Fic-Gintama: Do You...? (Gintoki/Hijikata) #8

posted on 28 Dec 2013 15:20 by god-eyes in Fiction directory Fiction, Cartoon
 
 
คำเตือน: ฟิคเรื่องนี้เป็นแนวYaoi หรือพูดง่ายๆคือความรักของเกย์(ฮา)  เตือนมาด้วยความหวังดี  กลัวท่านผู้ไม่รู้จะอ่านไปพะอืดพะอมไป  พวกเธอว์คนใดไม่ใคร่เสพจงรีบจรลีพลัน
 
 

Part VIII: การสูบบุหรี่ในร้านอาหารเป็นมารยาทที่ไม่พึงกระทำ 

 

หา?  บุหรี่

 

ฮิจิคาตะ  โทชิโร่ทวนคำอย่างประหลาดใจ  ไอ้หมอนี่มันไม่มีข้ออ้างอะไรที่ดูดีกว่านี้แล้วรึไงวะ  มันเป็นคนสูบบุหรี่ที่ไหนกัน  อยู่ๆก็มาขอสูบแบบนี้เด็กอนุบาลยังรู้เลยว่าแถเห็นๆ  ช่างเป็นข้ออ้างที่บรมห่วยจริงๆ

 

แต่ก็ดีกว่าต้องนั่งกระอักกระอ่วน  ยอมตามน้ำสักทีก็ได้ฟะ

 

“เออ  เอาสิ” ท่านรองโยนซองให้  คุณกินหยิบมาหนึ่งมวนอย่างเสียไม่ได้  เขาเคยสูบมันครั้งสุดท้ายสมัยยังวัยสะรุ่น  แต่เขาไม่เคยชอบมันเอาซะเลย  สู้ของหวานก็ไม่ได้

 

“เอ่อ...คุณครับ  ถ้ายังไงช่วยไปสูบด้านนอกจะได้ไหม”

 

คุณลุงเจ้าของร้านเอ่ยปากของร้อง  คงจะเกรงใจแขกที่เริ่มมากันมากขึ้น  ร้านก็ค่อนข้างแคบ  หลายคนอาจถูกรมควันตายไปซะก่อน

 

“ครับๆ  ขอโทษด้วยนะครับ” ฮิจิคาตะรีบลุกขึ้นจ่ายเงิน  ก่อนออกไปอย่างรวดเร็ว

 

กินโทกิมองบุหรี่ในมือ  ก่อนชั่งใจชั่วครู่ว่าควรจะตามออกไปสูบด้วยไหม  ไหนๆก็ขอมามวนหนึ่งแล้ว 

 

...เอ๋?  มวนหนึ่งเรอะ  นี่มันอยู่ในมือตูทั้งซองเลยต่างหาก  ไอ้หอกนั่นเดินออกไปไม่ได้แหกตาดูเล้ยว่าลืมอะไรบ้าง... 

 

“เอ้าลุง!  ผมไปด้วยดีกว่า”

 

กินโทกิวางเงินลงบนเคาท์เตอร์ก่อนเดินตามออกมา  จะเอาของไปคืนเฉยๆ  ไม่มีอะไรหรอก 

 

...จริงๆ  จะเอาซองบุหรี่ไปคืนอย่างเดียวจริงๆ  ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนั้น... 

 

ซอกตึกแคบๆ  ไม่ไกลนัก  ฮิจิคาตะแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่หลุดพ้นจากสภาพตรงนั้นมาได้  บุหรี่หมดไปครึ่งมวนแล้ว  เขาหาข้อสรุปให้ตัวเองว่าควรจะห่างกับหมอนั่นให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ 

 

แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ให้ความร่วมมือเลยสักนิด  เพราะอยู่ๆมันก็โผล่มาอยู่ข้างๆเขาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้

 

“จะตามมาทำไมวะ  ไอ้หอกหักนี่!”

