Fic-Gintama: Do You...? (Gintoki/Hijikata) #6

posted on 28 Dec 2013 15:17 by god-eyes in Fiction directory Fiction, Cartoon
 
 
คำเตือน: ฟิคเรื่องนี้เป็นแนวYaoi หรือพูดง่ายๆคือความรักของเกย์(ฮา)  เตือนมาด้วยความหวังดี  กลัวท่านผู้ไม่รู้จะอ่านไปพะอืดพะอมไป  พวกเธอว์คนใดไม่ใคร่เสพจงรีบจรลีพลัน
 
 

 Part VI: เรื่องที่อยากลืมที่สุด  คือเรื่องที่ไม่มีทางลืมได้ตลอดชีวิต

 

 

อากินจางเจี๊ยะข้าวต้มน่อ

 

เสียงใสๆของสาวน้อยน่ารักคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับประตูบานเลื่อนเปิดออก

 

คางุระที่หายไข้เร็วกว่ามนุษย์ทั่วไปสามเท่าเดินเข้ามาในห้องนอนของเขา  ในมือมีถาดใส่อาหารร้อนๆที่หล่อนทำเอง  แม้ว่าจะไม่มีอะไรเลยนอกจากข้าวต้มเละๆ  ไข่ลวกสองลูก  และเกลืออีกหนึ่งกระปุก

 

พ่อพระ(เอก)ของเรานอนเดี้ยงอยู่บนฟูกมาราวๆสามสี่วันแล้ว  อาการปวดหัวตัวร้อนทุเลาลงไปมาก  แต่เรี่ยวแรงยังไม่ค่อยกลับคืนมาเต็มที่สักเท่าไร  เขาเลยต้องนอนซมทั้งวันอย่างที่เห็น  แม้จะบอกตัวเองให้รีบๆหายได้แล้ว  ก่อนที่หน้าจะกลายเป็นไข่ลวกโรยเกลือ  เพราะคุณลูกสาวเล่นทำกับข้าวเป็นอยู่อย่างเดียวจริงๆ  แต่เจ้าเชื้อไข้หวัดนี่ก็ช่างดื้อด้านเกาะติดร่างกายเขาแน่นหนึบเสียเหลือเกิน

 

“เฮ้...หล่อนน่ะทำเป็นอยู่แค่นี้จริงๆใช่มะ?  ฉันล่ะสงสารสามีในอนาคตหล่อนจริงๆเล้ยให้ตายเถอะ  ไม่มีถั่วแดงเชื่อมเหลือติดบ้านอยู่เลยหรือไง”

 

คุณกินบ่นๆทันทีที่สาวหมวยวางถาดอาหารลงตรงหน้า  แต่ก็ยอมกินเข้าไปโดยดี 

 

“เฮอะ!  ทำยังกะรสนิยมเรื่องกับข้าวของลื้อดูดีตายแหละ  สามีในอนาคตของลื้อต้องกินแต่น้ำตาลยันตายแน่ๆอั๊วะรับรอง”

 

“เฮ้ๆๆๆ  หล่อนพูดอะไร  พระเอกสุดหล่อคนนี้เป็นชายทั้งแท่งเฟ้ย  จะไปมีสามีได้ไง...ต้องมีเมียสิ...เมีย......”

 

พูดเองก็อึ้งเอง  ในหัวมันพาลไปคิดถึงเรื่องบ้าๆคืนนั้นอีกแล้ว 

 

...เมียงั้นเหรอ  เมียฉันเป็นผู้ชายว่ะ... 

