Fic-Gintama: Do You...? (Gintoki/Hijikata) #5

posted on 28 Dec 2013 15:15 by god-eyes in Fiction directory Fiction, Cartoon

 

คำเตือน: ฟิคเรื่องนี้เป็นแนวYaoi หรือพูดง่ายๆคือความรักของเกย์(ฮา)  เตือนมาด้วยความหวังดี  กลัวท่านผู้ไม่รู้จะอ่านไปพะอืดพะอมไป  พวกเธอว์คนใดไม่ใคร่เสพจงรีบจรลีพลัน

Part V: ครึ่งหนึ่งของคนในวงเหล้า  มีโอกาสได้เสียกับเพื่อนเพราะความเมา 

 

“เป็นอะไรไปรึ” เสียงแหบต่ำของคนป่วยถามขึ้นเมื่อฮิจิคาตะเงียบไป

 

“................”

 

“คิดอะไรอยู่เหรอ”

 

“....................................................”

 

“นี่แก...” คุณกินถอนหายใจเบาๆ “ชีวิตแกทุกวันนี้มันไม่มีความสุขเลยรึ”

 

อีกครั้ง  ที่คำพูดของมันเหมือนจะอ่านใจเขาออก  อีกครั้ง  ที่มันรู้ว่าเขากำลังรู้สึกยังไงทั้งที่เขาไม่แม้แต่จะแสดงออกมา  ไม่ว่าทางสีหน้าหรือการบอกกล่าว

 

...กินโทกิ  ถ้าเป็นแก  แกจะทำยังไง  ถ้าต้องมีชีวิตอยู่โดยที่ปกป้องคนสำคัญไว้ไม่ได้... 

 

...จะทิ้งมันไว้เบื้องหลัง  ทำเป็นลืม  แล้วเดินต่อไปข้างหน้าเหมือนฉันหรือเปล่า...

 

...ยังเดินต่อไปข้างหน้าเหมือนฉัน  หรือเปล่า...

 

รู้อยู่เต็มอกว่าหน้าที่ที่ต้องพร้อมจะตายตลอดเวลาอย่างเขา  คงไม่อาจทำให้ผู้หญิงคนไหนมีความสุขได้  เพราะรู้จึงเลือกที่จะทอดทิ้ง  แม้จะรักแค่ไหน  แต่ก็ไม่อาจให้ความมั่นใจว่าจะสามารถดูแลเธอได้ตลอดชีวิต

 

สุดท้ายก็ต้องมานั่งเสียใจ  กับการที่ไม่มีโอกาสได้ปกป้องเธอเลย  สุดท้ายก็ยังอดไม่ได้ที่จะโหยหา  อดไม่ได้ที่จะอยากมีคนเคียงข้าง 

 

เรานี่มัน...โง่จริงๆ

 

นิ้วมือเรียวจิกลงไปบนยูคาตะสีขาว  ฮิจิคาตะกัดริมฝีปากกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้หลุดออกมา  แต่จะทำอย่างไรก็คงไม่อาจสะกดน้ำอุ่นๆที่หยดแปะๆลงบนไหล่ของกินโทกิได้

 

...บ้าจริงเชียว  ดื่มหนักไปหน่อย  คุมตัวเองไม่อยู่ซะแล้ว  เผลอคิดถึงเรื่องนั้นจนได้...

 

“หนักแค่ไหนก็ห้ามวางมันลงนะ”

 

คุณกินเอ่ยขึ้นหลังจากไม่ได้รับคำตอบใดจากท่านรอง 

 

“แบกความเจ็บ  แบกความเหนื่อยล้าเอาไว้  แล้วบอกกับตัวเองว่าอย่ายอมเจ็บ  อย่ายอมเหนื่อยเพื่ออุดมการณ์ที่มองไม่เห็นจุดหมาย”

 

...มาอีกแล้ว...ไอ้คำพูดเท่ๆของแกเนี่ย  ถ้าตอนนี้ฉันเห็นหน้าแกล่ะก็  พนันได้เลยว่าแกต้องกำลังเก๊กหล่อสุดชีวิตอยู่แหง...