 

เสียงทักทายครั้งที่สองดังขึ้นทันทีที่กินโทกิโผล่หัวขาวๆเข้ามา  ก่อนยื่นซองบุหรี่ให้

 

“ใครอยากตามไม่ทราบ  ฉันขอมวนเดียวล่อให้มาซะทั้งซอง  ช่วงโปรโมชั่นหรือไงวะ”

 

ฮิจิคาตะมองซองบุหรี่ของตัวเองแล้วเถียงไม่ออก  ได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับขณะหยิบซองบุหรี่เก็บเข้ากระเป๋า

 

“คืนแล้วก็รีบๆไป”

 

สีหน้ากลับมาเป็นเจ้าบ้ามายองเนสคนเดิม  บูดๆเบี้ยวๆเหมือนเหม็นส้วมตลอดเวลา

 

“เหอะ  แกนี่ก็ตลกนะ  ฉันไม่มีไฟแช็กแล้วจะให้ฉันสูบยังไง  เคี้ยวเข้าไปเรอะ”

 

คุณกินโชว์บุหรี่ในมือให้ดูอย่างหงุดหงิด

 

...ทำเหมือนฉันอยากอยู่กับแกตายแหละ...

 

ฮิจิคาตะอยากจะจับหัวมันโขกกำแพงให้สมองน้อยๆของมันไหลออกมาจริงๆ  เสียแต่คงไม่มีให้ไหลออกมาหรอกมั้งสมองเอ็งน่ะ

 

“อยากจะเคี้ยวก็เคี้ยวๆแล้วกลืนลงไปเลยสิโว้ย  จะได้ตายๆไปสักที  เห็นแกแล้วเกะกะลูกตาเป็นบ้า”

 

“อย่ามาเรื่องมากได้มั้ย  ขอไฟแช็กนิดหน่อยจะตายหรือไง!”

 

“ยาจกขนาดไม่มีเงินซื้อไฟแช็กสักอันเลยเรอะแกน่ะ”

 

“สิบปีสูบครั้งเนี่ยนะ  จะให้ฉันซื้อไฟแช็กเก็บไว้ทำซากอนารยธรรมโบราณรึไง”

 

น่ารำคาญเป็นบ้าเลยว้อย!

 

ฮิจิคาตะพยายามข่มความโกรธนับหนึ่งถึงร้อย  คนที่ยั่วโมโหเขาได้เก่งที่สุดนอกจากไอ้บ้าซาดิสม์นั่นแล้ว  ก็มีแต่ไอ้บ้าน้ำตาลเนี่ยแหละ  ที่สุดของที่สุดแห่งความกวนส้นจริงๆ

 

“เอ้า  รีบๆจุด  แล้วก็รีบๆไสหัวไปซะ”

 

ขวดมายองเนสน้อยๆถูกยื่นให้  กินโทกิรับไว้ก่อนเอาไปจ่อตรงปลายบุหรี่ที่คาบไว้ในปาก    

 

แชะ!

 

แชะ!  แชะ!

 

แชะ!  แชะ!  แชะ!  แชะ!

 

“หมดไฟแล้วอ้ะ” ไฟแช็กรูปขวดมายองเนสถูกส่งคืนให้โดยที่ยังไม่ได้ใช้งาน

 

“ขอต่อของแกหน่อยดิ”

 

อ๊ากกกก!!  นี่แกจงใจป่วนประสาทฉันใช่มั้ย  ทำไมทุกครั้งที่เจอแกจะต้องมีเรื่องงี่เง่าตามมาเป็นพรวนเหมือนซื้อผงซักฟอกแถมกะละมังแบบนี้ด้วยวะ

 

“ฮะ  เฮ้ย!”

 

ร่างสูงโปร่งในชุดยุคาตะสีดำถอยกรูดจนชิดกำแพง  เมื่อจู่ๆอีกฝ่ายก็เอาบุหรี่ที่คาบไว้ในปากมาต่อไฟจากบุหรี่ในปากเขาแบบไม่รอคำตอบ

 

ความร้อนจากปลายบุหรี่ที่เหลืออยู่ครึ่งมวนถ่ายทอดไปยังบุหรี่ที่เอามาต่อไฟ  ก่อนที่บุหรี่นั้นจะเกิดรอยไหม้และควันสีขาวหม่นอย่างช้าๆ

 

“ติดไฟแล้วนี่  ออกไปห่าง...”

