่าทุกคนคงรู้จักจอโปรเจ็กเตอร์  เวลาอาจารย์เขียนอธิบายบนกระดาษ  มันก็จะมีเครื่องฉายภาพจากกระดาษของอาจารย์  เอามาขยายใหญ่ให้นักศึกษาเห็นกันชัดๆบนจอ  เพื่อให้จดเล็กเชอร์ได้  ถูกมั้ย?

ฉันเองก็กำลังจดเล็กเชอร์จากจอโปรเจกเตอร์นั่นอยู่เหมือนกันค่ะ  แต่ทันใดนั้น...

อาจารย์ก็เลื่อนกระดาษออกจากมุมที่กล้องจะสามารถจับภาพให้เห็นบนหน้าจอได้   เราจึงเห็นแต่มุมของกระดาษด้านหนึ่งเท่านั้น  ซึ่ง...มันไม่มีข้อความอะไรเลย

เราก็ไม่เข้าใจว่า  อาจารย์จะดึงกระดาษออกจากจอโปรเจกเตอร์เพื่อ??  แล้วไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งนะคะ  แต่ทุกครั้งที่แกจะเขียนอธิบายอะไรแกก็จะดึงกระดาษออกมาเขียนใกล้ๆตัว  แบบว่ามันไม่ได้อยู่ในมุมที่ออกฉายบนจอแน่ๆ  แล้วพอเขียนเสร็จ  แกก็เลื่อนกระดาษไปๆมาๆ  มองดูในจอใหญ่ก็จะเห็นกระดาษเป็นเหมือนวิญญาณผ่านกล้อง  แว้บหายไปทางซ้าย  โผล่มาทางขวา  ขึ้นๆลงๆ  ถูๆไถๆจนพื้นรองกระดาษจะสะอาดขึ้นเงาอยู่ละ   แถมบางทีก็มีหมุนควงกระดาษเล่นด้วย  ติ้วๆๆ  =_="   

แล้วอย่างนี้กรูจะเห็นม้ายยยย  ว่าเมิงเขียนหอกอะไรลงไปในกระดาษนั่น  ห๊า!

อย่าว่าแต่จดทันหรือเปล่าเลย  แค่จะอ่านยังไม่รู้เรื่อง  อาจารย์แกเป็นไฮเปอร์อะไรไม่ทราบ  เลื่อนกระดาษเล่นทุกๆห้าวินาที(<< ไม่ได้เว่อร์  พูดจริงๆ)  เอ็งเขียนอธิบายเป็นหน้าๆ  แต่เจือกให้กรูเห็นแค่สองตัวสุดท้ายริมขอบกระดาษ

2y-14 = 5  แค่เนี้ย!! 

ทฤษฎีฟังก์ชั่นสองตัวแปรทั้งหมดที่เอ็งเขียนมา  จะให้กรูจดอยู่แค่นี้ใช่มั้ย!!

โอย...จะบ้าตาย  สุดท้ายฉันก็ไม่ได้จดอะไรเลย  เอาแต่นั่งขำกับเพื่อนสองคนจนหมดคาบ...

โชคดีนะเนี่ยที่มีทุกอย่างในชีท  อาจต้องใช้วิธีดอดไปเรียนกับsecอื่นที่อาจารย์สอนเป็นคนละคนแทน 

 

ไม่งั้น F แน่ๆ  เหอ  เหอ เหอ

 

edit @ 30 Oct 2008 22:51:54 by Sactal-Breezt Kitadang

edit @ 1 Nov 2008 15:12:39 by Sactal-Breezt Kitadang

edit @ 1 Nov 2008 15:18:40 by Sactal-Breezt Kitadang

edit @ 1 Nov 2008 15:20:58 by Sactal-Breezt Kitadang