Fic-Gintama: Do You...? (Gintoki/Hijikata) #7

posted on 28 Dec 2013 15:18 by god-eyes in Fiction directory Fiction, Cartoon
 
 
คำเตือน: ฟิคเรื่องนี้เป็นแนวYaoi หรือพูดง่ายๆคือความรักของเกย์(ฮา)  เตือนมาด้วยความหวังดี  กลัวท่านผู้ไม่รู้จะอ่านไปพะอืดพะอมไป  พวกเธอว์คนใดไม่ใคร่เสพจงรีบจรลีพลัน
 
 
 

Part VII: เรื่องน่าแปลกของคนเราก็คือ...ชอบปรึกษาปัญหาชีวิตกับคนแปลกหน้า 

 

เหลืออีกสองวันจะสิ้นสุดสัปดาห์แห่งการลาป่วยอันยาวนาน  ในที่สุดร่างกายของเขาก็กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม  แถมยังดูจะกระปรี้กระเปร่าเอามากๆเสียด้วย  และนั่นก็เป็นสาเหตุให้รองหัวหน้าแห่งชินเซ็นงุมิออกมาเดินเพ่นพ่านอยู่แถวย่านเมืองราตรีในคาบูกิโจ

 

ทำไมต้องมาแถวนี้น่ะเหรอ

 

ใบหน้าคมเข้มยิ้มแสยะเล็กน้อยอย่างนึกสนุก  เขาแค่อยากพิสูจน์อะไรบางอย่างก็เท่านั้น

 

ท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดหม่นไม่มีแม้ดาวสักดวง  ฮิจิคาตะในชุดนอกเครื่องแบบสีเข้มเหมือนทุกครั้งมุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง  ภายนอกมันเป็นตึกทรงญี่ปุ่นเก่าแก่  แต่ยังอยู่ในสภาพดีและสะอาดสะอ้าน  แสงไฟเหลืองนวลจากโคมแขวนหน้าร้านส่องสว่างอาบไล้ทางเดิน  เพียงแค่มาหยุดยืนอยู่ที่ร้านนี้  แสงสีจากผับบาร์รอบๆกลับดูห่างไกลราวกับอยู่คนละโลก  แม้จะเป็นสถานที่ที่ให้บริการในแง่ที่ไม่ต่างกันนัก  แต่ค่านิยมของร้านนี้เป็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม  ราวกับลอกเลียนมาจากขนบของเกอิชา  เขาชอบบรรยากาศสงบเงียบแบบนี้มากกว่า

 

...แต่ถ้าเป็นไอ้บ้านั่น  ต้องเลือกผับเพลงดังๆ  สาวๆรุมล้อม  ร้องคาราโอเกะได้ยันสว่างแหงๆ... 

 

...แต่ก็หลายครั้งอยู่นา  ที่คิดว่ามันจะไม่ไปที่นี่แน่ๆ  แต่กลับเจอกัน  ถ้าเจอมันที่นี่จะทำไงดีวะ  มันกับเรายิ่งชอบทำอะไรเหมือนๆกันอยู่ด้วย  ลืมคิดไปสนิทเลย  เฮ้ยหรือว่ามันจะอยู่ที่นี่จริงๆ... 

 

ความคิดชวนสติแตกของเขาหยุดลงเมื่อหญิงสาวนางหนึ่งเดินออกมาต้อนรับ

 

“สวัสดีเจ้าค่ะ  คุณท่าน” เธออยู่ในชุดกิโมโนยาวกรุยกราย  ผิวขาวจัด  ค้อมหัวให้เขาอย่างนอบน้อม “เชิญด้านในสิเจ้าคะ”

 

ขาที่เริ่มจะถอยหลังกลับอย่างกล้าๆกลัวๆเลยจำต้องเดินเข้าไปในร้านแต่โดยดี

 

ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องหอม  และแสงเทียนสลัว  เขาตรงเข้าไปยังห้องรับรอง  นางโลมราวสิบกว่าคนกำลังนั่งคุยกันเบาๆ  ได้ยินมาเหมือนกันว่าของที่นี่เน้นคุณภาพ  แต่นึกไม่ถึงว่าจะสวยกันขนาดนี้  ชนิดที่ในสิบกว่าคนนั้นไม่มีคนหน้าตาเกณฑ์ธรรมดาหรือมีจุดติด้านความงามแม้แต่คนเดียว

 

...หึ  หึ  งานนี้แกได้พิสูจน์ตัวเองแจ่มแจ้งแดงแจ๋แน่  โทชิโร่เอ๋ย... 