 

ถึงตรงนี้กินโทกิรู้สึกอยากจะเอาหัวโขกคอนกรีตแรงๆสักที    

 

แค่นอนด้วยกันครั้งเดียวจะเรียกว่าเมียได้ไงวะ  เรานี่ก็บ้า  ทีกับสาวๆไม่เห็นจะคิดมากอย่างนี้เลย   แต่เฮ้ย!  ไอ้นั่นมันเป็นผู้ชายนาเหวย  ผู้ชายมีปิ๊กกาจู๊เหมือนกันน่ะเข้าใจมั้ยกินโทกิ  มันจะเป็นเมียแกได้ไงห๊า  ถึงจะติ๊ดชึ่งกันไปแล้วก็เหอะ  แต่หมอนั่นมันมีมดลูกที่ไหนกัน

 

ถึงจะบอกตัวเองอย่างนั้น  แต่ภาพใบหน้าของใครคนหนึ่งจ้องมองเขาท่ามกลางความมืดสลัวกลับชัดเจนอยู่ในความคิด  สายตาคมกริบที่มองมาไม่มีแววของความดุดันหลงเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว

 

...กินโทกิ...     

 

เสียงของไอ้บ้ามายองเนสนั่นแว่วขึ้นมาอีกแล้ว  ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี่ในหัวเขาได้ยินเสียงนั่นกี่ร้อยพันครั้งกันนะ  ทั้งๆที่นอนป่วยอยู่คนเดียวในห้องนี่  แต่ในหัวกลับวุ่นวายไปด้วยเสียงเรียกบ้าๆของแกเนี่ย

 

“เปงอะไรไปน่อ  ไข้ขึ้นอีกเลี้ยวเรอะอากินจาง  หน้าแดงแจ๋เลยอ่ะน่อ”

 

ดวงตาแป๋วแหววสีฟ้าใสของสาวน้อยมองคุณพ่อจำเป็นอย่างเป็นห่วง  มือน้อยๆที่ใช้ทลายได้กระทั่งหินผายกขึ้นอังหน้าผากของกินโทกิก่อนพึมพำว่า

 

“เอ๋...ก็ไม่ร้อนเท่าไรเลยนี่  ลื้อเปงไรหรือเปล่าอากินจัง” คางุระแปลกใจที่พบว่าไข้ของเขาไม่ได้กลับมาอย่างที่เธอคิด

 

“อั๊วะขอโทษน่อที่เอาไข้มาปล่อยลื้ออ่า”

 

“รู้ตัวก็ดีแล้วยัยบ้า”

 

กินโทกิดีดนิ้วใส่หน้าผากลูกสาวเบาๆอย่างเอ็นดู  ถึงมันจะบ้าๆบอๆ  ชอบทำเรื่องชวนเวียนหัว  แถมยังทำกับข้าวไม่เป็นก็เถอะ  แต่น่ารักขนาดนี้....ถ้าไม่ใช่คุณกินล่ะก็  คงไม่มีทางปลอดภัยหายห่วงแบบนี้ร้อก  นั่นก็เพราะเขาน่ะไม่ใช่พวกโลลิค่อน  น่ารักแค่ไหนก็รักเหมือนน้องเหมือนนุ่งไม่มีทางคิดพิศวาส...

 

แล้วทำไม...ทำไม...ทำไมเอ็งถึงไปมีอะไรกับผู้ชายล่ะโว้ย!

 

นั่นสิ...จะว่าไปเราก็ไม่เคยคิดอกุศลกับคางุระสักครั้ง  แต่ดันไปถลำลึกกับไอ้บ้านั่น 

 

อ๊ากกกก!!  ไม่นะไม่ได้เป็นโลลิค่อน  แต่เป็นเกย์เนี่ยนะไม่ใช่แน่ๆ  ไม่มีทาง  เป็นไปไม่ได้  อิมพอสสิเบิ้ล!!

 

“เปงบ้าอะไรของลื้ออีกเลี้ยวเนี่ยอากินจัง  ทำไมทำหน้าเหมือนผีเข้าอย่างงั้งล่ะน่อ”

 

อาหมวยบ่นอย่างสงสัย  ช่วงหลังจากที่เธอออกจากโรงพยาบาลมาดูแลกินโทกิเนี่ย  เขาดูเพี้ยนๆยังไงก็ไม่รู้  เอาแต่เหม่อๆแล้วก็บ่นอะไรน่ากลัวๆอยู่คนเดียว  แถมท่าทางเหนื่อยอ่อนเหมือนอยากจะลาโลกนั่นอีก  ไปเจอเรื่องอะไรมาก็ไม่รู้  เธอเองก็อยากถามแต่พอเห็นสภาพเขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากทุกที

