Fic-Gintama: Do You...? (Gintoki/Hijikata) #4

posted on 28 Dec 2013 15:13 by god-eyes in Fiction directory Fiction, Cartoon
 
 
คำเตือน: ฟิคเรื่องนี้เป็นแนวYaoi หรือพูดง่ายๆคือความรักของเกย์(ฮา)  เตือนมาด้วยความหวังดี  กลัวท่านผู้ไม่รู้จะอ่านไปพะอืดพะอมไป  พวกเธอว์คนใดไม่ใคร่เสพจงรีบจรลีพลัน
 

 

Part IV: โรคที่น่ารำคาญที่สุดคือโรคนอนไม่หลับ 

 

ซ่า...ซ่า...

 

เสียงฝนสาดกระทบหลังคาบ้านชัดเจนยิ่งกว่าเดิมเมื่อทุกอย่างเงียบงัน  ตามมาด้วยเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงดังสนั่นหวั่นไหวจนพื้นสะเทือน 

 

กินโทกิทำสีหน้าปั้นยากที่สุดในจักรวาล  ไม่กล้าหันกลับไปดูว่าอีกคนที่นั่งตาค้างอยู่ข้างๆมีอาการยังไงบ้าง

 

ฮิจิคาตะ  โทชิโร่ขนลุกพร้อมกันทั้งตัว  รู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก  เผลอคิดไปว่า...ที่ฟ้าผ่าเมื่อครู่นี้อาจเป็นเพราะเทวดาฟ้าดินทนความอุบาทว์จิตของรายการเพลงเมื่อกี้ไม่ไหวก็ได้

 

...ขนาดเขายังสยองเลย... 

 

“ฮิจิคาตะคุง...” ในที่สุดเสียงห่อเหี่ยวจากไอ้หัวหงอกก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วน “เอ่อ...หาอะไรล้างตาสักหน่อยไหม”

 

“หืม?  ล้างตา?” ดวงตาเรียวเล็กมีแววฉงน 

 

คุณกินหัวเราะหึๆ  ก่อนจะเอามือล้วงเข้าไปใต้เบาะโซฟา  ควานหาอะไรบางอย่าง 

 

“โอ๊ะ!  นี่ไงล่ะ” ซามูไรผมเงินยิ้มแบบมีเลศนัย  พลางดึงวัตถุแบนๆแผ่นหนึ่งออกมากจากที่ซ่อนของลับเฉพาะในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของหนุ่มโสด

 

มันคือ...ภาพยนตร์สารคดีชีวิตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง  ซึ่งเป็นสารคดีที่เจาะจงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับขั้นตอนการสืบพันธุ์  หน้าปกเป็นภาพหญิงสาวผมยาวผิวขาวเนียนน่าเจี๊ยะในชุดนางพยาบาลปลดกระดุมออก  แหวกจนเห็นเนินอกล้นทะลักบราเซียลูกไม้วาบหวิว

 

แค่เห็นหน้า(อก)นางเอก...เอ่อ...สัตว์ในสารคดีชีวิตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งว่าด้วยขั้นตอนการสืบพันธุ์  ท่านรองก็เกือบจะทำเบียร์ในปากพุ่งพรูด

 

...คิดบ้าอะไรของมันถึงชวนดูหนังแบบนี้ฟะเจ้านี่มันสะกดคำว่า ยางอายเป็นหรือเปล่าเนี่ย!!... 

 

หนังบ้าอะไรของแก๊!”

 

โทชิตามแก้คุงแห่งชินเซ็นงุมิ  มักจะรักษาภาพลักษณ์สุดเท่  เงียบขรึม  เย็นชาอยู่เสมอ  พอมาเจอกับมนุษย์เสื่อมไม่เกรงใจใคร  หน้าด้านหน้าทนมาตลอดชาติอย่างซากาตะ  กินโทกิ  จึงเกิดอาการรับไม่ได้อย่างแรง

 

“เอ้า!  ถามมาได้ว่าหนังอะไร  ก็หนังที่เอาไว้ล้างตาจากเพลงอุบาทว์เมื่อกี้ไงเล่า”

 

คำตอบเถรตรงดังคาด  ฮิจิคาตะไม่ใช่ผู้ชายประเภทแอบน้ำลายยืดกับของหน้าอายพรรคนี้  แต่เป็นประเภทเล่นจริงเจ็บจริง  มาดนุ่มกินขาดอย่างเขา...เพียงแค่ชายตาก็มีสาวๆน้อยใหญ่เข้ามารุมล้อมเชิญชวนจนสับรางแทบไม่ทัน

 

เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบำบัดด้วยสารคดีชีวิตสัตว์โลกเหมือนกับ...