 

ถ้าบุหรี่มันพูดได้  มันคงอยากถามว่า  จะจุดไฟให้มันทำไม  ในเมื่อพอติดไฟแล้ว  คนที่คาบมันไว้กลับปล่อยให้มันร่วงลงพื้น  จากนั้น...บุหรี่ครึ่งท่อนก็ร่วงตามลงมาทับบนมวนบุหรี่ตัวยาว  และค่อยๆถูกเผาไหม้ไปด้วยกัน 

 

ไม่มีใครเคลื่อนที่ออกห่าง  ไม่มีบุหรี่แล้วแต่คนบางคนยังต้องการให้ความร้อนจากอีกฝ่ายถ่ายทอดมายังตัวเอง  แค่เปลี่ยนตัวกลางจากบุหรี่เป็นริมฝีปากก็เท่านั้น

 

ท่ามกลางแสงสีในเมืองราตรี  ไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งที่เป็นไปภายใต้เงามืดของซอกอาคารเล็กๆแห่งหนึ่ง  ไม่มีใครรู้ว่าคนสองคนต้องผจญคลื่นความสับสนมากมายเพียงใด  เมื่อพวกเขาได้รับรู้ในวินาทีนั้นเองว่าการ “ฝังเรื่องทั้งหมดลงหลุม” มันเป็นเรื่องที่ไม่มีวันจะทำได้อีกแล้ว

 

จูบนั้นหวาน  และอบอุ่น  นี่ใช่ไหมคือสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวเขานับหมื่นครั้ง  นี่หรือเปล่าคือสิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดแทบบ้าตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา

 

“อือ...อืม...ปล่อยก่อน...” เสียงทักท้วงดังขึ้นจากคนที่เป็นฝ่ายถูกรุกราน  ฮิจิคาตะพยายามผลักอีกฝ่ายออกห่างแต่ไม่ค่อยมีประโยชน์สักเท่าไร

 

ไม่รู้แน่ชัดว่าดวงตาสีดำคู่นั้นกำลังสื่ออารมณ์แบบไหน  เหมือนจะโกรธแต่ก็ดูอ่อนแรงเกินกว่าจะเรียกว่าโกรธได้เต็มปาก

 

“ขอโทษ” สีหน้าแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของกินโทกิมองตอบกลับมา  “ฉันเป็นคนพูดเองแท้ๆว่าให้ลืม  แต่ขอโทษนะ...ฉันทำไม่ได้จริงๆ”

 

...ในหัวฉันมีแต่เรื่องนั้น...

 

...ไม่ว่าจะทำอะไร  ฉันก็คิดถึงแต่เรื่องนั้น...

 

“แกมันบ้าไปแล้ว!” เสียงเข้มตวาดกลับเบาๆ  ต่อให้อยากเตะไอ้ปัญญานิ่มนี่สักเท่าไร  แต่ก็ต้องจำยอมให้มันประชิดตัวกดร่างเขาจนติดกำแพงอยู่อย่างนั้น  เพราะถ้าเอะอะขึ้นมาตอนนี้ล่ะก็  มันก็เท่ากับเรียกสายตาของคนแถวนี้ให้หันมาเป็นพยานยืนยันความตุ๊ดของเขาแน่นอน

 

กินโทกิทำสีหน้าปุเลี่ยนๆเหมือนอยากจะอาเจียน  มีเสียงมากมายแย้งขึ้นมาในใจว่า

 

...ถ้าเอ็งถลำลึกมากกว่านี้  เอ็งจะกู่ไม่กลับแล้วนะโว้ย!...

 

...ไอ้บ้านี่มันมีดีตรงไหนกัน  ผู้ชายล่ำๆถึกๆเหมือนกัน  เอ็งไม่ขยะแขยงเหรอวะ...

 

...ตัวก็ตรงๆทื่อๆ  ไม่มีส่วนโค้งส่วนเว้าเอาซะเล้ย  แถมยังกวนตีนอีกตะหาก... 

 

ถึงจะคิดอย่างนั้น  แล้วทำไม...ทำไมตูถึงจูบมันอีกแล้ววะเนี่ย!!!!!!

 

“อย่า...อื้อ...อือ...” เสียงร้องห้ามดังขึ้นสั้นๆก่อนแผ่วหายไปพร้อมกับปลายลิ้นอุ่นๆที่ถูกส่งเข้ามา  ให้ตายเถอะ...ให้ตายเถอะ...ให้ตายเถอะ!!

 

...ฆ่าแม่งซะเลยดีมั้ย  ดาบก็แขวนอยู่ที่เอวนี่เอง  แค่ชักออกมาแล้วแทงพุงมันซะ...

