Fic-Gintama: Do You...? (Gintoki/Hijikata) #9

posted on 28 Dec 2013 15:22 by god-eyes in Fiction directory Fiction, Cartoon
 
 
คำเตือน: ฟิคเรื่องนี้เป็นแนวYaoi หรือพูดง่ายๆคือความรักของเกย์(ฮา)  เตือนมาด้วยความหวังดี  กลัวท่านผู้ไม่รู้จะอ่านไปพะอืดพะอมไป  พวกเธอว์คนใดไม่ใคร่เสพจงรีบจรลีพลัน
 

 

 Part IX: การร่ำสุราใต้แสงจันทร์  คือสิ่งที่คนเราควรทำสักครั้งหนึ่งในชีวิต

 

 

สตรีร่างสูงโปร่งในชุดกิโมโนเนื้อดีเดินนำชายสองคนเข้ามาในห้องกว้างแบบญี่ปุ่น  แสงเทียนสีเหลืองอมส้มบนโต๊ะเตี้ยกลางห้องส่องวูบไหวท่ามกลางความมืดสลัว    สะท้อนเส้นผมสีเงินเป็นประกายประหลาด  ยิ่งมีคนหัวเงินเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งหัว  ฮิจิคาตะก็ยิ่งรู้สึกแสบตาพิลึก  ทั้งที่มันก็ไม่ได้ขึ้นเงาขนาดจะทำให้แสบตาได้จริงๆสักหน่อย  แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกราวกับว่าสองคนนั้นสามารถปล่อยลำแสงจากเส้นผมมาสู้กันได้ก็ไม่ปาน

 

ท่านรองสะบัดหัวแรงๆไล่จินตนาการบ้าๆบอๆออกจากสมอง  ก่อนที่ฟิคเรื่องนี้จะเปลี่ยนแนวจากYไปสู่ความเสื่อมเหมือนเนื้อเรื่องหลัก

 

มาม่าซังทรุดร่างลงบนเสื่อทาทามิ  ก่อนเลื่อนบานประตูปิดแผ่วเบา  นางหันหน้ามายังแขกสองคน  คนหนึ่งมาที่นี่แล้ว  และเพิ่งกลับไป  ส่วนอีกคนมาเป็นครั้งแรก

 

...ผู้ชายคนนี้เองสินะ...     

 

หญิงสาวยิ้มน้อยๆให้อย่างเป็นมิตร  แต่กินโทกิกลับรู้สึกถึงเลศนัยบางอย่างที่ชวนให้กระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก    

 

จะไม่ให้เขารู้สึกแบบนั้นได้ยังไงกัน  พอหมอนี่ลากเขาเข้ามาในหอคณิกาแห่งนี้  ทั้งที่ไม่ได้เลือกสาวๆสักคนมาบริการ  ไม่ทันได้เอ่ยปากถึงสาเหตุที่เดินเข้ามาที่นี่เลยสักคำ  เพียงแค่มาม่าซังเห็นฮิจิคาตะ  แล้วก็เบนสายตามามองเขา  นางก็ดูเหมือนจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง  จากนั้นจึงพามาที่นี่โดยไม่มีคำถามอะไรเลย

 

เหมือนรู้อยู่แล้ว  เหมือนรู้ว่าเขามาที่นี่ทำไม  ทั้งที่เธอไม่น่าจะรู้  ถ้าไม่มีใครเล่า....

 

คุณกินหันขวับกลับไปมองท่านรองทันที

 

แต่ฮิจิคาตะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้  คุณกินเส้นเลือดปูดน้อยๆ  พลางข่มความหงุดหงิดก่อนที่จะเผลอวีนแตกต่อหน้าสาวเจ้าให้ได้ขายขี้หน้า 

 

...ไหนบอกจะไม่เล่าไง  นี่พูดไปแล้วสินะ  พูดไปหมดเปลือกเลยใช่มั้ยไอ้บ้าเอ๊ยยย!!...

