สวัสดีค่ะ  เราแอบแต่งฟิคตอนพิเศษมาเป็นของขวัญคริสมาสต์+ปีใหม่  แต่กว่าจะจบได้เล่นเอาเลทไปเกือบครึ่งเดือน  เอื้ออออ!  ขอโทษทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่า  

เนื้อหาในเอนทรีนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชายรักชายนะคะ  ใครไม่ชอบก็ระมัดระวังสายตาของท่านด้วยเน้อ O_O

Gintoki x Hijikata X’mas Special Part

Wild Faeries in Wonderland

 

 

หิมะแรกโรยตัวลงมาจากเวิ้งฟ้ามัวหม่น  อากาศในโอเอโดะเหมือนอยู่ในช่องแช่แข็ง  ลมเย็นยะเยือกกรูผ่านช่องว่างตรงถนนคดเคี้ยวสายหนึ่งในคาบูกิโจ  สองข้างทางเต็มไปด้วยแสงไฟหลากสีแย่งกันส่องสว่าง  ราวกับแมลงราตรีประชันขันแข่งหาคู่ในฤดูผสมพันธุ์  ร้านรวงมากมายเรียงรายหนาแน่น  แม้อากาศจะเป็นเช่นไร  เมืองๆนี้ก็ยังคงคึกคักตลอดทั้งปี ทั้งวัน และทั้งคืน  ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาหลับใหล

 

ขึ้นชื่อว่าคาบูกิโจ  ย่อมรู้กันว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแหล่งบำบัดกิเลสตัณหาของมนุษย์(และชาวสวรรค์)ในช่วงโตเต็มวัยทุกผู้ทุกนาม  มอบความสำราญใจทุกรูปแบบที่จะทำให้ชีวิตคนหายนะได้ถ้าหากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยจนเกินพอดี  แต่เจ้าของกิจการกลับรวยเอาๆ  ตัวอย่างเช่น....

 

“หมดตูด!  หมดๆๆๆๆ  หมดสิ้นกันแล้วชีวิตนี้...”

 

ชายหนุ่มวัยเฉียดสามสิบคนหนึ่งแทบจะคลานออกมาจากร้านปาจิงโกะ  ไม่ได้ใส่ใจกับคนเดินผ่านไปผ่านมาที่หันมามองเขาด้วยสายตาอเนจอนาถ  คุณแม่รายหนึ่งถึงขั้นออกปากด้วยเสียงอันดังให้ลูกชายฟังว่า “โตขึ้นหนูอย่างเป็นผู้ใหญ่แบบนี้นะลูกนะ” ซึ่งเจ้าลูกชายวัยกระเตาะก็ตอบกลับด้วยเสียงที่ดังพอๆกันว่า “ฮับแม่! ผมจะไม่เป็นคนทุเรศแบบนั้นแน่นอน!”

 

...ไอ้เด็กเวร...       

 

‘ผู้ใหญ่น่าทุเรศ’ ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาสบถอยู่แค่ในใจ  แต่ทำไมเจ้าเด็กนั่นถึงสะดุ้งโหยงแล้วรีบจ้ำอ้าวหนีก็ไม่รู้  หรือจิตสังหารของชิโรยาฉะมันจะออกมาในเวลาแบบนี้กันนะ

 

แบบที่...ไม่เหลือตังค์กลับบ้านสักกะแดง  ทำนองนั้นแหละ 

 

“ดูดวงเมื่อเช้าก็บอกว่าวันนี้จะโชคดีโคตรๆเลยไม่ใช่เหรอว้า  ไหงแทนที่จะถูกรางวัลใหญ่ กลับกลายเป็นถูกแดรกซะได้”

 

น้ำตาแทบไหลเป็นสายเลือด  แต่ลูกผู้ชายต้องไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรมอันโหดร้าย

 

...ทั้งที่ก็...ทำตัวเองทั้งนั้นอะนะ...

 

...อ๊ากกก  อย่าเซ่  อย่าคิดแบบนั้นนน!!...