 

“เฮอะ!  ไม่รู้สิ...ไอ้ฉันมันก็แค่คนขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมเสียสละอะไรเพื่อชาวบ้านเหมือนพวกแกนี่หว่า  ฉันก็แค่จะแบกสิ่งที่คิดว่าสำคัญไว้จนเต็มสองมือ  แม้จะรู้ว่าในที่สุดอาจต้องเสียมันไป  แต่ก็ยังดื้อด้านไม่ยอมทิ้ง  เพราะอย่างน้อยฉันก็รู้ว่าตอนนี้ฉันกำลังปกป้องมันอยู่”

 

ยิ่งพูด  เสียงยิ่งแหบลงเรื่อยๆ  กินโทกิกระแอมเพราะระคายคอ  ก่อนจะพูดต่อไป

 

“โทษทีว่ะ  คือฉันแค่จะบอกว่า...ง่ายๆก็คือ...พวกแกน่ะ  ทั้งแกแล้วก็เจ้าบ้าซาดิสม์นั่นด้วย  ฉันรู้สึกว่าน่าจะทำอะไรเอาแต่ใจตัวเองเหมือนพวกฉันกันบ้างนะ”

 

ฮิจิคาตะเริ่มรู้สึกว่าหมอนี่ชักจะพูดยาวเกินไปหน่อย  สงสัยว่าคนที่เมาจนควบคุมตัวเองไม่ได้นี่จะไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวซะแล้วล่ะมั้ง

 

“เพราะงั้น...แกก็...เอ่อ...จะว่าไงดี...โธ่โว้ย!!  เอาเป็นว่าแกอย่าเสียใจเรื่องพี่สาวของเจ้าโอคิตะมันเลย  ไหนๆแกก็ทำดีที่สุดแล้วนี่”

 

“.....................................................................................”

 

อุตส่าห์เกริ่นมาตั้งยาวเพื่อที่จะหาโอกาสวกเข้าเรื่องมิซึบะแบบเนียนๆ  ไม่ให้มันจับได้ว่าเขารู้ไต๋ว่ามันคิดถึงอะไรอยู่  แต่สุดท้ายพูดไปพูดมาก็ยิ่งออกทะเล  กลับเข้าฝั่งไม่ได้สักที  ไอ้ที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำเป็นพูดคำคมบาดใจเท่ๆขึ้นมาลอยๆเหมือนพวกตัวละครลึกลับที่ชอบโผล่มาพูดเหมือนรู้ทุกอย่างแต่ไม่เปิดเผยว่ารู้ทั้งหมด  กลับกลายเป็นหักเลี้ยวแหกหน้าตัวเองซะอย่างงั้น

 

วะ...ก็จะไม่ให้รู้ทันได้ยังไงกัน  ตั้งแต่รู้จักกันมาไอ้บ้านี่เคยร้องไห้ให้แค่เรื่องเดียวเท่านั้นแหละ  ถ้าไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับพี่สาวของโซอิจิโร่คุงแล้วจะเป็นเรื่องอะไรไปได้ล่ะเหวย

 

“อุ๊บ...”

 

ฮิจิคาตะที่น้ำตายังไม่ทันจะแห้ง  เผลอปล่อยก๊ากออกมาดังลั่น 

 

มันก็น่าอยู่หรอก  คุณกินเล่นปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มขนาดนั้น  คิดแล้วก็อนาถตัวเอง  พอเมาแล้วก็บ้าเข้าขั้น  เดี๋ยวหัวเราะ  เดี๋ยวร้องไห้  อารมณ์ไม่ปกติเลยให้ตายเถอะ  ยิ่งอยู่กับเจ้านี่ยิ่งไปกันใหญ่

 

“ฮะๆๆๆ  ที่จริงฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ะ  ว่าแกจะพูดอะไร”

 

...ก็แกกับฉันมันคนประเภทเดียวกันนี่หว่า...

 

คุณกินอยากจะด่า  แต่ด่าไม่ออก  ไม่รู้ทำไมพอเห็นไอ้บ้านี่หัวเราะแล้วอยู่ๆก็ทำหน้าไม่ถูก

 

จะว่าไป  ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่เคยเห็นมันหัวเราะ  หรือแม้กระทั่งยิ้มจริงๆเลยสักครั้ง  ถึงตอนนี้จะเห็นหน้ามันไม่ชัดก็เถอะ  แต่ก็ได้ยินชัดเลยล่ะ

 

...เรานี่ท่าจะบ้าแฮะ...