 

“วางใจได้เลยค่ะ  หอคณิกาแห่งนี้มีกฎรักษาความลับของลูกค้าทุกคน  ใครฝ่าฝืนดิฉันจะลงโทษให้หนัก”

 

มาม่าซังกล่าวหนักแน่น  ดวงตาคมกริบฉายชัดว่าไม่ได้ล้อเล่น 

 

“ที่นี่เก็บงำความลับมากมายเจ้าค่ะ  ทุกคนที่มาต่างมาพร้อมกับความลับเสมอ  หลายๆความลับเป็นอันตรายต่อประเทศด้วยซ้ำไป  พวกเราเคยชินกับการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เจ้าค่ะ  สอดรู้มาก  ปากเปราะมาก  จะเป็นภัยต่อความอยู่รอดของพวกเราเอง” หญิงสาวสบตากินโทกิเล็กน้อย  ก่อนเอ่ยประโยคถัดมาซึ่งแทบจะทำให้เขากระอักเลือด

 

“เพราะฉะนั้น  ความลับธรรมดาๆประเภทใครนิยมไม้ป่าเดียวกันกับใคร  พวกเราไม่ใส่ใจหรอกเจ้าค่ะ”

 

ทว่าเธอกลับไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าปุเลี่ยนๆของลูกค้าหัวขาวเลยสักนิด  ปากยังเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยเปื่อย 

 

“บางคนมาพิสดารกว่านี้อีกเจ้าค่ะ  ชายสอง  หญิงหนึ่ง  แล้วเรียกเด็กสาวเข้าไปบริการอีกสองคน  โดยที่ทั้งหมดนั่นใช้ห้องเดียวกัน......”

 

...บอกทำไมครับเจ๊  ผมไม่ได้อยากรู้ครับ  ไม่ได้อยากรู้เลย...

 

หลังจากนั้นไม่นาน  มาม่าซังก็กล่าวราตรีสวัสดิ์  ก่อนจากไปอย่างเงียบเชียบ  ทิ้งไว้เพียงเสียงงับบานประตูปิดสนิทตามหลัง  และคำพูดสุดท้ายที่ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของทั้งสองคน

 

มาที่นี่ได้ทุกเมื่อที่คุณท่านต้องการนะเจ้าคะ  ดิฉันจะคิดราคาพิเศษให้ในฐานะเพื่อน

 

...มาที่นี่ได้ทุกครั้งที่ต้องการ...

 

...งั้นเรอะ!...

 

ในที่สุดมันก็มาถึงช่วงเวลาแบบนี้จนได้  ทั้งที่เป็นฝ่ายชวนมาเองแท้ๆ  แต่พอเอาเข้าจริงๆคุณพระเอกของเรา  กลับทำอะไรไม่ถูก  ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง  จึงเอาแต่นั่งนิ่งงันเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นหินซะงั้น

 

และเมื่อเหลือบตาไปดูไอ้คนนั่งข้างๆ  ก็พบว่ามันมีอาการไม่ต่างอะไรกับเขาเลยสักนิด  ไอ้ที่คิดอยากจะทำก่อนหน้านี้  อยู่ๆก็หายแว้บไปดื้อๆ 

 

ฮิจิคาตะหันมามองหน้าเขาช้าๆด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนผิดปกติ  ก่อนจะพยายามเอ่ยปากทำลายความเงียบ

 

“สาเกสักหน่อยเหอะ...”

 

สั้นๆ  ง่ายๆ  ฮิจิคาตะเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงเหมือนกัน  อยู่ๆจะให้ลุกขึ้นมาแก้ผ้าแล้วทำกันเลยมันก็....

 

...อ๊ากกกกก!  ตรูทำไม่ลงหรอกเฟ้ย!!!...