 

“มาอิ  สาเกหนี่งชุด” เสียงออกคำสั่งดังขึ้นจากหญิงสาวหนึ่งในนั้น  เธอคงนี้คงจะเป็นมาม่าซัง  สาวน้อยคนหนึ่งกุลีกุจอจัดมาเสิร์ฟเขาตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว 

 

ท่านรองจดจ้องหญิงสาวตรงหน้า  นี่เป็นมาม่าซังที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา  โดยเฉพาะขนาดของบางสิ่งที่เนินนูนออกมากจากกิโมโนแหวกอกเผยไหล่ขาวเนียน  เอาจริงๆคือเห็นแล้วแทบละสายตาไปไหนไม่ได้

 

“ค้างคืนหรือเปล่าคะคุณท่าน”   

 

“ค้าง!” เสียงเฉียบขาดราวกับกำลังสั่งลูกน้องอยู่ยังไงยังงั้น  ทำเอามาม่าซังยิ้มน้อยๆอย่างนึกขัน 

 

“ตามสบายเลยค่ะ” เธอผายมือไปยังเหล่านางโลมหน้าตาสะสวย  แต่สายตาเขายังไม่อาจละไปจากหน้าอก...เอ่อ...มาม่าซังได้

 

“เอ่อ...ถ้าไม่รังเกียจอะไร  ผมขอมาม่าได้ไหมครับ”

 

มาม่าซังเลิกคิ้ว  เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าผมของผู้หญิงคนนี้เป็นสีเงิน  น่าแปลกที่เขาไม่สะดุดตาตั้งแต่ทีแรก  ทั้งที่มันควรจะเป็นจุดเด่นแท้ๆ

 

...เหมือนเจ้าบ้านั่นเลย... 

 

...แล้วจะไปนึกถึงทำไมเล่า  บ้าเอ๊ย  ไอ้บ้าน้ำตาลนั่นมีไอ้นี่ที่ไหนกัน!...

 

ฮิจิคาตะด่าตัวเองในใจ  พลางตวัดสายตาแลหน้าอกของมาม่าซังอีกครั้ง

 

“ดิฉันมีหน้าที่จัดเด็กอย่างเดียวเจ้าค่ะ...”

 

...เฮ้ยจะปฏิเสธฉันเรอะ  ไม่ได้หรอกนะพี่สาว  ฉันน่ะต้องการของคุณภาพสูงเพื่อบำบัดตัวเองอย่างด่วนจี๋...

 

“งั้นหรือครับ  น่าเสียดายจริงๆ  พิเศษให้ผมหน่อยไม่ได้เหรอ  แค่รินเหล้ากับเป็นเพื่อนคุยอย่างเดียวก็ได้”

 

มาดนุ่มกินขาดของรองปีศาจอันเลื่องลือเริ่มทำงานอีกแล้ว  สายตาคมๆกับเสียงทุ้มลึกที่สาวคนไหนได้พบเจอเป็นต้องกรี๊ดสลบทำเอามาม่าซังชะงักก่อนตอบตกลงอย่างง่ายดาย

 

“ถะ  ถ้าแค่รินเหล้าล่ะก็...ได้เจ้าค่ะ”

 

...ใช่ตอนแรกน่ะแค่รินเหล้า  ตอนจากนั้นผมจะสานต่อเองครับมาม่าซัง  ยังไงคืนนี้มาม่าก็ไม่รอดผมหรอกครับ   หึ  หึ...

 

ซึ่งแน่นอนว่าผู้ชายระดับฮิจิคาตะ  โทชิโร่ทำได้สบายๆอยู่แล้ว

 

 

............................................................................................

 

..........................................

 

................

 

“อะ  อา  อย่าเจ้าค่ะ  ไหนบอกแค่รินเหล้า...”