 

...บังอาจมาก  เหยียบศักดิ์ศรีตูถึงขนาดนี้  มันก็เพียงพอแล้วที่จะไม่ต้องปรานีมันอีก...

 

มือข้างหนึ่งของฮิจิคาตะเลื่อนไปยังตำแหน่งของดาบที่ผูกติดกับโอบิไว้ช้าๆ  พร้อมที่จะดึงมันออกฝักทุกเมื่อ  รอแค่จังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น

 

แต่ว่าจังหวะนั้นมันเมื่อไรล่ะ

 

“ขอโทษ  ขอโทษนะ  ขอโทษจริงๆ” อีกฝ่ายไม่ทันสนใจว่าเขาเตรียมจะฆ่ามันอยู่รอมร่อ  ซึ่งดูจากสีหน้ามันตอนนี้ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรหรอก  เพราะเหมือนสติมันจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเอาซะเลย  เอาแต่จ้องหน้าเขาอยู่อย่างนั้น  ส่งสายตาไม่เข้าใจตัวเองมาให้  ก่อนหลบหนีเมื่อเขาจ้องกลับไป

 

อยู่ๆคุณกินก็ถอยห่าง  พยายามตั้งสติ

 

“ฉันมันบ้าเองแหละ  ฉันมันบ้าไปเอง” กินโทกิกล่าวพลางยิ้มฝืนๆ “ไม่ต้องเจอกันอีกสักพักใหญ่ๆเลยน่าจะดีนะ”

 

มือที่กระชับดาบไว้อ่อนแรงลงทันที  อ่อนแรงลง...ไม่ใช่แค่มือข้างนั้น  แต่ทั้งหมด  ทั้งร่างกายเหมือนจะทรงตัวไม่อยู่ขึ้นมากะทันหัน

 

มันถอยห่างออกไปครึ่งก้าว  แต่ความรู้สึกหนาวเยือกกลับผ่าเข้ามาจนเกือบวูบ

 

“คำว่าไม่ต้องเจอกันอีกสักพักใหญ่ๆของแกน่ะ...นานสักแค่ไหนกัน?”

 

คำถามนั้นเดิมเป็นเพียงความคิดชั่วแล่น  แต่บัดนี้เขาเผลอถามมันออกไปอย่างลืมตัว  ลืมตัวแม้กระทั่งการปั้นสีหน้าไร้ความรู้สึกอย่างที่เขาทำได้ดีมาตลอด

 

...ไม่ต้องเจอกันอีกสักพักใหญ่ๆน่ะ  นานสักแค่ไหนกันงั้นเรอะ  เราพูดเหมือนอยากจะรั้งมันไว้แบบนั้นออกไปได้ยังไงกันฟะ  พูดออกไปได้ยังไง  โธ่โว้ย!... 

 

                “บ้าเอ๊ย!  แกนี่ไม่คิดก่อนพูดเลยใช่มั้ย” คุณกินบอกอย่างหงุดหงิด  “ถ้าแกพูดแบบนี้  รู้มั้ยผลมันจะเป็นยังไง”

 

“ยังไง?”

 

“แกนี่รำคาญที่สุดเลยว่ะ  สู้สาวๆก็ไม่ได้  ช่างเอาใจกว่ากันเยอะ”

 

“งั้นก็ไปหาสาวๆแกไป๊”

 

“ไม่ว่ะ” คุณกินเข้ามาประชิดอีกครั้ง  คราวนี้ไม่ประชิดเปล่า  แต่มือยังดึงคอเสื้อแหวกออกด้วย  ก่อนจะ...

 

“ทำบ้าอะไรของแก!!  ที่นี่มัน...”

 

“ฉันอยากได้แก  ขออีกสักครั้งได้มั้ย”

 

หื่น!  หื่นมาก!!  นี่มันกล้าพูดแบบนี้กับสาวๆด้วยหรือเปล่าวะ  โคตรจะไร้ลีลาและชั้นเชิง  ทุเรศสุดๆ

 

“กล้ามากนะแก...กล้ามาก...” ท่านรองกัดฟันกรอด  เจ็บใจตัวเองที่เผลอไปพูดอะไรบ้าๆ  ทั้งที่เมื่อกี้มันก็ทำท่าจะหยุดอยู่แล้ว

 

“ขอเถอะนะ  เดี๋ยวเลี้ยงข้าวราดมายองเนสเลยเอ้า!”