 

“แกอุ่นขึ้นแล้วหรือยัง  ฉันจะลุกแล้ว  เมื่อยโว้ย”

 

หลังจากร่าเริงขึ้นมาหน่อย  ฮิจิคาตะก็เริ่มเข้าสู่โหมดปกติ  ทำท่าจะลุกขึ้น  แต่คุณกินกลับไม่ยอมปล่อยให้ลุกง่ายๆ

 

“ยังว่ะ” เสียงกวนๆตอบกลับมา “ขอบใจสักคำก็ไม่มีนะที่ทำให้แกหยุดร้องไห้ขี้มูกโป่งได้เนี่ย”

 

“ใครร้องไห้....!!”

 

เกือบจะเปิดศึกอีกครั้งแล้วเชียว  แต่คิดดูอีกที  มันก็...เป็นคนทำให้เขายิ้มได้จริงๆ

 

ความอ่อนแอที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็น  แต่พออยู่ต่อหน้าหมอนี่แล้ว  ปกปิดเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์  การมีใครสักคนรู้ทันเราตลอดเวลาเนี่ย  ถึงบางครั้งจะน่ารำคาญ  แต่บางครั้งก็ทำให้รู้สึก...

 

...อบอุ่น...

 

นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้กอดใครแบบนี้

 

นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้แตะต้องผู้หญิงเลย

 

ทั้งที่ทำเป็นคนเย็นชา  แต่ลึกๆก็อดไม่ได้ที่จะโหยหา...

 

...เวรล่ะสิ...เรา...

 

เพราะตอนนี้เขามองอะไรไม่ถนัดนักในความมืด  เพราะตอนนี้ความเมาผสมกับความคิดฟุ้งซ่านเลยเถิดเกินจะควบคุม  เพราะตอนนี้ไม่มีใครนอกพวกเขา  เพราะตอนนี้เขาอยู่ในบรรยากาศที่แตกต่างออกไปจนแยกแยะไม่ออกระหว่างภาพฝันกับความจริง

 

และเพราะเขาไม่ได้รู้สึกอบอุ่นอย่างนี้มาแสนนาน

 

เพราะทั้งหมดนั่น  เพราะทั้งหมดนั่นเขาจึงเลือกที่จะหยุดการต่อล้อต่อเถียง  และโน้มใบหน้าลงไป  โน้มลงไป  โน้มลงไป  ใกล้จนอีกฝ่ายแทบสะอึก  แต่เขาก็ยังคงเข้าใกล้ลมหายใจร้อนผ่าวจากคนป่วยทีละนิด  จนกระทั่งสัมผัสนุ่มนวลกดทับลงบนริมฝีปาก

 

ในสมองเต็มไปด้วยคำพูดโต้แย้งและคำถามมากมาย  หากทุกเหตุผลกลับถูกสกัดกั้นเอาไว้ด้วยอารมณ์ล้วนๆอย่างง่ายดาย 

 

ชั่ววินาทีหนึ่งเขารู้สึกว่ากินโทกิตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก  แต่แค่ชั่วเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น

 

มันก็เหมือนกับการเทน้ำออกจากแก้ว  ไม่ว่าอย่างไรเสียน้ำก็ต้องไหลลงสู่พื้น  เป็นธรรมชาติของมันที่เป็นอย่างนั้น  ไม่อาจขัดขืน  ไม่อาจต้านทาน

 

ธรรมชาติของกินโทกิที่ตอบสนองกลับมา  ทำให้เขารู้ว่านี่ไม่ใช่ผู้ชายที่ทำเป็นแค่บำบัดอารมณ์กับหนังแผ่นอย่างแน่นอน

 

ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ที่เขาเป็นฝ่ายลงมาอยู่ด้านล่าง  ดวงตาสีดำมองร่างสูงที่ลุกขึ้นมาคร่อมอย่างไม่รู้จะสรรหาเอาคำอะไรมาอธิบายความรู้สึกของตัวเอง ณ ขณะนี้ได้

 

มันขัดต่อความรู้สึกแทบทั้งหมด  แต่ก็ยากจะถอนตัวเสียแล้ว 

 

เพียงประโยคเดียว  ที่แจ่มชัดท่ามกลางความคิดสับสนนับร้อยพัน 

 

...ฉิบหายแล้วไง... 