 

แต่ไหนๆเรื่องมันก็เลยเถิดมาถึงขนาดนี้แล้ว  วันนั้นที่เขาทำได้ก็เพราะเมา  ถ้าหากวันนี้เขาเมาเหมือนวันนั้น  อะไรๆมันก็คงง่ายขึ้นใช่มั้ย 

 

...แล้วทำไมตูต้องอยากให้มันง่ายด้วยล่ะโว้ย  นี่ตูกำลังทำอะไรอยู่วะเนี่ย  ตูกำลังจะยอมนอนกับผู้ชายด้วยความเต็มใจงั้นเหรอ  ไม่นะ!  นี่ตูกำลังทำบ้าอะไร๊!!...

 

“เออ  ก็ดีนะ” กินโทกิเลื่อนมือไปหยิบจอก  ก่อนรินเหล้าลงไปช้าๆ  ลมพัดผ่านช่องหน้าต่างเปิดอ้าเข้ามาวูบหนึ่ง  หอบเอากลิ่นหอมของอะไรบางอย่างเข้ามาด้วย

 

มือใหญ่หนาส่งจอกเหล้าให้กับอีกฝ่ายที่รับไว้แต่โดยดี

 

หมอนี่เป็นผู้ชาย  แน่ล่ะ...เรื่องนั้นใครๆก็รู้  มันเป็นซามูไรไร้นาย  เป็นอดีตนักรบที่ตอนนี้ใช้ชีวิตอิสรเสรี  เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและความทระนง  ไม่ได้อ่อนหวาน  บอบบางน่ารักเหมือนผู้หญิง  ไม่มีอะไรเหมือนผู้หญิงเลย

 

ใช่...ผู้หญิงเป็นสิ่งหอมหวานสำหรับเขาเสมอ

 

แต่กับชายคนนี้  เขาก็ไม่รู้  ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกว่ามันมีแรงดึงดูดมากมายจนเขาไม่อาจละสายตา

 

บางทีมันอาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศเลยก็เป็นได้

 

รสแปร่งของสาเกผ่านปลายลิ้นสู่ลำคอ  ส่งความร้อนวาบไปทั่วร่างกาย 

 

“โอ้!  เหล้าของที่นี่ยอดไปเลยแฮะ”

 

กินโทกิอุทานอย่างชื่นชม  พอมีเหล้าแล้วก็ดูจะสบายใจขึ้นมาหน่อยๆ  เขาเทสาเกให้ตัวเองอีกจอกหนึ่ง

 

“ว่าแต่ที่นี่เนี่ย  บรรยากาศดีจริงๆแฮะ  ดูนั่นสิ”

 

ดวงจันทร์กลมเกลี้ยงส่องแสงสีเงินอย่างอ่อนโยนอยู่บนฟ้าสีดำ  เป็นความงามที่สงบ  เรียบง่ายท่ามกลางแสงไฟราตรีในเมืองใหญ่  ไม่ได้โดดเด่น  แต่มั่นคงที่จะส่องแสงอยู่ในที่ของมันเสมอ

 

“สวยจริงๆ” ดวงตาสีแดงเข้มจับจ้องพระจันทร์บนฟ้า  แต่ดวงตาสีดำจับจ้องที่ดวงตาของคนที่กำลังมองพระจันทร์

 

“อืม...ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่ถึงขึ้นชื่อนัก  บรรยากาศแบบนี้  ห้องสวยๆแบบนี้  ต่อให้ตอนแรกไม่ได้อยากติ๊ดชึ่งๆกัน  แต่พออยู่สองต่อสองแล้วก็คงเผลอไปจนได้นั่นแหละ  ฮ่ะๆๆ.....” เสียงหัวเราะขาดช่วงไปเมื่อเห็นว่าอีกคนกำลังมองเขาอยู่ด้วยสายตาแบบไหน

 

“อะ...เอ่อ...จะ...จะ...เริ่มกันเลยไหม?”