 

...นี่เอ็งเล่นมุขใช่มั้ย...

 

“ออกไป!” ฮิจิคาตะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงประสาทๆ  แต่ไม่รู้ว่าไอ้บ้าน้ำตาลนี่มันไปกินไวอากร้ามาหรือไง  เรี่ยวแรงมันถึงได้เยอะผิดปกติแบบนี้  หรืออาจจะเป็นเขาเองที่อ่อนปวกเปียกก็ได้  น่าสังเวชที่สุด 

 

“บ้าเอ๊ย!  ตูเป็นผู้ชายนะโว้ย  ผู้ชาย!!  ได้ยินมั้ยไอ้บ้านี่!”

 

“อย่าย้ำมากนักจะได้มั้ย   ฉันก็ใช่ว่าจะอยากทำแบบนี้” คุณกินตอกกลับด้วยน้ำเสียงประสาทไม่แพ้กัน  “ก็บอกว่าจะเลี้ยงข้าวราดมายองเนสไงเล่า  แถมพาเฟ่ต์ราดมายองเนสด้วยเลยก็ได้  เพราะงั้นไปโรงแรมกันเถอะ”

 

...โอ้โหเอ็งนี่สุดยอดแห่งความถ่อยจริงๆเลยว่ะ  ถึงว่าไม่มีสาวหน้าไหนกล้าคบกับแก  เล่นหน้าหนาซะขนาดนี้...

 

“ไม่!  จะไปตายที่ไหนก็ไปคนเดียวเหอะแก”

 

“เออ!  อยากให้ทำตรงนี้ใช่มั้ย!”

 

“เฮ้ย!!”

 

เป็นประสบการณ์ในสถานที่ที่แย่ที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเคยเจอมา  ถึงจะเป็นในที่ลับตาแต่ก็ยังเป็นที่สาธารณะ  กินโทกิเหมือนจะหลุดไปอีกโลกหนึ่งแล้ว  ริมฝีปากของมันแนบลงบนต้นคอของเขาก่อนลากลงมาช้าๆ

 

“ไอ้...ไอ้........” คิดคำด่าไม่ออก  อารมณ์เริ่มกระเจิดกระเจิง  ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นเริ่มกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้ง

 

ไอร้อนที่โลมเลียร่างกาย  สัมผัสนุ่มละมุน  อบอุ่นและอ่อนโยน 

 

คารมห่วยแตก  แต่ฝีมือนับว่าเยี่ยม  นี่แหละตัวตนของหมอนี่...ไม่มีคำพูดสวยหรูอะไรมากมาย  มีแต่การกระทำที่มั่นคง...เสมอ

 

นี่ตูเอามาเปรียบเทียบกันได้ยังไงฟะ!

 

ฝ่ามือลากผ่านกลางหลัง  ก่อนเลื่อนลงไปใต้ฮากามะ  อีกฝ่ายสะดุ้งไม่คิดว่ามันจะเอาจริง  ที่สำคัญคือ...ในที่แบบนี้

 

“อย่าเชียวนะแก” ท่านรองรีบบอกอย่างรวดเร็ว  แต่ก็ยังช้าไป

 

“แกก็อยากอยู่นี่  จะเรื่องมากทำไมกัน” กินโทกิตอบเรียบๆ  ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้  ลมหายใจร้อนๆระเรี่ยปลายจมูกทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก  ริมฝีปากประกบลงไปอีกครั้ง  จะได้ไม่มีเสียงร้องอะไรให้ชาวบ้านแถวนี้ได้ยิน  เลือดฝาดแดงระเรื่อปรากฏบนใบหน้าคมเข้มขึ้นมาจางๆ 

 

...นี่เรากำลังทำอะไรอยู่... 