 

จูบ...หนักหน่วง  รุนแรงจนหายใจแทบไม่ทัน  แต่ก็ดึงดูด  ปลุกเร้าจนไม่อาจตัดใจผละจากมันได้  ไอร้อนถ่ายทอดมาโลมเลียร่างกายที่ไม่อาจขยับเขยื้อนเพราะถูกน้ำหนักตัวจากอีกฝ่ายโถมทับ  กลิ่นแชมพูหอมสะอาดจากเส้นผมสีเงินอบอวลเต็มจมูก

 

“อยากลองดูมั้ย?” กินโทกิกระซิบถาม    

 

“อือ...”

 

อ้อมกอดโอบรัดแน่นเข้ากว่าเดิม  ในขณะที่มืออุ่นๆข้างหนึ่งค่อยๆเลื่อนไปกระตุกยูคาตะให้หลุดออกช้าๆ  

 

............................................................................................................................................

 

 บอกทีสิ...ว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน

 

ฮิจิคาตะลืมตาตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่  แสงแดดรำไรส่องลอดผ่านเข้ามาในห้องนอน  ร่างๆหนึ่งนั่งเหม่อลอยอยู่ข้างๆ 

 

“กิน...”

 

ฮิจิคาตะเรียกคนรู้จักที่คุ้นเคยกันดี  แต่พอเอ่ยออกมาได้แค่พยางค์เดียวเขากลับนิ่งอึ้งไป  ความทรงจำเมื่อไม่นานมานี้ฉายวาบเข้ามา

 

...กินโทกิ  กินโทกิ...

 

มันเป็นชื่อที่เขาเรียกซ้ำไปซ้ำมาอยู่เกือบตลอดคืน  ตอนนี้พอหลุดปากชื่อของหมอนี่เท่านั้นแหละ  ทุกสิ่งทุกอย่าง  ทั้งภาพทั้งเสียงที่เกิดขึ้นก็ผุดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด

 

“อะ...” ท่านรองถึงกับพูดไม่ออก  พยายามบอกตัวเองว่ามันอาจไม่ใช่เรื่องจริง  มันไม่มีทางเป็นไปได้  คนเราจะเมาถึงขนาดไปมีอะไรกับผู้ชายด้วยกันได้เลยเรอะ!!

 

“ตื่นแล้วเหรอ” กินโทกิในชุดยูคาตะหลวมๆหันกลับมามองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนน่าสงสัย

 

“แก...หรือว่า...แกจำไม่ได้...” ฮิจิคาตะถามตะกุกตะกัก  แล้วก็พบว่าตัวเองกำลังกลั้นหายใจรอคำตอบ

 

“อา...” สายตาเอื่อยเฉื่อยเสมองไปบนพื้นเสื่อ  ไอ้ท่าทางหมดอาลัยตายอยากนั่นยิ่งทำให้ท่านรองใจคอไม่ดี

 

“ฉันไม่อยากจะบอกเลยว่า...ฉันจำได้ทุกช็อต  ทุกขั้นตอนเลยว่ะ...”

 

น้ำเสียงเนิบนาบตอบกลับมาราวกับว่าปลงอนิจจังแล้วทุกสิ่ง  ก่อนหัวเราะแห้งๆด้วยอารมณ์สับสนแปลกๆ

 

คำตอบที่ได้รับทำเอาอีกฝ่ายช็อกจัดจนทำอะไรไม่ถูก  ได้แต่กระพริบตาปริบๆมองหน้าคนพูดจนเริ่มรู้สึกอึดอัด

 

“เฮ้ย...”

 

“อะ...เอ่อ...”

 

ในที่สุดท่านรองปีศาจก็เริ่มตั้งสติได้  เขาขยับตัวลุกขึ้นช้าๆ  ความเจ็บปวดที่ยังตกค้างอยู่จนถึงบัดนี้คือหลักฐานอย่างดีที่ยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน

 

เมื่อสำรวจตัวเองดูก็พบว่าชุดที่ใส่อยู่ตอนนี้ไม่ได้เป็นชุดเดียวกันกับเมื่อคืน  ดวงตาสีดำมองกวาดไปทั่วห้อง  จนมาหยุดอยู่ที่กองผ้ากองหนึ่งตรงหัวมุม  เขาจำได้ทันทีว่าเป็นชุดสีขาวของกินโทกิที่เขาเคยใส่  และที่ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด  คือมันเต็มไปด้วยคราบเลือด

 

...บ้าไปแล้ว  นี่มันบ้าชัดๆ...