 

หญิงสาวพยายามดันร่างสูงออกห่าง  ใบหน้าหล่อเหลากำลังซุกไซ้เนินอกอิ่มอย่างแผ่วเบา

 

...อะไรกันนะเรา  ไม่เห็นจะต้องกังวลเลย  เราก็ยังเป็นผู้ชายปกติอยู่นี่...

 

บอกไม่ถูกหรอกว่าตอนนี้เขายินดีขนาดไหน  ที่ในที่สุดก็หาข้อสรุปให้กับรสนิยมของตัวเองได้สักที  เขาเป็นผู้ชาย  ถึงจะเคยลองทำกับผู้ชายไปแล้ว  แต่ก็ยังชอบผู้หญิง  ผู้หญิงยังคงเป็นสิ่งหอมหวานสำหรับเขาเสมอ

 

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มเคลิ้ม  เขาก็เริ่มรุกคืบ  ประทับริมฝีปากลงไปทันที  บรรยากาศราวกับอยู่ในห้วงฝัน  แสงเทียนกระทบกับเส้นผมสีเงินวาววับ

 

...งดงาม...

 

“อึ่ก!”

 

ทุกการกระทำหยุดลงอย่างรวดเร็ว  ความรู้สึกหนึ่งแล่นวาบเข้ามา  เป็นความรู้สึกที่ประหลาดมาก  คล้ายกับอาการตกตะลึงผสมกับความเจ็บปวด

 

...ทำไมเขาถึงเลือกมาม่าซังกันนะ...

 

...นางโลมคนอื่นก็สวยเหมือนกันหมด  ทำไมถึงเลือกมาม่าซังกันนะ...

 

...หรือเพราะมีมาม่าซังคนเดียวที่มีผมสีเงิน...

 

ความคิดนี้ทำให้ร่างกายแทบจะไร้ความรู้สึก  หวนคิดเป็นครั้งแรกถึงสาเหตุที่ทำให้เขาถลำลึกในคืนนั้น

 

...เพราะแสงสีเงินนั้น  งดงามและอบอุ่น...

 

...เพราะเขาเผลอไผลให้กับความงามของมันจนลืมตัว...

 

...ไม่!  มันไม่มีทางเป็นแบบนั้น!...

 

“ขออภัยเจ้าค่ะ  ดิฉันให้ไม่ได้จริงๆ”

 

มาม่าซังได้ทีช่วงที่เขาเผลอหยุด  ถอยออกห่างทันทีก่อนก้มคำนับอย่างรู้สึกผิด

 

“ทำไมล่ะ  ฝีมือฉันไม่ดีขนาดนั้นเลยรึ?” ฮิจิคาตะรู้สึกแย่ขึ้นมาดื้อๆ  มือควานหาบุหรี่มาจุดสูบ  ก่อนปล่อยควันสีขาวลอยคว้างในอากาศ

 

“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ  เพียงแต่ว่าดิฉันน่ะ...”

 

“มีเรื่องอะไรเหรอ?” เห็นสีหน้าทุกข์ใจของเธอแล้วชักอยากรู้เรื่องขึ้นมา  ดีเหมือนกัน...ถึงจะไม่ได้ทำอย่างว่า  ก็ถือซะว่าหาเพื่อนปรับทุกข์

 

“คือ...ดิฉันท้อง”

 

“อ้าวเหรอ  ยินดีด้วยนะ  กี่เดือนแล้วล่ะ”

 

“สองเจ้าค่ะ”

 

“สองเดือน...ห๊าว่าไงนะ  เธอท้องอยู่เรอะ!

 

เสียงแปดหลอดดังไปสามบ้านเจ็ดบ้านดังขึ้น  หญิงสาวตีความเอาเองว่าเขาคงโกรธมาก  แทบจะเอาหัวโขกพื้นเพื่อขอโทษ

 

“ดิฉันไม่ได้ตั้งใจจะหลอกคุณท่านนะเจ้าคะ  คือคุณท่านบอกเองว่าแค่รินเหล้า...  ดิฉันขออภัยจริงๆเจ้าค่ะ!”