 

กินโทกิตั้งคำถามกับตัวเอง  มือเร่งเร้าการกระทำภายใต้ฮากามะสีเข้ม  จ้องมองดวงตาสีดำเนิ่นนาน  ในนั้นมีแววทรมานปนสับสน  มันดูน่าหลงใหลสำหรับเขาเหลือเกิน  ทำไมกันนะ    

 

คุณกินถอนริมฝีปากออก  เพราะเริ่มกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายใจไม่ทัน  ฮิจิคาตะหอบหายใจหนักหน่วง  อดกลั้นที่จะไม่ร้องจนกัดปากตัวเอง  เลือดค่อยๆไหลซึมจากมุมปากผ่านลงสู่ปลายคาง

 

“เออ...ถ้าจะขนาดนี้ก็ร้องสักหน่อยก็ได้นะ  เบาๆ  ไม่มีใครได้ยินหรอก”

 

สายตาคมกริบตวัดใส่ทันที

 

“ใครอยากร้องกัน...ไอ้....” ด่ากลับไปเพียงเท่านั้นก็เผลอร้องออกมาจนได้ “อึ่ก...อะ...อา  ไอ้บ้านี่  เดี๋ยวก่อน  เร็วไปแล้ว”

 

“เออน่า...ไม่ชอบรึ”

 

“อืม...กินโทกิ  กิน...”

 

ไอ้เสียงครางบ้าๆนี่มันหลุดออกมาได้ยังไงกันวะ  ตูอยากจะผูกคอตายมันซะตรงนี้เลยจริงๆ

 

“ไปต่อกันเถอะนะ  ไปโรงแรมกันเถอะ”

 

“หุบปาก!  แล้วรีบทำให้เสร็จๆซะ”

 

“ร้องอีกหน่อยสิ”

 

“แกนี่มัน...อ๊ะ...อา........” ยอมให้เสียงลอดผ่านออกมาเพียงแผ่วเบาแทบเป็นเสียงกระซิบ  ร่างกายตอบสนองจนถึงที่สุด  เผลอจิกนิ้วลงบนไหล่อีกฝ่ายแน่น

 

“ไปไหม?”

 

“ปะ  ไป”

 

รอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นบนใบหน้าของกินโทกิ  แต่เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยแววแห่งความกังวล  แม้จะบอกตัวเองว่าเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ก็ตาม  ลึกๆมันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่น

 

...เราแค่อยากสนุกกันเท่านั้นเองใช่ไหม...

 

ร่างสูงโปร่งในอ้อมกอดสั่นสะท้าน  ซุกหน้าลงบนยูคาตะสีขาว  กลิ่นหอมสะอาดของเส้นผมสีดำแม้จะไม่หอมหวานเหมือนกลิ่นของผู้หญิง  แต่มันกลับดึงดูดอย่างประหลาด

 

ฮิจิคาตะพ่นลมหายใจออกจากปาก    ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา  มีสิ่งที่เขาไม่รู้จักอยู่ในแววตานั้น  มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่เขามีในตอนนี้ 

 

“เปียกหมดเลยสินะ”

 

“.....................”

 

คิ้วเข้มกระตุกอย่างหงุดหงิดในคำถามโง่ๆของซามูไรรับจ้าง  ก่อนจะเอ่ยปากไปอีกเรื่อง

 

“เราแค่เล่นสนุกกันเท่านั้น  เข้าใจมั้ย”

 

“เออ” มันพูดในสิ่งที่เขาคิดออกมาอีกแล้ว  ไอ้ที่หนีกันไม่เคยพ้นก็คงเป็นเพราะความเหมือนจนชวนสยองของเขากับมันนั่นแหละ

 

“ฉันมีข้อแม้อยู่สองข้อ” ฮิจิคาตะเริ่มใช้สมองจัดการปัญหานี้ให้รวบรัดและง่ายที่สุด  ในเมื่อแผน “ฝังลงหลุม” มันไม่ได้ผล  ก็คงเหลืออยู่วิธีเดียว

 

“ข้อแม้?”

 

“เรื่องนี้ห้ามบอกใครเด็ดขาด  แม้แต่หมาที่บ้านแก”

 

“หน้าฉันก็มียางอายนะโว้ย  ใครจะพูดให้อายตัวเองวะ!”

 

ฮิจิคาตะก็คิดอย่างนั้นแหละ  กินโทกิกับเขามักจะคิดอะไรเหมือนกัน  เพราะงั้นเรื่องที่ว่ามันจะปากโป้งน่ะลืมไปได้เลย

 

แต่ไหนๆก็คิดจะเลยตามเลยแล้ว  เขาคงต้องขออะไรบางอย่างมาแลกเปลี่ยนหน่อยล่ะ

 

“อีกข้อหนึ่งก็คือ...” ฮิจิคาตะแสยะยิ้ม

 