 

“เหอะน่า...คิดไรมากมายวะ  หนังออกใหม่เชียวนาเหวย”

 

ชายหนุ่มยาจกที่แม้แต่สุนัขยังเมินเริ่มสาธยายสรรพคุณสิ่งที่อยู่ในมือ  ก่อนยัดมัดลงเครื่องเล่นโดยไม่รอถามความเห็นเขาสักคำ

 

“ของสวยๆงามๆน่ะ”

 

ท่านรองกัดฟันกรอด  เมื่อคุณกินพยายามเก๊กหล่อยิ้มเจ้าเล่ห์  แถมยังทำท่าทางตื่นเต๊นตื่นเต้น  รอดูAVอย่างตั้งอดตั้งใจ  ช่างกวนอวัยวะเบื้องล่างเป็นยิ่งนัก

 

อย่างไรก็ตาม  ฮิจิคาตะก็ไม่ได้พูดขัดอะไรอีก  เพราะใจหนึ่งก็...อยากดูอยู่เหมือนกัน

 

“เอ้าๆ  โทชิคุง  ชนกันหน่อยๆ”

 

คุณลุงไม่ได้เรื่องเปิดเบียร์ส่งให้อีกกระป๋อง  หน้าแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด  อาจเป็นเพราะไข้เล่นงานบวกกับความเมา  แต่ก็ยังไม่ยอมหมดฤทธิ์ง่ายๆ

 

ไอ้บ้านี่...ชีวิตนี้เคยกังวลอะไรกับเขามั่งมั้ยนะ

 

เอาเถอะ...ดีเหมือนกัน  พักร้อนทั้งที  ยังไม่ได้ทำอะไรให้มันคุ้มกับเวลาที่เสียไปเลย  เขาคุ้นชินกับการทำงานหนักๆจนลืมความสนุกไปแล้ว  เพราะงั้นฟ้าถึงส่งให้เขามาอยู่กับไอ้บ้าที่ร่าเริงตลอดศก  เหมือนพักร้อนทั้งปีทั้งชาติล่ะมั้ง

 

ทั้งที่มั่นใจว่ากำลังคิดด่ามันอยู่แท้ๆ  แต่ไม่รู้ทำไมถึงเผลอหัวเราะออกมาได้  หัวเราะโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองขำอะไร  รู้แต่พอมองหน้าเจ้าหมอนี่แล้ว...อดยิ้มไม่ได้จริงๆ 

 

...เมาซะแล้วสิเรา...

 

“ดื่มให้กับ...ให้กับอะไรดีล่ะ  ให้กับความซวยในชีวิตของฉันล่ะกัน”

 

 กินโทกิประกาศ  ก่อนบังคับชนกระป๋องเบียร์  แล้วยกซดโฮก

 

“ไง...ทำไมไม่ดื่มล่ะ  หืม?” ไม่พูดเปล่า  แต่ลามปามด้วยการตบหัวเขาเข้าให้หนึ่งป้าบ  ทำเอาท่านรองฉุนกึกขึ้นมาทันที

 

“มันเจ็บนะเจ้าบ้า!” ฮิจิคาตะโวยวาย  ตบหัวคืนทันที 

 

“อะไรกันนี่แก  ฉลองให้กับความซวยของฉันหน่อยไม่ได้หรือไง” คุณกินคลำหัวป้อยๆ  เพราะความเมาทำให้ไม่รู้สึกโมโหเท่าไร  “อยากให้ฉันนับนิ้วให้ฟังมั้ยล่ะ  ว่าวันนี้ฉันมีเรื่องซวยกี่เรื่อง  เอาตั้งแต่เจอแกเจอเลยแล้วกัน...”