 

คำถามที่ถึงแม้จะตะกุกตะกักแต่ก็ตรงอย่างไม่น่าเชื่อ  ทำเอาคุณกินทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว

 

...มันไม่ใช่อ่ะ  มันไม่ใช่  ความรู้สึกแบบนี้มันไม่เหมือนกำลังอยู่กะไอ้บ้ามายองเนสเลยสักนิด  ทำไมไม่หาเรื่องกันเลยล่ะเหวย  ชวนทะเลาะสักเรื่องก่อนเด้มาดแบบนี้ของแกเห็นแล้วขนลุกโว้ย... 

 

“ขะ...ขอเวลาบิวด์หน่อยสิ”

 

เมาอีกสักนิด  จะได้หน้าด้านขึ้นอีกหน่อย  และจะได้มีข้ออ้างเวลาหน้ามันเกิดจะแดงแป๊ดขึ้นมา

 

“งั้นคุยอะไรกันหน่อยไหม” รองปีศาจบอก  อย่างหวังจะหาเรื่องทำลายความอึดอัดที่พร้อมจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่เขากับมันไม่มีอะไรกัดกัน

 

“ก็คุยอยู่นี่ไง  เรื่องเหล้า  กับพระจันทร์” คุณกินแถไปอย่างรวดเร็ว “แกไม่รู้หรือไงว่าโอกาสแบบนี้มันหาไม่ได้ง่ายๆนาเหวย  เหล้าใต้แสงจันทร์น่ะมันให้อารมณ์ที่สุดยอดจริงๆ”

 

ฮิจิคาตะไม่ตอบ  เขาเพียงแค่ยกจอกเหล้าขึ้นมาจิบ  เริ่มรู้สึกมึนๆขึ้นมาบ้างแล้ว

 

“แกเป็นคนชวนมาเองนะ” เขาเอ่ยฟื้นความจำ  เผื่อใครบางคนจะมั่วนิ่มเลยเถิด

 

เท่านั้นแหละ  คุณกินถึงกับปึ๊ด

 

แล้วจะให้ฉันทำยังไง  แก้ผ้าแล้วเข้าไปกอดแกหรือไง  เร่งอยู่ได้ไอ้เบื๊อกเอ๊ย!  ขอเวลาทำใจหน่อยสิฟะ

 

แน่นอนว่าคุณฮิจิคาตะสวนกลับทันทีอย่างรู้ทางมวย

 

ใครอยากเร่งใครไม่ทราบแกน่ะชวนมาเองแล้วยังจะมัวพล่ามเรื่องฟ้าฝนอะไรอยู่ได้  มันอึดอัดนะโว้ยเจ้าบ้า!!!”

 

“..............................................................”

 

“...................................................................................................................”

 

ปล่อยหมัดใส่กันคนละดอก  ก่อนน็อกเอาท์พร้อมกันทั้งคู่

 

สิ้นเสียงตวาด  ทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบ  แทรกด้วยเสียงหอบหายใจเป็นระยะ  ต่างคนต่างหันหน้าออกไปคนละทาง  จนกระทั่ง...

 

“จูบ  ได้ไหม?”

 

เสียงอ่อนๆของรองปีศาจเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน  กินโทกิเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง  หันขวับกลับไปมองหน้าคู่อริ  แต่แล้วก็ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น  เมื่อนัยน์ตาดุดันคู่นั้นจ้องตอบกลับมาที่ตัวเองแน่นิ่ง 

 

ลมพัดมาอีกระลอกหนึ่ง  แสงเทียนริบหรี่ดับวูบลง  ตามด้วยกลิ่นควันหอมจางๆชั่วครู่  เหลือเพียงแสงจันทร์ฤดูร้อนที่ยังคงส่องสว่างทาบทับผืนเสื่อทาทามิ

 

“ได้สิ”

 

กินโทกิได้ยินตัวเองตอบกลับไปเช่นนั้น 

 