 

“เฮ้ยๆ  พอแล้วน่า  ใครจะบ้าไปโกรธกับเรื่องแบบนี้กันเล่า  ปัดโธ่!  แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก”

 

ฮิจิคาตะดับบุหรี่ในมืออย่างรวดเร็วก่อนหาเสื้อคลุมมาห่มให้เจ้าหล่อนซึ่งบัดนี้มีแทบไม่มีอะไรติดตัวเพราะเขาเปลื้องมันออกจนเกือบหมด

 

อีกนิดเดียว...อีกนิดเดียวเขาก็เกือบทำเรื่องวิปริตลงไปซะแล้ว  โชคดีจริงๆที่...

 

...ที่เผลอคิดถึงหมอนั่น...

 

“ดิฉันจะหาเด็กใหม่ให้นะเจ้าคะ” มาม่าซังกล่าวชดใช้ให้แต่โดยดี  แต่ฮิจิคาตะไม่อยากทำอะไรพรรคนั้นแล้วล่ะ

 

“ไม่ต้องหรอกมาม่า  ผมขอแค่รินเหล้าอย่างเดิมแล้วกัน”

 

ร่างสูงส่งจอกสาเกให้ก่อนยิ้มน้อยๆปลอบใจ  มาม่าซังค่อยโล่งใจยิ้มตอบ  ก่อนรับจอกนั้นมารินสาเกให้จนเต็ม

 

“ใครเป็นพ่อล่ะ  แขกรึ?”

 

“เปล่าเจ้าค่ะ”

 

“คนรัก?”

 

“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ”

 

“เอ๋?  แล้วใครกัน” ท่านรองสงสัย  “ขอโทษที่ถามซักไซ้นะ  ฉันแค่อยากหาเพื่อนคุย  ไม่ตอบก็ไม่เป็นไร”

 

“ไม่หรอกเจ้าค่ะ  ที่จริงเราก็ต่างเป็นคนแปลกหน้า  ถึงจะรู้เรื่องของกันและกันไปก็เท่านั้น”

 

“จริงของมาม่า  งั้นเชิญมาม่าซังเล่าก่อนเถอะ”

 

“อาชีพอย่างพวกดิฉันน่ะ  ที่จริงแล้วไม่ยอมปล่อยให้พลาดได้หรอกเจ้าค่ะ  ทุกครั้งจะมีการป้องกันอย่างดี  ไม่ทางเราก็ต้องทางแขก  เพราะถ้าเกิดท้องขึ้นมาจะเสียงานเอาได้” มาม่าซังอธิบาย   

 

“แต่วันนั้น  ดิฉันพลาดเจ้าค่ะ  เพราะไม่คิดว่าชีวิตนี้จะเผลอไปมีอะไรกับไอ้บ้านั่นได้”

 

“ไอ้บ้านั่น?” ท่านรองรู้สึกขัดๆกับคำพูดของเธอ  นี่คงจะแค้นหมอนั่นน่าดูสินะ

 

“หึ!” หญิงสาวแค่นเสียงหัวเราะขื่นๆ

 

“มันเป็นกะเทยอยู่บาร์คุณไซโกะเจ้าค่ะ”

 

พรวด! 

 

สาเกที่ดื่มเข้าไปถูกพ่นออกมาจากปาก  ตามด้วยเสียงไอแค่กๆ

 

กะเทยทำผู้หญิงท้อง!  มันก็น่าจะสำลักอยู่หรอก 

 

ในบรรดามวลมนุษย์ทั้งหมดที่มีอะไรกันโดยไม่ได้ตั้งใจ  เขาเริ่มรู้สึกว่าเคสของเขาไม่ได้เลวร้ายที่สุด

 

“นังตุ๊ดนั่นเป็นเพื่อนของดิฉันเอง  ที่จริง...จะเรียกว่าเพื่อนคงไม่ถูกนัก  เรียกว่าคู่แข่งน่าจะเหมาะกว่า  ดิฉันกับมันรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆแล้วเจ้าค่ะ  มันก็เป็นพวกผิดเพศอย่างนี้มาตั้งแต่จำความได้  ดิฉันกับมันแข่งกันในทุกๆเรื่อง  แล้วเวรกรรมอะไรไม่รู้ที่เรามักจะทำอะไรได้เหมือนๆกันไปซะหมด  คู่กัดตลอดกาลน่ะเจ้าค่ะ  แข่งกันสวย  แข่งกันเรียกแขก  แล้ววันหนึ่ง...”