 

ชายหนุ่มนามซากาตะ กินโทกิตัดสินใจลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แม้จะรู้สึกตัวซีดเพราะขาดทรัพย์  พาร่างตัวเองเดินเรื่อยเปื่อยไปตามทางที่แสนคุ้นเคย  ไม่รู้สึกรู้สากับเกล็ดหิมะเย็นๆที่ตกกระทบผิวแก้มสักเท่าไร  เขาอาศัยอยู่ที่นี่มานานหลายปี  เห็นภาพเหล่านี้จนชินตา  ความตื่นเต้นกับสถานเริงรมย์ในเมืองนี้หมดสิ้นไปนานแล้ว  แต่เขาก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่าย  ที่นี่มีคนที่เขารู้จักมากมาย  เขาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่  เช่นเดียวกับที่หลายๆคนก็เป็นส่วนหนึ่งของมัน  พวกเขาเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายความสัมพันธ์ขนาดมหึมา ที่สัมผัสด้วยตาได้เพียงเล็กน้อย  แต่สัมผัสด้วยใจได้อย่างมหาศาล

 

บางทีเขาก็รู้สึกกลมกลืนไปกับฉากหลังของคาบูกิโจ  ทว่าบางทีเขาก็รู้สึกแปลกแยก  ในห้วงเวลาที่เตร็ดเตร่อยู่คนเดียวท่ามกลางสถานที่ที่พลุ่กพล่านไปด้วยผู้คน  เสมือนมีเส้นแบ่งขีดคั่นเขาออกจากคนทั้งโลก  เขาทั้งเหงาและอบอุ่นไปพร้อมๆกัน  อาจฟังดูแปลก...แต่เขากลับชื่นชอบความขัดแย้งนั้นของตัวเอง  เพราะมันจะคอยย้ำเตือนให้เขารู้ตัวอยู่เสมอว่า  เขามาจากไหน  อดีตที่หล่อหลอมให้เขาเป็นเขาเช่นทุกวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่นี่  หากแต่อยู่ในวันวานอันห่างไกล

 

  เมื่อผ่านพ้นฤดูใบไม้ร่วง  อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็วเข้าสู่ฤดูหนาวที่เต็มไปด้วยเทศกาลรื่นเริง  สมเป็นชาวเอโดะที่เฮฮาปาจิงโกะได้ทุกสถานการณ์จริงๆ  ต่อให้หิมะตกสูงจนมิดหลังคาบ้านก็ยังสนุกไปกับมันได้

 

ลมหนาวพัดมาอีกวูบหนึ่ง  เล่นเอาขนลุกส์ไปทั้งตัว  เพราะความเมาของตัวเองเลยลืมคว้าเอาเสื้อกันหนาวออกมาด้วย  แค่ผ้าพันคอผืนเดียวก็ดูจะไม่ได้ช่วยอะไรนัก  ถึงจะไม่มีทั้งเงินและเป้าหมายสำหรับคืนนี้  แต่คุณซามูไรผมเงินก็ยังไม่อยากกลับบ้าน  เขาคงเสพติดบรรยากาศคึกคักในเมืองราตรีจนกลายเป็นกิจวัตรเสียแล้ว  ช่วงท้ายปีแบบนี้  ตามสถานที่ต่างๆทั่วเมืองประดับประดาด้วยของตกแต่งหลากหลายรูปแบบปนๆกันไป  ต้นสนใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มถูกนำมาตั้งอยู่ตรงลานกว้างหน้าศูนย์การค้า มีไฟกระพริบกับลูกแก้วกลมๆสะท้อนแสงระยิบระยับพันอยู่รอบต้น  พร้อมตาลุงแก่ๆท่าทางหื่นกามติดหนวดขาวฟูในชุดสีแดง ยืนถือถุงแจกของขวัญใบเท่าบ้าน  อันที่จริงคุณกินเองก็พยายามไปสมัครทำงานนี้เหมือนกัน  แต่ท่าทางผู้ว่าจ้างจะเห็นว่าเขาหล่อเกินไปสำหรับการเป็นซานตาครอส  แม้เขาจะยืนกรานหนักแน่นว่าถ้าจ้างเขาจะไม่ต้องเสียเงินซื้อวิกผมขาวเพิ่มอีกอย่างก็ตาม