แม้จะมองไม่ค่อยเห็นอะไร  แต่เขาก็รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสว่า  ร่างตรงหน้านั้นขยับเข้ามาใกล้  นิ้วเรียวยาวนั้นยกขึ้นมาแตะข้างแก้มอย่างเบามือ  จมูกได้กลิ่นสาเกที่ปะปนมากับลมหายใจอุ่นระเรี่ยใบหน้า  ไอร้อนของร่างกายที่ชิดกันเข้ามาเรื่อยๆ  เขาเคยตั้งคำถามว่าทำไมเวลาคนเราจูบกันจะต้องหลับตา  แต่ก็ไม่เคยหาคำตอบให้คำถามนั้น 

 

...จนกระทั่งเปลือกตาเขาค่อยๆปิดลงช้าๆ...

 

  สัมผัสอ่อนนุ่มบนริมฝีปากเริ่มกดทับแรงขึ้น  หัวใจเต้นถี่กระชั้นจนเสียงของมันดังก้องอยู่ในหู  ร่างในชุดยูคาตะสีดำรวบเขาเข้ามาในอ้อมแขน 

 

...ในเมื่อคิดจะเล่นเกมนี้กับฉัน  แกต้องสัญญาว่าจะยอมลองทุกอย่าง...

 

คำพูดของคนตรงหน้าดังขึ้นมาในหัว  ตอนนั้นเขายังไม่ทันคิดอะไร  แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่า...เจ้าบ้ามายองเนสนี่ต้องการพลิกมวยแน่นอน

 

...บ้า-เอ๊ยกลายเป็นว่าตรูชวนมันมาทำลายเอกราชตัวเองหรือไงวะเนี่ย!!!...

 

อยากจะโวยวาย  แต่ร่างกายมันไม่ยอมฟังคำสั่ง  ลิ้นที่ยังมีรสของสาเกตกค้างอยู่ถูกสอดเข้ามาในปากที่จำยอมจูบตอบอย่างไม่อาจขัดขืน  ความขม  และหวานผสมปนเปกันจนแยกไม่ออกอยู่ในรสชาตินั้น

 

...ไอ้บ้านี่  โคตรเก่ง... 

 

แค่จูบอย่างเดียว  ร่างกายก็ร้อนผ่าวไปหมด  รู้สึกดีจนแทบไม่อยากละจากไปไหน

 

“อืม...อย่าสิ” 

 

เสียงประท้วงดังขึ้นทันทีที่ริมฝีปากของฮิจิคาตะค่อยๆถอนออกมา  ทว่าคุณกินไม่ยินยอม  คราวนี้เลยเป็นฝ่ายเข้าไปจูบเอง  ก่อนจะผลักร่างฮิจิคาตะให้ล้มลงบนพื้นเสื่อ  แล้วเริ่มทำการรุกรานบ้าง

 

“จะทำอะไร”

 

เสียงเข้มๆถามขึ้นเมื่อซามูไรรับจ้างกระตุกโอบิของเขาให้หลุดออก  กินโทกิยิ้มหวานจนน่ากลัวแทนคำตอบ  เส้นผมสีเงินสะท้อนประกายล้อแสงจันทร์

 

...ไอ้สีผมบ้าๆของแกเนี่ยมันน่านัก...

 

“ไม่ต้องห่วงน่า  ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะรู้สึกยังไง”

 

ไอ้บ้านี่กำลังจะบอกว่า  มันยอมเป็นฝ่ายเสียอธิปไตยใช่ไหมนั่น

 

“ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น  ฉันหมายความอย่างที่แกเข้าใจนั่นแหละ”

 

กินโทกิลากริมฝีปากผ่านลงมายังปลายคาง  ลำคอ  หน้าอก  ก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้ฮากามะ  สัมผัสแผ่วเบาไล้ผ่านต้นขาทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก

 

“ดะ  เดี๋ยวสิ...”