 

ฮิจิคาตะนั่งฟังเงียบๆ  ตะหงิดๆว่าทำไมเรื่องที่หล่อนเล่ามันช่างคุ้นๆ

 

“มีเหตุบังเอิญให้ฉันไปนอนค้างบ้านมัน  แล้วก็สนุกสนานกันตามประสาสาวๆน่ะเจ้าค่ะ  ไปไงมาไงไม่รู้  พอดื่มจนเมาได้ที่มันก็บ่นประมาณช่วงนี้ขาดแคลนผู้ชาย  ทำงานที่บาร์ก็ได้เป็นแต่ฝ่ายแสดง  ไม่ได้รับแขกสักที  แล้วมันก็...ก็ขอให้ดิฉัน...ช่วย...”

 

ไม่คุ้นๆแล้วล่ะงานนี้  มันใช่ชัดๆเลยต่างหาก

 

จากทั้งสองเหตุการณ์ที่เขารู้มา  สรุปได้ว่าถ้าไม่อยากเผลอตัวไปนอนกับใคร  มีกฎง่ายๆอยู่สามข้อ  หนึ่งห้ามอยู่ด้วยกันสองต่อสองขณะกำลังเหงา  สองห้ามให้เหล้าเข้าปากเด็ดขาด  สามห้ามพูดเรื่องเศร้าๆเพราะจะทำให้เคลิ้มได้ง่าย  หากมีส่วนประกอบครบสามองค์นี้เมื่อไร  ต่อให้เป็นผู้ชายแท้ๆแมนๆด้วยกันทั้งคู่  หรือกะเทยกับผู้หญิง  ก็มีโอกาสเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นได้เสมอ

 

“ใครจะคิดว่าคนที่เป็นกะเทยมาทั้งชาติอย่างมันจะอยากทำอะไรกับผู้หญิงขึ้นมา  ตอนนั้นเราคิดแค่อยากจะลองอะไรแปลกๆเท่านั้น  เพราะเหล้าแท้ๆเชียว  ปกตินังนั่นแค่เห็นผู้หญิงก็ยี้จนไม่อยากเข้าใกล้  แล้วทำไม...ทำไม...”

 

จากคนสวยๆ  พอพูดถึงเรื่องนั้นมากเข้ากลับทำท่าเหมือนใกล้บ้าเข้าไปทุกที  ใช่เลย...นี่แหละสภาพของเขาตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา  แต่อย่างน้อยที่สุดก็นับว่าโชคดีที่เขาไม่มีมดลูก

  

“เอาน่า...ฉันเข้าใจ  แล้วเธอจะทำยังไงต่อไปล่ะเนี่ย”

 

“เลยเถิดมาถึงขั้นนี้แล้วก็คงต้องช่วยกันทำมาหากินเลี้ยงลูกล่ะเจ้าค่ะ  ดิฉันไม่คิดมากหรอก  เพราะยังไงกะเทยก็ไม่มีวันรักผู้หญิงได้อยู่แล้ว  ต่อให้ดิฉันมีลูกกับมันอีกสักสิบคน  สุดท้ายจิตใจของมันก็ยังคงรักผู้ชายอยู่ดี  ดิฉันถือว่ากำไรเจ้าค่ะ...ได้ครอบครัวแต่ไม่ต้องผูกมัด  ที่จริงก็ไม่เลวร้ายเท่าไร”

 

นั่นสินะ  ที่จริงเมื่อกี้เขาก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าไม่ได้ตายด้านกับผู้หญิงสักหน่อย  ต่อให้เขามีอะไรกับกินโทกิอีกสักเท่าไร  สุดท้ายเขาก็ยังคงรักผู้หญิงอยู่ดี

 

เซ็กส์กับความรักมันคนละเรื่องกัน  เหมือนที่มาม่าซังบอกไงล่ะ  ก็แค่อยากลองอะไรแปลกๆ

 

...คิดซะว่าเมื่อคืนนี้เราเล่นอะไรพิเรนทร์ๆสนุกๆไว้เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตก็แล้วกัน...