 

คู่รักหนุ่มสาววัยสะรุ่นคู่หนึ่งเดินหนุงหนิงผ่านหน้าเขาไป  สีหน้าทั้งคู่บ่งบอกชัดเจนว่ากำลังตกอยู่ในโลกสีชมพู๊ชมพูเสียจนน่าหมั่นไส้

 

“มุตจางงงง~  เราไปกินไอติมกันโน๊ะ! เค้าอยากกินช็อกโกแลตอ๊ะ”

 

“จ้า~  เค้ามีของขวัญให้อั๊ตจังด้วยนะวันนี้  อั๊ตจังต้องชอบแน่ๆเลย”

 

“จิงเหยอ!  อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด  ตื่นเต้ลจุงเบย~  คริสมาสต์นี่โรแมนติกจังเลยโน๊ะ  เค้าช๊อบชอบบบ”

 

...หนาวจะตายชัก  พวกเอ็งยังจะชวนกันแด๊กไอติมอีกเรอะ!...

 

...แล้วถ้าไม่คุยภาษาปัญญาอ่อนแบบนั้น  แฟนเอ็งจะฟังไม่รู้เรื่องหรือไงไม่ทราบ...

 

...ตูล่ะไม่เข้าใจเด็กสมัยนี้เล้ย...

 

“โรแมนติกบ้าบออะไร  มันก็แค่ช่วงสงครามธุรกิจในโลกของผู้ใหญ่เท่านั้นแหละเหวย  ไอ้พวกปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม”

 

คุณกินบ่นงึมงำอย่างรำคาญปนอิจฉา  แต่แย่หน่อยที่ช่วงนี้เป็นเวลาทองของพวกคู่เดท  เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าเกือบทุกคนควงกันมาเป็นคู่ๆ  ผ่านอีคู่นี้ไป  ก็มีอีคู่นั้นมา  พูดง่ายๆว่ารอบตัวเขาถูกล้อมไปด้วยดงคู่รักจนเขารู้สึกสงสารตัวเองขึ้นมากะทันหัน  ยิ่งในสภาพหนาวสะท้านเพราะไม่มีทั้งเสื้อกันหนาวและสาวสวยสะบึม(เน้นว่าต้องสะบึม)อยู่เคียงข้างนี่มันช่าง....

 

...มะ  ไม่ได้อยากมีแฟนสักหน่อยนะ!  ฉะ  ฉันชอบอยู่คนเดียวแบบนี้แหละ  สบายกว่ากันตั้งเยอะ...

 

...อ๊ะ  นี่ตูจะทำซึนเดเระไปทำสากกะเบืออะไรฟะ...

 

...เอ๊ะ!  ปะ  เปล่านะ  ไม่ได้ซึนสักหน่อย...

 

การคุยมุ้งมิ้งกับตัวเองอาจเป็นวิวัฒนาการอย่างหนึ่งของคนโสด

 

เขาเองก็ไม่ได้อยู่ในวัยใสแบบนั้นแล้ว  ต่อให้หาเมียได้สักคนก็คงคบกันแบบผู้ใหญ่  ประมาณว่าเขาอาจโดนด่ารายวันเรื่องขี้เกียจสันหลังยาว แล้วบางที...ก็อาจมีปัญหาเรื่องทำแต่งานจนไม่มีเวลาให้กันอะไรแบบนั้นด้วยก็ได้

 

มันคงเป็นหนังชีวิตครอบครัวมากกว่ารักวัยรุ่นแล้วล่ะ  อา...ทำไมช่วงเวลานั้นมันช่างสั้นนักนะ  เพราะทำใจยอมรับไม่ได้ว่าตัวเองต้องไปเป็นพระเอกหนังชีวิตครอบครัวแทนพระเอกการ์ตูนโชเน็นนี่แหละ กินโทกิเลยไม่ยอมหาแฟนอย่างจริงจังสักที

 

“ไม่อยากแก่เล้ย  พับผ่าสิ”

 

ขณะที่เดินเล่นสบายๆอยู่นั้น  เสียงหนึ่งก็ดังแหวกผ่าอากาศขึ้น

 

“ขโมยยยยยยย!!!!”