 

“ถอดกางเกงฉันออกให้หน่อย” คนที่บอกจะยอมเป็นฝ่ายรับแต่ดันออกคำสั่ง  ฮิจิคาตะขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์  แต่สัมผัสบีบรัดในกำมือของกินโทกิทำให้เขายอมทำตามโดยไม่โต้แย้ง

 

“รู้สึกดีไหม”

 

ผู้คุมเกมเอ่ยถาม  ซึ่งไม่ได้คำตอบอะไรนอกจากเสียงหอบหายใจหนักหน่วงกับสีหน้าอึดอัดทรมาน 

 

“อยู่เฉยๆนะ”

 

“แกจะทำอะไร”

 

“จะลองดู  ลองทำอย่างที่เคยทำกับแก”

 

“มันเจ็บนะ...” คำเตือนเงียบหายไปพร้อมกับริมฝีปากที่ประกบเข้ามาอีกครั้ง  คุณกินละมือเปียกชื้นออกมา  ก่อนจะค่อยๆทิ้งน้ำหนักตัวลงไปแทนที่  แล้วปล่อยให้แรงโน้มถ่วงดันร่างตัวเองลงสู่การรุกรานอย่างช้าๆ

 

“อุ่ก...”

 

และแน่นอนว่า...มันเจ็บ

 

“เฮ้ย!  ใจเย็นก่อน”  ผู้มีประสบการณ์เตือนอีกครั้งด้วยใจจริง 

 

อีกฝ่ายยังไม่ยอมหยุด  และไม่พูดอะไรสักคำ  กัดฟันแน่นไม่ยอมส่งเสียงออกมาสักแอะ  แต่ดูจากสีหน้าก็รู้แล้วว่ากำลังรู้สึกยังไง

 

“บ้าหรือเปล่าฟะ  แกเนี่ย”

 

“คิดว่าบ้านะ  โคตรบ้าเลยว่ะ  นี่ฉันกำลังทำบ้าอะไรกับก้นตัวเองอยู่เนี่ย”

 

เสียงกวนๆตอบกลับมา  ฮิจิคาตะไม่รู้จริงๆว่าหมอนี่จะขยันปล่อยมุขไปทำไมกับฉากแบบนี้

 

สีหน้าของกินโทกิเคร่งเครียดขึ้น  ดูเหมือนว่าหมอนี่จะตั้งใจทำให้ได้แบบสุดๆ  นิสัยไม่ยอมแพ้ในทุกเรื่องแม้แต่เรื่องสุดแสนจะงี่เง่าทำให้เขายังคงพยายามต่อไป  ทั้งที่สายตาแสดงออกชัดเจนว่ากำลังเจ็บปวด

 

“ระวังหายใจไม่ทัน”

 

“อืม...” คนหัวหงอกตอบเหมือนเข้าใจ  แต่ทำไม่ได้ 

 

“อึ่ก  เจ็บ...”

 

ฉับพลันนั้น  ทุกอย่างก็หยุดลง  พร้อมกับหยดน้ำตาที่ร่วงแปะๆลงบนยูคาตะสีดำ  กินโทกิวางหน้าผากลงบนไหล่ของฮิจิคาตะ  พลางหอบหายใจหนักๆออกมา

 

“ไม่ไหว...ไม่ไหวแล้ว  ต่อให้ที”

 

คนที่ถูกสั่งว่าให้อยู่เฉยๆทำหน้าระอาน้อยๆ  ก่อนยกแขนขึ้นโอบกอดคนตรงหน้าจนแน่นราวกับจะป้องกันการดิ้นหนี

 

“งั้นก็อยู่เฉยๆล่ะ” คำสั่งเดียวกับถูกส่งกลับไป  ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในอารมณ์อยากต่อปากต่อคำ

 

“เจ็บหน่อยนะ”

 

นิ้วมือของกินโทกิกำยูคาตะสีดำแน่นอย่างอดกลั้น  น้ำตาไหลอาบอย่างควบคุมไม่อยู่

 

“บ้า...เอ๊ย...ฉัน...เจ็บ...”