 

“นี่เรา...” เสียงแผ่วเบาแทบจะกลืนหายไปในลำคอดังขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ

 

“เราทำกันแล้ว” อีกเสียงหนึ่งพูดต่อให้ทั้งที่ไม่มีใครขอ  และเพราะประโยคนั้น  ท่านรองจึงหยิบหมอนข้างตัวเหวี่ยงใส่หน้าตาปลาตายนั่นโดยไม่ลังเล

 

ปุ!

 

“จะพูดย้ำหาพระแสงอะไรกันฟะ!”

 

“ก็แกนั่นแหละ  เป็นฝ่ายเริ่มก่อนไม่ใช่หรือไงหา!” คุณลุงชักจะหมดความอดทน  เพราะใครกันล่ะที่ทำให้เขาต้องมาเจอเรื่องแบบนี้  ทั้งๆที่...ทั้งๆที่...ปกติต้องทำกับสาวสวยน่ารักเท่านั้นแท้ๆ  แต่เมื่อคืนก็เผลอทำอะไรๆลงไป  กับผู้ชาย...แถมยังเป็นไอ้บ้ามายองเนสขึ้นสมองอย่างแกอีก

 

ฉันต่างหากที่ควรจะร้องไห้!!

 

ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ  เสียงนกร้องจิ๊บๆยามเช้าดังแทรกขึ้นมาในขณะที่สองคนยังคงจ้องหน้ากันแน่นิ่ง  ต่างฝ่ายต่างพูดอะไรไม่ออก

 

มันเกิดขึ้นได้ยังไงกันนะ  เป็นเพราะเมื่อคืนเมาๆแล้วไอ้บ้านี่ก็ยังมาเปิดหนังโป๊ให้ดูจนอารมณ์ขึ้น  แล้วทำไมตอนทำเราถึงไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจบ้างฟะ  ทำไมเราถึงปล่อยให้มันเลยเถิดจนถึงขนาดนี้ได้ 

 

ตอนนั้นเขาไม่ได้พูดอะไรในทำนองว่าหยุดก่อน  อย่า  หรือกระทั่งรอเดี๋ยวด้วยซ้ำไป  สิ่งที่เขาพูดมีแต่คำว่า

 

...เอาอีก...

 

ใบหน้าคมคายแดงระเรื่อขึ้นมาทันที  รู้สึกอยากมุดหัวลงดินไปให้รู้แล้วรู้รอด

 

ไอ้ที่น่าอายที่สุดมันคงไม่ใช่การที่รู้ว่าตัวเองมีอะไรกับผู้ชายไปแล้วหรอก  แต่เป็นการที่จำได้ว่าตัวเองยินยอมพร้อมใจกับมันต่างหาก

 

จะว่ายังไงดีล่ะ...เจ็บ...แต่ก็รู้สึกดี

 

...ล่ะมั้ง...

 

“หืม?  เป็นอะไรไป  ไม่สบายหรือเปล่า”

 

ฝ่ามืออุ่นยกขึ้นมาอังหน้าผากเขาอย่างแผ่วเบา  ฮิจิคาตะรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นจัดสาดใส่ทั้งร่าง  รีบปัดมือนั้นออกทันที

 

“อย่ามาแตะนะไอ้บ้านี่!”

 

เสียงตวาดดังลั่น  คุณกินตกตะลึง  ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโต้ตอบอย่างรังเกียจจนออกนอกหน้าขนาดนี้ 

 

ท่านรองทำหน้าไม่ถูกจริงๆ  ในใจกำลังสับสนว่าที่ไม่อยากให้หมอนั่นจับเพราะอะไรกันแน่  เพราะรังเกียจ  หรือเพราะหวาดกลัว

 

คำถามต่อมาคือหวาดกลัวอะไร

 

“เออ...ไม่ต้องด่าก็ได้  รู้ว่าไม่ชอบ” กินโทกิกล่าวขึ้นเรียบๆ  ฮิจิคาตะหันหน้าหนีไปอีกทาง  อยู่ๆก็รู้สึกแย่อย่างไม่มีสาเหตุ