 

“ไม่ได้เป็นอะไร” เสียงห้าวๆตอบกลับมาสั้นๆ  ก่อนหันไปซัดข้าวต้มอย่างตั้งอกตั้งใจ  แต่ดูเหมือนในหัวเขาคงจะกำลังคิดอะไรสักอย่างอยู่อีกแล้ว

 

ไอ้อาการไม่ค่อยมีแรงเนี่ย  เขาก็อยากคิดว่ามันเป็นเพราะไข้หวัดเล่นงานอยู่หรอก  แต่ใจหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่าสาเหตุมันมาจากก่อนที่เขาจะอาการทรุดหนักขนาดนี้  เป็นเพราะเขาทำอะไร “หนักๆ” แบบต่อเนื่องชนิดลืมหายใจแหงๆ

 

คืนนั้นเขาน่าจะไข้ขึ้นจนสลบไปเลยก็ดี  ไม่ใช่แค่หนาวตัวสั่นจนต้องไปคว้าใครมากอดอย่างไร้หัวคิด

 

แล้วมันก็ดันไม่จบแค่กอดอีกต่างหาก  เขาเลยต้องมานั่นปวดหัวอยู่เนี่ย  บ้าเอ๊ย! ทั้งที่เป็นคนบอกไอ้บ้านั่นให้ลืมแท้ๆ  แต่ตัวเองกลับประสาทหลอนซะเอง  หลอนจนหนังผีที่สยองขวัญที่สุดในจักรวาลเทียบไม่ติดฝุ่นเลยด้วยซ้ำ

 

หลังจากกินอิ่ม  คุณกินก็ล้มตัวลงนอนต่อ  คางุระยกถาดใส่ข้าวต้มออกไปเก็บ  หล่อนนึกภาวนาให้ชินปาจิกลับมาเร็วๆ  ไหนบอกว่าจะไปแค่อาทิตย์เดียว  นี่เล่นหายไปเกือบสองอาทิตย์  เธอคิดถึงการอยู่ด้วยกันสามคน  ถ้าชินปาจิกลับมา  พวกเขาจะได้เริ่มทำงานรับจ้างสารพัดสักที  ถึงตอนนั้นอากินจังจะได้กลับมาเฮฮาปาจิงโกะเหมือนเดิม  คางุระได้แต่ครุ่นคิดเพียงลำพัง 

 

และปล่อยให้กินโทกินอนจมอยู่กับความสับสนตัวเองต่อไป

 

............................................................................................................................................

 

“แค่กๆๆ  น่ารำคาญชะมัดเลยว่ะ  ไอ้ไข้หวัดบ้านี่”

 

เสียงห้าวๆบ่นกับตัวเองอย่างขุ่นเคือง  ร้อยวันพันปีไม่มีเสียหรอกที่คนแข็งแรงอย่างฮิจิคาตะ  โทชิโร่จะต้องมาเจ็บป่วยแบบนี้  แต่เป็นเพราะไปแลกเชื้อโรคกับไอ้บ้าคนหนึ่งมาทั้งคืนเลยรับสภาพไปเต็มๆ  นัวเนียกันขนาดนั้นถ้าไม่ติดก็คงพิลึกเกินไปล่ะ

 

ร่างสูงโปร่งขยับเสื้อคลุมให้กระชับขึ้นอีกนิด  ถึงแม้จะเป็นหน้าร้อน  แต่ลมตอนดึกนั้นเย็นเยียบ  บวกกับร่างกายที่ไม่ค่อยจะสู้ดีทำให้เขารู้สึกหนาวนิดๆ

 

ฮิจิคาตะถอนหายใจเฮือกใหญ่  เขานั่งสบายๆอยู่บนระเบียงห้องนอน  เพราะมีลมยุงเลยไม่ค่อยแห่มาตอมเขาสักเท่าไร  ซึ่งนับว่าโชคดีจริงๆ  เพราะตอนนี้เขายังอยากนั่งอยู่ตรงนี้  ไม่อยากเข้านอนเลยสักนิดทั้งที่เวลาก็ล่วงเลยมาถึงตีหนึ่งกว่าเข้าไปแล้ว