“ในเมื่อคิดจะเล่นเกมนี้กับฉัน  แกต้องสัญญาว่าจะยอมลองทุกอย่าง  แกเคยบอกว่าสิ่งที่เราทำกันมันเป็นการหาประสบการณ์ใช่มั้ยล่ะ  เพราะฉะนั้นเราก็ควรที่จะลองมีประสบการณ์ทุกรูปแบบ”

 

“ตามสบาย  จะโซ่  แส้  กุญแจมือ  ยังไงก็ได้ทั้งนั้น”

 

คุณกินตอบไปโดยไม่คิดอะไร  เขาก็กะแบบนั้นอยู่แล้ว  แค่เล่นสนุก  ได้ลองอะไรแผลงๆที่เคยอยากทำ  ในที่สุดก็หาคนที่กล้าเล่นด้วยได้สักที  ถึงจะเป็นผู้ชายทั้งแท่งก็เหอะ

 

ฮิจิคาตะไม่พูดอะไรต่อ  ได้แต่ยิ้มเย็นๆกับตัวเอง

 

...เดี๋ยวได้รู้กัน... 

 

............................................................................................................................................

 

หารครึ่งสิวะ  ห้องใช้กันสองคนจะให้ฉันออกคนเดียวเรอะ  พูดหมาๆ

 

“เอ๊ะ!  นี่ฉันมันประชาชนหาเช้ากินค่ำตาดำๆนาเหวย  แล้วดูเลือกโรงแรมเข้า  หรูขนาดนี้ใครจะไปมีปัญญาจ่าย  เอ็งน่ะเป็นตำมะหรวดล่ำซำก็จ่ายไปสิ ”

 

“ไอ้ที่ถูกๆน่ะมันเต็มหมดแล้วโว้ยดึกดื่นป่านนี้  แล้วไง  ยังไงแกก็ต้องหารครึ่ง  ไม่งั้นแกยืนหน้าประตู  ฉันยืนในห้องแล้วทำมันตรงนั้นเลยดีมั้ย  จะได้ไม่ต้องหาร!”

 

...ช่างกล้าพูด...

 

พนักงานหน้าเคาท์เตอร์โรงแรมได้แต่ยืนเหงื่อตกกับลูกค้าสองคนที่มาเถียงกันด้วยเรื่องติดเรท18+อยู่นานนับสิบนาทีแล้ว  ที่จริงประเด็นมันก็คือตังค์มีไม่พอตั้งคู่  การแก้ปัญหาที่ง่ายกว่าการมาเถียงกันจนประเด็นออกทะเลมันมีตั้งเยอะแยะ  แต่กลับยืนทะเลาะกันอยู่ได้ตั้งนาน 

 

...หน้าตาก็ดี๊ดี  ดันเป็นเกย์ซะงั้น  แถมไม่เต็มเต็งพอๆกันอีกต่างหาก...

 

“คุณลูกค้าคะ  ถ้ายังไงใจเย็นๆกันก่อน...”

 

“เออ...ไม่หารก็ไม่หาร  งั้นเปลี่ยนที่!” ฮิจิคาตะตัดบทอย่างรำคาญ  ก่อนลากกินโทกิออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว  ทิ้งให้พนักงานยืนมองตาปริบๆ  นอกจากจะมาเถียงกันให้ฟังตั้งนานแล้ว  ยังชิ่งหนีไม่เช่าห้องซะงั้น

 

“แกจะไปที่ไหนของแกวะ” คนหัวขาวถามขณะเกาหัวแกรกๆ  แถวนี้มันไม่ใช่ย่านโรงแรมนี่หว่า

 

ฮิจิคาตะไม่ตอบ  เมื่อมาถึงร้านเล็กๆร้านหนึ่งก็หยุด  มันเป็นร้านสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ  ดูแล้วน่าจะเป็นหอคณิกา  ซึ่งเขาคิดถูก

 

สาวน้อยในชุดกิโมโนเดินออกมาต้อนรับ 

 

“สวัสดีค่ะคุณท่าน...อ้าว!”

 

เธอชะงักเมื่อเห็นหน้าฮิจิคาตะ  จำได้ว่าแขกคนนี้มาม่าเพิ่งส่งกลับไปเองนี่นา  ฮิจิคาตะทักทายเธอเล็กน้อยก่อนสั่งว่า

 

ขอคุยกับมาม่าซังหน่อยสิ 

 

............................................................................................................................................


Comment

Comment:

Tweet