 

“ฉันก็แค่อยากจะวัดไข้เท่านั้นเอง  เพราะยังไงๆแกก็ต้องติดหวัดฉันแน่นอนอยู่แล้ว”

 

คุณกินอธิบาย  แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าคนเป็นไข้เหมือนกัน  จะอังหน้าผากวัดไข้ให้กันได้ยังไง

 

“เอางี้  ยังไงๆมันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบกับความเมา  พอเราตื่นขึ้นมา  ทั้งแกทั้งฉันก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้สักหน่อยใช่ไหมล่ะ  ก็แปลว่าจริงๆแล้วเราก็ยังไม่ได้เป็น...เกย์”

 

คุณกินสะดุดตรงคำๆนั้นอย่างแสลงใจ  ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าวันหนึ่งผู้ชายทั้งแท่งอย่างเขาจะต้องมานั่งกังวลกับเรื่องที่ว่าตัวเองเป็นผู้ชายหรือเป็นเกย์กันแน่

 

  “คิดซะว่าเมื่อคืนนี้เราเล่นอะไรพิเรนทร์ๆสนุกๆไว้เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตก็แล้วกัน  ปล่อยให้เรื่องงี่เง่าพวกนี้มันผ่านไป  จากนั้นก็ทำตัวตามปกติ  เหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ดีไหม?”

 

ทั้งที่รู้สึกเหมือนมืดแปดด้านคิดอะไรไม่ออกแท้ๆ  แต่พอฟังกินโทกิพูดกลับรู้สึกว่าปัญหานี้แก้ไม่ยากเลย

 

...เจ้านี่เห็นทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายๆเสมอสินะ...

 

...ทำลืมๆไปซะ  มันก็แค่...เรื่องงี่เง่า  แกพูดอย่างงั้นใช่ไหม...

 

“เออ  เอางั้นแหละ” ฮิจิคาตะตอบตกลง  ฝังเรื่องนี้ลงหลุมไปซะจะดีกว่า

 

กลับไปเป็นเหมือนเดิมดีที่สุด  เพราะยังไงซะ  เขาก็ไม่มีวันชอบผู้ชายลงอยู่แล้ว  คิดถึงเรื่องนั้นมากไปก็พาลจะทำให้...ขยะแขยง

 

ยิ่งเป็นคนที่เขาไม่ชอบน้ำหน้าอย่างหมอนี่ด้วยแล้ว  ปกติเห็นหน้าก็หงุดหงิดจนแทบอยากจะเตะมันสักเปรี้ยง 

 

พอหวนคิดถึงความกวนส้นของมันเขาก็เผลอทำหน้าเหม็นเบื่อขึ้นมาอย่างทุกครั้ง  ประสบการณ์บ้าบัดซบกว่าครึ่งหนึ่งในชีวิตเขาจะต้องมีส่วนประกอบเป็นไอ้หัวหงอกนี่ตลอด 

 

“แกนะแก...” ใจจริงฮิจิคาตะอยากเหวี่ยงให้บ้านแตก  แต่อีกด้านหนึ่งกลับเหนื่อยหน่ายอยากนั่งทำใจสักพัก  สุดท้ายเลยได้แค่ส่งสายตาจิกกัดไปยังกินโทกิที่ชักจะฉุนขึ้นมาเหมือนกัน

 

“หยุดทำหน้าแบบนั้นเลยนะเฟ้ยไอ้บ้ามายองเนส  ฉันเองก็คลื่นไส้จะแย่”

 

คุณกินเส้นเลือดปูนน้อยๆ  บอกด้วยด้วยน้ำเสียงรำคาญปนสะอิดสะเอียน 

 

...อยากจะบ้า  ตูหนอตู  ทำบ้าอะไรลงไปว้า  อ๊ากกกกกก!!!...

 

“เฮอะ!”

 

ท่านรองสบถอย่างหัวเสียเป็นที่สุด  มือเผลอควานหาบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อตามความคุ้นชินที่มักจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดทุกครั้งเวลาอารมณ์ไม่ดี  แล้วก็ต้องหัวเสียมากขึ้นไปอีกเมื่อนึกขึ้นมาได้อีกแล้วว่านี่ไม่ใช่เสื้อของเขา

 

“เฮอะ!!”