 

มืออุ่นยกขึ้นลูบหัวสีเงินอย่างเบามือ  อ่อนโยนขนาดตัวเองยังขนลุก

 

...พวกเรากำลังทำบ้าอะไรกันอีกแล้วเนี่ย...

 

...ทำไมแกถึงทำให้เกิดเรื่องเหลือเชื่อได้ทุกทีเลยนะ  กินโทกิ...

 

“อือ...เจ็บ...เจ็บเป็นบ้า...อะ...อา...”

 

เสียงครางยาวสั่นสะท้านอยู่ข้างหู  เสียงของผู้ชายที่ปราศจากความอ่อนหวานใดๆ  ทั้งที่เคยคิดว่าน่ารังเกียจ  แต่ตอนนี้เขากลับเกิดความคิดบ้าๆขึ้นมาว่ามันเร้าอารมณ์ดีชะมัด

 

อยากได้ยินเสียงนั้นเรื่อยๆ  อยากกอดเจ้าของเสียงนั้น  อยากมองหน้าเจ้าของเสียงนั้น

 

แปลกไหมที่เป็นแบบนี้  กับคนที่ไม่เคยคิดพิศวาสอย่างหมอนี่  แต่กลับรู้สึกโหยหาอย่างบอกไม่ถูก  ครั้งนี้ความรู้สึกมันก็ไม่ต่างอะไรกับครั้งก่อนเลย  มันไม่เหมือนเซ็กส์  บรรยากาศกึ่งฝันกึ่งจริง  สติจ่อมจมอยู่ในวังวนอารมณ์ที่สับสน  เหมือนการทำพิธีกรรมอะไรบางอย่าง 

 

พวกเขา...กำลังหลอมรวมวิญญาณเข้าไว้ด้วยกัน   

 

หลอมรวม...เหมือนกับทุกครั้งที่พวกเขาต่อสู้  เหมือนกับทุกครั้งที่พวกเขาโต้เถียง  เหมือนกับทุกครั้งที่พวกเขาคอยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน   

 

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหาคำมาจำกัดความได้  เหมือนจะขัดแย้งแต่ก็เข้าใจ  ไม่ได้ชอบแต่ก็รู้สึกยอมรับ  เกินขอบเขตของคำว่ารักและเกลียด

 

...บ้าบอสิ้นดี...

 

“โอเคมั้ย?”

 

“อืมมม”

 

“กินโทกิ...”

 

“อะไร?”

 

“ฉัน...” ฮิจิคาตะหยุดชั่งใจชั่วขณะ  ก่อนเอ่ยต่อไป “...ขอดูหน้าแกหน่อยสิ”

 

อีกฝ่ายนิ่งไป  แต่แล้วก็ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาโดยดี  หน้าของมันก็เหมือนทุกครั้งที่เขาเคยเห็น  เพียงแต่ขึ้นสีแดงระเรื่อ  สายตาที่มองมาดูสับสนว้าวุ่น  มันก็คงเหมือนเขานั่นแหละ...ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี  แล้วที่แย่ที่สุดก็คือไม่รู้กระทั่งว่าตัวเองควรจะรู้สึกยังไงแน่

 

“อือ...”

 

เสียงครางในลำคอดังขึ้นอีกครั้ง  ความร้อนวูบวาบทำให้เขารู้สึกราวกับทั้งร่างกำลังจะลุกเป็นไฟ 

 

“อะ...อา...อา...”

 

อ้อมกอดรัดแน่นเข้ากว่าเดิม  สีหน้าบ่งชัดว่าทนต่อไปไม่ไหวแล้ว 

 

เสียงครางสุดท้ายถูกปล่อยออกมา  ไม่รู้เสียงใครเป็นเสียงใคร  พร้อมร่างกายที่เกร็งจัดจนกระตุกวูบ  ยังคงกอดรัดซึ่งกันและกัน

 

“สุด...ยอด...”