 

“เจอฉันมันใช่เรื่องซวยที่ไหน  เรื่องดีต่างหาก  เจอแกนั่นแหละถือเป็นเรื่องซวย”

 

“เจอฉันงั้นเรอะ  ฉันก็เจอตัวเองทุกวัน”

 

“มันก็ซวยมาตั้งแต่เกิดมาเป็นแกแล้ว  อีโธ่...”

 

ทว่าคุณกินดูเหมือนจะไม่ทันฟังประโยคสุดท้าย  เพราะมัวแต่หันไปใจจดใจจ่อกับทีวี

 

“แม่เจ้าโว้ย...สะบึมอย่าบอกใคร”

 

ฮิจิคาตะเลิกคิ้ว  หันไปดูทีวีตามกินโทกิ  ซึ่งตรงกับฉากนางเอกในชุดพยาบาลสุดเซ็กซี่กำลังเปลื้องผ้าออกทีละชิ้น  ก่อนจะมีหญิงสาวอีกคนอ้อมเข้ามาจากทางด้านหลัง  จากนั้นก็ลูบไล้เรียวแขนของนางเอกช้าๆ...

 

บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง

 

หญิงสาวสองคนในจอโทรทัศน์กำลังแลกจูบกันบนเตียงนอน  ก่อนคนหนึ่งจะค่อยๆถลกกระโปรงของอีกคนขึ้น...

 

“หนังเลสเบี้ยน  งั้นเรอะ” เสียงพึมพำอย่างตกตะลึงน้อยๆของคนซื้อมาเองดังขึ้น  ฮิจิคาตะอยากตบหัวให้สมองมันหลุดออกมาอีกสักทีจริงๆ

 

ครืนนนน  เปรี้ยง!

 

พรึ่บ!

 

ไม่ว่าสารคดีสัตว์โลกซึ่งว่าด้วยการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของกินโทกิจะดำเนินต่อไปอย่างไร  ตอนนี้คนทั้งคู่ก็ไม่มีสิทธิ์รับรู้อีกแล้ว  เพราะ...

 

“บ้าเอ๊ย!  ไฟดับซะได้”

 

“เพราะแกนั่นแหละ  ชอบเปิดดูแต่พวกนิยมไม้ป่าเดียวกัน  ท่านเทพเลยไม่พอใจ  สั่งฟ้าผ่าหม้อแปลงจ่ายไฟให้ระเบิดซะเลย”

 

“เฮ่ยๆ  ครั้งแรกฉันไม่ได้ชอบนะโว้ย” กินโทกิรีบปฏิเสธ  ก่อนยันร่างลุกขึ้นยืน  เดินโซเซไปยังหน้าต่างบานหนึ่งเพื่อสำรวจดูสภาพภายนอก

 

“โอ้โหแฮะ  ดับหมดทั้งเมืองซะล่ะมั้ง  พายุฤดูร้อนนี่ช่างน่ากลัวจริงๆ”

 

ฮิจิคาตะนึกโทษเทวดาฟ้าดินที่กลั่นแกล้งกันขนาดนี้  เดิมทีแค่ติดฝนจนกลับบ้านไม่ได้ก็แย่พออยู่แล้ว  ยังจะต้องมาเจอกับไฟดับอีก

 

เขาคิดอย่างหัวเสีย  พลางเอามือควานหาบุหรี่ใต้เสื้อโดยความคุ้นชิน  ลืมไปว่าทำมันหายตั้งแต่ตอนหัวค่ำ  และไอ้ที่ใส่อยู่นั่นใช่เสื้อผ้าของตัวเองเสียที่ไหน

 

...เซ็งจริงโว้ย... 