 

ไม่รู้จะพูดระบายความอึดอัดออกมายังไงจึงได้แต่เฮอะๆๆซ้ำๆอยู่ตั้งหลายรอบ  ก่อนจะขยี้หัวตัวเองแรงๆเรียกสติ

 

“ฉันจะกลับล่ะ  ขืนอยู่ที่นี่นานกว่านี้...คงได้ฆ่าแกตายแน่”

 

ดวงตาคมเรียวตวัดแลคนหัวเงิน  ก่อนยันร่างลุกขึ้นจากฟูก  แต่ทว่า...

 

...บ้าเอ๊ยโคตรเจ็บ...

 

ให้ตายเถอะ  ในชีวิตลูกผู้ชายอย่างเขาทำไมถึงต้องมาเจอเรื่องอัปยศอย่างนี้ด้วยฟะ  ถ้าไม่ติดตรงที่ว่า...ต่างคนต่างสมยอม(เพราะเมาแอ๋ทั้งคู่)...เขาคงบั่นหัวขาวๆนี่ก่อนฮาราคีรีตามไปแล้วแน่ๆ

 

...แล้วทำไมเราต้องฮาราคีรีตามด้วยวะ  ไม่เห็นจะต้องคิดตายตามหมอนี่เลย  มันคนเดียวนั่นแหละที่สมควรตาย  แต่ไอ้การที่ต้องอยู่โดยที่มีความทรงจำเกี่ยวกับการเสียตัวให้ผู้ชายด้วยกันนี่มัน... 

 

...อ๊ากกกกก! อย่าคิดสิเฟ้ย  ลืมซะเถอะโทชิโร่  ลืมให้หมดเหมือนที่ไอ้บ้านั่นบอกไว้  แกแค่มาค้างคืนเพราะติดฝนเท่านั้น  ไม่มีอะไรอย่างอื่น  ไม่มีอะไรเกินเลย  เข้าใจมั้ย  เรื่องพวกนั้นไม่เคยเกิดขึ้น  ไม่เคยเกิดขึ้น  ไม่เคยเกิดขึ้น...

 

เมื่อเห็นฮิจิคาตะซึ่งปกติก็หน้าโหดอยู่แล้ว  กำลังงึมงำๆหมือนท่องมนต์อะไรอยู่ในลำคอ  บวกกับหน้าตาอิดโรย  และอารมณ์พร้อมฆ่าคนตายในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง  ยิ่งทำให้กินโทกิขนลุกอย่างไร้สาเหตุ

 

“ปะ  เป็นไงบ้าง”

 

อาจเป็นเพราะมีชนักติดหลัง  คุณกินเลยดูจะลดดีกรีความกวนส้นลงไปโข 

 

“เป็นไงบ้างเรอะ!  จะให้เป็นอะไรเล่า!!  ฉันไม่ตายง่ายๆหรอกไอ้หอกหักเอ๊ย!”

 

จะให้พูดออกไปได้ยังไงว่าเจ็บแทบทรุด  เหนื่อยก็เหนื่อย  แถมติดไข้มาเต็มๆ  ตอนนี้แค่ลุกขึ้นยืนยังเกือบไม่ไหว  แต่ด้วยศักดิ์ศรีมันค้ำคอ  เขาไม่มีทางแสดงอาการอะไรออกไปแน่ๆ

 

“จะกลับแล้วเหรอ...”

 

กินโทกิซึ่งทำใจได้เร็วกว่าหันมาถามอย่างระมัดระวัง  เผื่อพ่อคุณจะเกิดหมดความอดทนปรี๊ดแตกขึ้นมาล่ะก็  คงไม่วายได้ตายอย่างทรมานแหงๆ

 

“เออ”

 

เสียงห้วนสั้นตอบกลับ  พยายามพาร่างซวนเซเดินออกจากห้อง   คิดไม่ตกว่าพอกลับไปชินเซ็นงุมิควรจะทำหน้ายังไงไม่ให้มีพิรุธ  โดยเฉพาะกับเจ้าโอคิตะ  ถ้าหากหมอนั่นรู้เข้าล่ะก็...โทชิโร่เอ๊ย!  ความพินาศมาเยือนชีวิตแกแน่  ต้องได้อายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนตลอดชาติชัวร์ 

 

“ฮิจิคาตะ  แก...”