 

นั่นคือคำพูดแรกของหมอนั่น  หลังจากทุกอย่างสิ้นสุดลง  กินโทกิหอบหายใจหมดเรี่ยวแรง  เขาไม่รู้ว่าควรจะสนุกไปกับมันด้วยหรือเปล่า

 

หน้าของซามูไรผมเงินยังคงซบอยู่บนไหล่รองปีศาจแห่งชินเซ็นงุมิ  เหงื่อออกจนเปียกโชกเสื้อผ้าที่ถึงแม้จะถูกแหวกจนหลุดลุ่ย  แต่ก็แทบไม่ได้ถอดออกจากตัวสักชิ้น 

 

“ติดใจซะแล้วว่ะ  ฮะๆๆ” คุณกินหัวเราะเหนื่อยๆ  แต่ท่านรองไม่รู้สึกตลกเอาซะเลย

 

“เป็นอะไรหือ?  ทำหน้าเครียดตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

 

ดวงตาสีดำในความมืด  ดูหม่นหมองเหมือนคืนนั้นไม่มีผิด 

 

“หรือว่าเป็นระบบอัตโนมัติของแกวะ  เวลาทำเรื่องอย่างว่าต้องทำหน้าตาแบบนั้นด้วยตลอด” กินโทกิขมวดคิ้ว 

 

...ถึงสายตาแบบนั้นจะทำให้แกดูดีก็เถอะ  แต่เห็นแล้วรู้สึก...ไม่ค่อยสบายใจเลยว่ะ...

 

พอถูกทักเข้า  ฮิจิคาตะจึงเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเป็นค่า default ของตัวเอง  ก่อนพูดเฉไปเรื่องอื่น

 

“จะนอนแล้ว”

 

“ห๊ะ!!”

 

“ก็บอกว่าจะนอนแล้วไง”

 

“พูดงี้หมายความว่าไงวะ  หมายความว่าฉันมันจืดชืดขนาดทำให้แกทำไปง่วงไปได้เลยงั้นใช่มั้ย!” คุณกินชักสีหน้าอย่างหงุดหงิด  หาเรื่องตามมารยาททันที

 

“เปล่า  แค่ตอนนี้อยากนอนแล้ว”

 

“แก...” คนถูกปฏิเสธกัดฟันกรอด  ไอ้บ้านี่วอนส้นเท้าซะแล้วไง “เออ!  อยากนอนก็ไสหัวไปนอนไป  ฉันจะกลับล่ะ”

 

ทว่าฮิจิคาตะยังคงกอดเขาไว้  ก่อนจะโน้มศีรษะลงมาอิงบ่าของเขาช้าๆ  หลับตาลง  แล้วพูดหน้าตาเฉย

 

“ที่บอกว่าจะนอนแล้วน่ะ  หมายความว่าฉันจะหลับท่านี้  เพราะงั้นแกคงกลับไม่ได้หรอกว่ะ”

 

“หา?” อีกฝ่ายชักเง็งไปกันใหญ่ 

 

“ไม่เข้าใจอะไรเล่า  ฉันบอกว่าจะทำแบบนี้ถึงเช้าไง”

 

ท่านรองเอนร่างพิงผนังห้อง  โดยรั้งอีกร่างให้เอนตามมาด้วย  และไม่ยอมคลายอ้อมแขนออกจากคนตรงหน้า

 

“ราตรีสวัสดิ์”

 

ไม่มีคำถามอะไรอีก  หลังจากคนที่บอกว่าง่วงนอนหลับตาลงไม่นาน  ก็มีเสียงกระซิบจากกินโทกิแผ่วเบา

 

ราตรีสวัสดิ์

 

............................................................................................................................................    


Comment

Comment:

Tweet