 

“ห๊ะ!”

 

ก่อนสมองจะทันประมวลผลเหตุการณ์  คุณกินถูกผู้ชายคนหนึ่งที่วิ่งหน้าตั้งไม่ดูตาม้าตาเรือชนโครมเข้าอย่างจัง 

 

“เฮ้ย!”

 

ผ้าพันคอของเขาเกี่ยวเข้ากับอะไรสักอย่างของชายแปลกหน้าคนนั้น  ซึ่งพอลุกขึ้นมาได้ก็โกยอ้าวต่อทันที โดยไม่สนใจว่ากำลังลากคุณกินไปด้วยเพราะติดผ้าพันคอ

 

“แอ่กกกก  อุ่กกกก!!!  อ่อยอ๊ะโอ้ยยย!!!”

 

คุณพระเอกของเราร้องโวยวายไม่เป็นภาษา  ไม่รู้ทำไมอยู่ดีๆก็ต้องมาถูกบังคับให้วิ่งผลัดสี่คูณร้อยกับตีนแมวใจกล้ากลางเมืองแบบนี้ด้วย  จะไม่วิ่งตามก็ไม่ได้...เพราะแกะผ้าพันคอไม่ออก!!

 

...อย่าบอกนะเฮ้ยว่าชิโรยาฉะผู้รอดชีวิตมาได้พันสนามรบจะต้องมาตายเพราะเรื่องส้นตึกแบบนี้!!  นี่มันไฟน่อนเด๊สสิเนชั่นรึไงงงงง!!!...

 

“เอี๋ยวอิเอ๊ยยย  อุดอ่อนนน   อุดแอ๊บเอียว  อ๋อแอ้แอะอ้าอันออออกแอ๊บเอียว  อั๊บอองอำอะอวดอามไอ้อันออกกก!!!”

Translate Gintoki Say: เดี๋ยวดิเฮ้ย  หยุดก่อนนน  หยุดแป๊ปเดียว  ขอแค่แกะผ้าพันคอออกแป๊บเดียว  รับรองตำมะหนวดตามไม่ทันร้อกกกกก!!

 

“ทันแล้วว้อย!!!”

 

เสียงคุ้นๆเสียงหนึ่งดังแว่วมาจากด้านข้าง  พอแหงะไปมองหน่อยก็เห็นบุคคลผู้หนึ่งที่มักจะมีอันได้เจอะเจอเสมอในสถานการณ์แบบ...เอ่อ...นั่นแหละ

 

เป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่านรองแห่งกลุ่มตำรวจติดอาวุธพิเศษชินเซ็นงุมิ ฮิจิคาตะ โทชิโร่...

 

“อาอัมอะไอแอ๋วอี้อ๊ะ!”

Translate Gintoki Say: มาทำอะไรแถวนี้วะ!

 

“ตูสิที่ต้องถาม!  นี่ตูทำงานอยู่ดีๆทำไมต้องมาเจอคุณเอ็งอีกแล้วฟะ!”

 

เป็นเรื่องลึกลับอย่างหนึ่งในจักรวาลนี้ที่พวกเขาสามารถคุยกันรู้เรื่องได้

 

“อะไออ๊าน  อันอุดอ๋องเอ็งอ้ออ้องอำอานอ๋อเอี้ย  อ้าอ๋งอ๋านอ๊ะอั๊ด  แอ่กกกกก”

Translate Gintoki Say: อะไรก๊าน  วันหยุดของเอ็งก็ต้องทำงานเหรอเนี่ย  น่าสงสารชะมัด  แอ่กกกก

 

“ว๊ากกกกก!! หยุดคุยกันข้ามหัวตูสั