 

คุณกินร้องเรียกอีก    ฮิจิคาตะหยุดกึกลง  หันกลับมามองเจ้าหัวขาวที่นั่งอยู่ในห้องอย่างสงสัยปนรำคาญว่าจะเรียกอะไรนักหนา   

 

...แกกลับคนเดียวจะไหวเหรอวะ?...

 

นั่นคือสิ่งที่คุณกินคิด

 

“แกลืมเสื้อผ้า” แต่นี่คือสิ่งที่คุณกินพูด

 

ก่อนกลับไป  ฮิจิคาตะจึงได้รับชุดยูคาตะชื้นๆที่ซักแล้วแต่ยังไม่แห้งของตัวเองไว้เป็นที่ระลึกหนึ่งชิ้น  อ้อ...จะมีอีกอย่างก็คงเป็นชุดขาวของกินโทกิที่เขาใส่กลับไปด้วยนั่นแหละ  ถึงจะไม่อยากมีอะไรจากบ้านนี้ติดตัวกลับไปซ้ำเติมตัวเองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเลยสักอย่างก็ตาม  แต่ถ้าจะให้ใส่ชุดเปียกๆนั่นกลับชินเซ็นงุมิก็ไม่ไหวเหมือนกัน

 

เฮ้อ!

 

............................................................................................................................................ >” กินโทกิเพิ่งกล่าวขออนุญาต

 

 

...ที่จริงก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอกนะ  แต่ว่ามันช่วยไม่ได้นี่...

 

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไงที่อยู่ๆก็ไปกอดหมับเข้าอย่างนั้น  คงจะโกรธล่ะมั้ง  แต่ไม่เห็นมันจะว่าอะไรเลยนี่  สงสัยยังติดใจเรื่องหนี้บุญคุณอะไรนั่นอยู่ล่ะสิ

 

ไม่รู้ทำไม  พอฮิจิคาตะเริ่มจะโอบกอดเขาตอบบ้าง  กินโทกิรู้สึกเหมือนไข้ขึ้นสูงกว่าเดิมนิดหน่อย

 

...ทำอะไรใจดีไม่เข้ากับหน้าตาเล้ย  พับผ่าสิ...

 

“ตัวแกนี่  อุ่นดีชะมัด” คุณกินพูดขึ้นลอยๆ  “ขอบใจแกจริงๆว่ะ” 

 

คิดไปคิดมา  มันอาจจะไม่โกรธก็ได้  มันก็น่าจะรู้ว่าเขาไม่มีเจตนาจะแกล้งมันเลย  เขาแค่อยากได้ความอุ่นเท่านั้นเอง

 

แล้วมันก็อุ่นจริงๆซะด้วยสิ

 

เส้นผมสีดำวางแนบอยู่บนไหล่ของคนที่นอนอยู่ด้านล่าง  เขาได้ยินอีกฝ่ายหายใจเข้าออกเป็นจังหวะช้าๆ  สัมผัสได้ถึงหัวใจที่กำลังเต้นตุบๆอยู่ภายใต้ร่างร้อนระอุ 

 

ไม่ได้กอดใครจริงๆจังๆนานแค่ไหนแล้วนะ

 

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา  ในหัวเขามีแต่งาน  งาน  งาน  ถึงจะมีเพื่อนดีๆ(อย่างโอคิตะ)คอยทำให้ชีวิตไม่กร่อย(โดยการลอบฆ่ารายวัน  ให้ตื่นเต้ลเล่นๆ)เกินไปก็เถอะ  แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าที่จริงแล้วเขาก็คิดถึงการสัมผัสผู้หญิงเหมือนกัน  ถึงแม้มันจะเป็นแค่ความสัมพันธ์ชั่วครู่ชั่วยาม  หาความจริงใจไม่ได้ก็ตามที

 

ก็เพราะผู้หญิงที่ดีที่สุดในโลกตายไปแล้วนี่นา

 

แต่กับคนที่ไม่มีปัญญาปกป้องใครได้อย่างเขา  มันก็สมควรแล้ว 

 

............................................................................................................................................

Comment

Comment:

Tweet

#1 By (49.230.187.9|49.230.187.9) on 2014-10-17 23:04