 

เป็นอย่างที่เจ้านั่นพูดไว้ไม่มีผิด  เฮ้อ! ป่านนี้มันคงไม่คิดอะไรแล้วล่ะมั้ง 

 

นี่น่ะเหรอสิ่งที่เรากังวลมาตั้งนาน  ในที่สุดก็ได้คำตอบให้สบายใจสักที

 

ใบหน้าที่มักจะเคร่งเครียดอยู่เป็นนิจกลับมีรอยยิ้มจางๆผุดขึ้นมา  เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความโล่งอก  ฮิจิคาตะถอนหายใจเฮือกหนึ่ง  ปลดปล่อยความวิตกทุกอย่างออกไปพร้อมกับอากาศ 

 

“มีอะไรหรือเจ้าคะ?”

 

“เปล่าหรอก  มาม่าซังอยากฟังเรื่องของฉันบ้างมั้ยล่ะ”

 

โดยไม่รอฟังคำตอบ  ฮิจิคาตะก็เริ่มเล่าให้เธอฟัง 

 

เพราะสำหรับคนแปลกหน้า  ถึงจะรู้ความลับของกันและกันไป  มันก็เท่านั้น...จริงไหม?

 

............................................................................................................................................

 

  “ขอบคุณนะมาม่าซัง  ผมประทับใจที่นี่จริงๆ”

 

ร่างสูงโปร่งบอกกับสตรีในชุดกิโมโนยาวที่เดินมาส่งหน้าร้าน

 

“ดิฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะเจ้าคะ  ก็แค่คุยกัน”

 

“คุยกันนั่นแหละดีแล้ว”

 

“ไว้โอกาสหน้าดิฉันจะบริการให้นะเจ้าคะ” มาม่ายิ้มบอก

 

“อีกสักเก้าเดือนมาหาใหม่แล้วกัน  จะแวะมาดูไอ้ตัวเล็กด้วยดีมั้ย” จากที่ตั้งใจว่าจะมาสนุกกับสาวๆ  กลายเป็นงานชุมนุมคุณแม่ไปซะงั้น

 

“ที่บอกจะบริการให้ดิฉันไม่ได้หมายถึงตัวเองเจ้าค่ะ  ยกเว้นแต่คุณท่านจะชอบไซส์คุณแม่”

 

“คุณแม่นั่นแหละ......ดี” ท่านรองเผลอมองหน้าอกเธออีกแล้ว “ยังไงผมก็สนแต่มาม่านั่นแหละ”

 

มาม่าซังหัวเราะคิก  ก่อนกล่าวคำอำลา 

 

นาฬิกาข้อมือบอกเวลาตีสองกว่า  ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกลนัก  ไหนๆก็ได้โอกาสออกมาเที่ยวทั้งที  ไปดื่มต่ออีกหน่อยดีกว่า

 

ยิ่งดึกคาบูกิโจยิ่งดูเหมือนจะคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆสมกับเป็นเมืองราตรี  ดวงตาสีดำมองหาร้านนั่งดื่มสบายๆ  ก่อนตัดสินใจเลือกร้านตึกแถวเล็กๆร้านหนึ่ง 

 

“ลุงครับขอสาเก...”

 

เสียงสั่งเครื่องดื่มชะงักกึก  เพราะแทนที่เสียงที่พูดกับลุงจ๋าจะมีแค่เสียงเดียว  กลับกลายเป็นสองเสียงดังประสานกันขึ้นมา

 

ไม่ต้องคิดอะไรอีกต่อไป  ไอ้ความบังเอิญซ้ำซากบัดซบแบบนี้มันแปลความหมายได้แค่...

 

“แก!”

 

ซากาตะ  กินโทกิชักสีหน้าหงุดหงิดขึ้นมาทันทีไม่ต่างกัน  ท่านรองเส้นเลือดปูดตรงขมับน้อยๆก่อนกัดฟันทักทายอย่างมีมารยาท

 

“ไหนบอกหน่อยสิว่า  ไอ้คนไส้แห้งขนาดไม่มีจะกินทำไมยังเสนอหน้ามานั่งกินเหล้าอยู่ที่นี่ได้กันล่ะหือ?”