 

ในที่สุดเขาก็ต้องลางานรวดเดียวสองอาทิตย์  อาทิตย์แรกลาพักร้อน  อีกหนึ่งอาทิตย์ลาป่วย  เชื้อไข้หวัดที่ไอ้บ้านั่นแพร่ไว้ก็รุนแรงสมกับที่ทำให้คนบ้าพลังอย่างมันหมดสภาพได้จริงๆ

 

เวลาแทบทั้งหมดหลังจากวันนั้น  ผ่านไปกับการนอนเดี้ยงอยู่บนฟูก  จนมาถึงวันนี้อาการไข้หวัดค่อยดีขึ้น  แต่เขากลับไม่อยากให้ตัวเองหายไข้เลย

 

เพราะตอนเป็นไข้  ความเหนื่อยล้าบังคับให้เขาหลับ  แต่พอเขาหาย  การข่มตาลงนอนเป็นเรื่องที่ยากเย็นจนไม่อยากจะเชื่อว่าเขาทำเรื่องยากๆอย่างการนอนหลับมาตลอดชีวิตได้ยังไง

 

...ปล่อยให้เรื่องงี่เง่าพวกนี้มันผ่านไป  จากนั้นก็ทำตัวตามปกติ  เหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ดีไหม... 

 

ไอ้บ้าน้ำตาลนั่นบอกไว้อย่างนี้  ที่จริงเขาก็น่าจะฝังมันลงหลุมได้แล้ว  ไอ้เรื่องน่าอดสูแบบนั้นจำไปก็รังแต่จะบั่นทอนตัวเอง

 

แต่คงเพราะยิ่งขยะแขยงมันมากเท่าไร  มันก็ยิ่งฝังใจมากเท่านั้น 

 

ปัญหาก็คือ...เขาลืมมันไม่ได้

 

หรือถ้าจะพูดให้ชัดกว่านั้น  เขาลืมมันไม่ลง

 

เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันสับสนพร่าเลือนเสียจนเกือบจะกลายเป็นความฝัน  แต่ช่างเป็นฝันที่ติดแน่นเหลือเกิน  เหตุการณ์ที่ไม่ชัดเจน  แต่ความรู้สึกและอารมณ์ในขณะนั้นกลับมีพลังมหาศาล

 

มันไม่เหมือนเซ็กส์ด้วยซ้ำไป  คลับคล้ายเพียงแค่ภาพฝันเลือนลางในม่านหมอก  ทว่าฝังลึกลงไปจนไม่อาจลบล้าง  ทั้งความอบอุ่น  ทั้งความอ่อนโยน  กระแสปลอบประโลมอันแผ่วเบาแต่เต็มตื้อยามอ้อมกอดนั้นโอบอุ้ม  ยามจูบกับริมฝีปากนุ่มอุ่น  ยามมือคู่นั้นประคองศีรษะ  และเรียวนิ้วที่สอดเสยไปกับเส้นผม

 

...ไปกันใหญ่อีกแล้ว...

 

รอบที่เท่าไรไม่รู้ที่เขาพยายามบอกตัวเองว่า  หยุดคิดถึงเรื่องนั้นสักที  แต่ทำไมกันนะ...มันถึงคอยรังควานเขาอยู่เรื่อย  ทั้งที่เขาต้องการจะลืมมันแท้ๆ

 

สายลมเอื่อยเฉื่อยโชยผ่านระเบียงห้องนอน  พระจันทร์ฤดูร้อนส่องแสงโดดเดี่ยวบนฟากฟ้า  เป็นอีกคืนหนึ่งที่สงบเงียบเหมือนกับทุกคืนที่ผ่านมา 

 

ดวงตาสีดำทอดมองดูพระจันทร์บนท้องฟ้าเนิ่นนาน  ไม่รู้เหตุใดคืนนี้มันจึงดูสวยและลึกลับมากกว่าทุกที  แต่ก็เปลี่ยวดายมากกว่าทุกทีเช่นกัน