 

“เห...ใครเหรอออ~ฮิจิคาตะคุง  ไหนๆ  ใครไส้แห้งกัน  ไม่เห็นมีเลยนะ  มีแต่พวกชอบโดดงานราชการดูดภาษีชาวบ้านไปวันๆ”

 

“ลาป่วยต่างหากโว้ย  ไอ้โง่นี่!” คนถูกกล่าวหาตอบกลับอย่างมีน้ำโห  ให้ตายเถอะ!  พระเจ้าคิดจะแกล้งเขาไปถึงไหนกันนะ  คนตั้งมากมายทำไมต้องเป็นหมอนี่(อีกแล้วฟะ)ทำเวรทำกรรมร่วมกันมาก็ไม่รู้  ซวย  ซวยสุดๆ!!

 

“คนที่เอามาปล่อยฉันก็แกไม่ใช่หรือไงห๊ะ!”

 

พูดออกไปโดยไม่คิด  รู้แค่อยากจะด่ากลับเท่านั้น  แต่ดันลืมไป...ว่าตัวเองกำลังพาดพิงถึงขั้นตอนในการแพร่เชื้อวันนั้นอยู่

 

พอจบประโยคไม่ทันไร  คุณกินก็อ้าปากพร้อมโต้  แต่พูดอะไรไม่ออก  ทั้งที่สกิลการแถขั้นเทพของคุณกินเนี่ย  สามารถทำเป็นเนียนไม่รู้ไม่เห็นได้ทุกสถานการณ์  แต่พอมาตอนนี้เวลานี้  กลับทำได้แค่อ้าปากค้าง  ทำตาปริบๆ  ท่านรองก็ดูจะตกตะลึงกับเรื่องที่ตัวเองพูดออกไปไม่น้อย  ต่างฝ่ายจึงหันหน้าหนีแก้เก้อ 

 

“เปลี่ยนเรื่องเถอะ” ฮิจิคาตะกล่าวชัดๆ  บอกว่าจะฝังลงหลุมก็ลงหลุมไปเลย  มันจะได้นอนตายอยู่ในนั้นตลอดชีวิตของเขาจริงๆสักที

 

“อืม...เปลี่ยนอย่างด่วน”

 

ถึงจะบอกให้เปลี่ยนเรื่อง  แต่สำหรับคนสองคนที่ไม่เคยพูดคุยกันดีๆสักครั้ง  พอไม่ขุดคุ้ยเอาอะไรมาทะเลาะกันแล้ว  หัวข้อสนทนาก็ว่างเปล่า  ความเงียบชวนอึดอัดแผ่ลงมาปกคลุมช้าๆ

 

บรรยากาศเรียบๆที่เหมือนจะไม่มีอะไร  แต่แทบจะทำให้เขาเป็นบ้า  กินโทกิยกจอกเหล้าขึ้นจิบ  ไม่กล้าแม้แต่จะเบนสายตาไปยังคนนั่งข้างๆ  ไม่อยากเห็นแม้แต่ชายยูคาตะสีดำของมัน  การต่อสู้ภายในจิตใจยังคงเป็นไปอย่างดุเดือดว่าควรจะลุกออกไปหรือควรจะนั่งอยู่ตรงนี้ต่อ

 

ถ้าเขานั่งอยู่ก็จะยิ่งอึดอัด  ยิ่งไม่สามารถทำตัวเหมือนที่ผ่านมาได้  แต่ถ้าเขาลุก  นั่นก็หมายความว่าเขาไม่สามารถทำตัวเป็นปกติกับมันได้อีกแล้ว

 

เสีย  เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง!

 

เขาอุตส่าห์ได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ  หลังจากชินปาจิกลับมาทำงาน  พวกเขาสามคนก็เข้าสู่โลกใบเก่า  ทำงานบ้าง  อู้งานบ้าง  กัดกันบ้าง  ดีกันบ้าง  ทำเรื่องบ้าๆบอๆด้วยกันเหมือนเคย  เหมือนช่วงเวลาแห่งความประสาทหลอนของเขาก่อนหน้านั้นเป็นเพียงความฝัน  เขาไม่รู้ว่าคางุระแอบเล่าอาการจิตตกของเขาให้ชินปาจิฟัง  แต่เขาก็รู้ดีว่าอารมณ์เขาขึ้นๆลงๆขนาดไหน  กว่าจะปรับให้เป็นปกติได้ก็แทบแย่

 

คืนนี้เป็นครั้งแรกที่เขาออกมาเที่ยวเตร็ดเตร่นับจากสองอาทิตย์ที่เขาหมกตัวอยู่แต่ในร้านรับจ้างสารพัด  เป็นคืนที่ชินปาจิกลับไปนอนที่บ้าน  และคางุระก็เข้านอนแต่หัวค่ำ  ดูเหมือนจะแอบเข้าไปเขียนจดหมายถึงอุมิโบซุอีกตามเคย  แม้แต่ซาดาฮารุยังไม่สนใจจะงับหัวเขา  ทั้งที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาจะต้องเริงร่าออกมาเที่ยวอย่างสบายใจที่ไม่มีตัวก่อกวนแท้ๆ 

 

แต่คืนนี้เขากลับออกมาด้วยอารมณ์น้อยใจนิดๆ

 

ตอนแรกไม่มีความคิดอยากจะออกมาอยู่ในสมองเลยด้วยซ้ำ  เพียงแต่พออยู่ในห้องคนเดียวเงียบๆแล้วมันรู้สึกแปลกๆอย่างไม่มีเหตุผล  อยู่ๆก็กลับหวาดกลัวห้องนอนที่ว่างเปล่าของตัวเอง  อยู่ๆก็รู้สึกไม่อยากอยู่ที่นั่น  แล้วอยู่ๆก็ออกมานั่งที่นี่แล้ว

 

แชะ! 

 

กลิ่นควันบุหรี่เริ่มลอยปะปนอยู่ในอากาศ  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันมาจากไหน  ถึงจะไม่หันกลับไปมองคนสูบ  แต่เขาก็จับจ้องควันสีหม่นที่ลอยเอื่อยผ่านหน้าไปเนิ่นนาน  มองดูควันบุหรี่เหล่านั้นละลายหายไป  แล้วก็ลอยมาอีกเรื่อยๆ

 

รู้อยู่ว่ามันเป็นพิษ  แต่ได้กลิ่นแล้วกลับรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก  ความรู้สึกแปลกๆตอนอยู่คนเดียวหายไปเป็นปลิดทิ้ง  คุณกินแอบเหลือบมองตัวต้นเหตุของมลภาวะในร้านเหล้า  แต่ฮิจิคาตะไม่ทันสนใจ  เขากำลังอัดควันบุหรี่เข้าปอด  พลางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง  เหม่อมองไปไกลอย่างไร้จุดหมาย  ชั่ววินาทีนั้นเขารู้สึกว่าดวงตาสีดำมีแววเศร้าหมอง  หน้าตาที่มักจะบูดบึ้งตลอดเวลากลับปรากฎความเหงาลึกล้ำ  ผมสีดำ  ชุดสีดำ  ยิ่งทำให้ทุกอย่างในตัวเขาดูมืดมน

 

สีหน้าแบบนี้  เหมือนกับคืนนั้นไม่มีผิด  บางทีความอ่อนไหวที่เขาเห็นอาจเป็นตัวตนที่แท้จริงของหมอนี่ก็ได้

 

กว่าจะรู้ตัวว่าเผลอมองนานเกินไป  ก็เมื่อเจ้าของร่างนั้นรู้สึกเหมือนถูกจ้อง  จนหันมาสบตากันเข้านั่นแหละ

 

ฝ่ายที่ถูกจับได้สะดุ้งโหยง  สายตาที่เฝ้าวนเวียนอยู่ในความคิดของเขามาตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมากำลังอยู่ตรงหน้าเขา  ณ ตอนนี้  เขาปั้นหน้าไม่ถูก  อยากจะหลบตาแต่กลับชาไปทั้งตัวจนขยับเขยื้อนแทบไม่ได้

 

...เฮ้ยไอ้สกิลแถของตูหายหัวไปไหนหมดฟะ  ทำงานหน่อยโว้ย  ทำงานหน่อย  เร็วๆเข้า... 

 

เอ่อ...ขะ...ขอสักตัวหนึ่งสิ  บุหรี่น่ะ

 

............................................................................................................................................


Comment

Comment:

Tweet