 

มือที่เหลืออยู่อีกข้างยกเบียร์ขึ้นมาดื่มต่อ  รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง  อย่างน้อยก็ยังมีเบียร์ให้เมา

 

กินโทกิเดินกลับมาพร้อมไฟฉายในมือ 

 

“เวลาเดินไปส้วมจะได้ไม่เตะอะไรเข้า  แต่อยู่เฉยๆนี่ปิดไว้เถอะ  เปลืองถ่าน”

 

“เมื่อกี้แกบอกว่าแกมีเรื่องซวยกี่เรื่องนะ” ฮิจิคาตะเปรยลอยๆ  ขณะที่คุณกินทรุดร่างลงนั่งข้างๆ

 

“เยอะแยะว่ะ”

 

“ฉันว่าถ้าเรื่องซวยฉันมากกว่าแกนะ” ท่านรองกล่าวต่อ  ไม่ได้ตั้งใจจะข่มทับอะไรกับเรื่องความซวย  แต่เขาคิดอย่างนั้นจริงๆ

 

“พักร้อนทั้งที  แต่ดันไม่ได้ทำอะไรสนุกสักอย่าง  เดี๋ยวก็ต้องกลับไปทำงานงกๆๆ  ไม่เหมือนแกที่ว่างงานสบายใจเฉิบ”

 

“เฮ้ๆ  เกินไปหรือเปล่า  แกรู้ไหมว่าคนที่ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วมีงานให้ทำน่ะโชคดีแค่ไหน”

 

คุณพระเอกของเราพูดแล้วก็นิ่งไป  ฮิจิคาตะก็ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดอีก

 

บรรยากาศแปลกๆมันเกิดขึ้นอีกแล้วสิ

 

ทำไมกันนะ...สงสัยเป็นเพราะไม่มีอะไรให้ทะเลาะกันล่ะมั้ง

 

น่าประหลาดที่ทุกครั้งที่เขาเจอกับกินโทกิ  เขามักจะคาดหวังให้มีเรื่องเถียงกันเสมอๆ  ทั้งที่ตามปกติแล้วคนเราย่อมเลี่ยงที่จะไม่ทะเลาะกัน  แม้ว่าจะเป็นคนที่ไม่ชอบหน้าแค่ไหนก็ตาม

 

พออยู่กันเงียบๆแล้ว  รู้สึกเหมือนไม่ได้กำลังอยู่กับมันยังงั้นแหละ

 

กลิ่นไอเย็นชื้นจากลมฝนกรุ่นติดจมูก  ถึงจะได้เบียร์ช่วยให้อุ่นขึ้น  แต่ก็ยังรู้สึกหนาวอยู่นิดๆ  ขนาดร่างกายคนปกติยังรู้สึกหนาวเลย  แล้วคนที่ไม่สบายอยู่จะไม่หนาวเลยหรือ?

 

ในความมืด  มองเห็นอะไรไม่ถนัดนัก  คนป่วยผู้ไม่เจียมตัวเริ่มจะมือสั่น  แสงสว่างจากฟ้าแลบบนฟากฟ้าฉายแวบเข้ามาในห้อง  เพียงแค่ชั่วขณะที่แสงนั้นสะท้อนกับเส้นผมสีเงินเรืองรอง

 

...เป็นแสงสะท้อนที่งดงามเหลือเกิน...    

 

แก๊ง!

 

กระป๋องเบียร์ในมือคุณกินร่วงหล่น  ชายหนุ่มยิ้มแหยๆ  รู้สึกตัวเองกำลังจะหมดแรงแน่แล้ว  การเป็นไข้นี่มันช่างน่ารำคาญจริงๆ

 

วันนี้ถ้าหากเขากลับถึงบ้าน  แล้วคางุระหายตัวไปจริงๆ  เขาจะทำยังไงนะ

 

กินโทกิหวนคิด  เขากลายเป็นคนโง่เหมือนเมื่อก่อนจนได้  คนโง่ที่คาดหวังกับสายสัมพันธ์และการปกป้องดูแล  คนโง่ที่ยึดติดกับบ้านที่มีคนรอรับการกลับมาของตัวเอง 

 

ถ้าวันนี้เขากลับมาบ้าน  แล้วพบว่าทั้งบ้านว่างเปล่า  ถ้าหาก ณ ตอนนี้ยังเป็นเขาที่หวาดหวั่นการโอบอุ้มสิ่งสำคัญไว้ในมือ  เขาคงกำลังนั่งอยู่เพียงลำพัง  จมปลักอยู่กับอดีตเพียงลำพัง  ดื่มเบียร์เพียงลำพัง  คิดเพียงลำพังว่ามีชีวิตไปเพื่ออะไร

 

ไม่ได้ไปท้าใครดูหนังผี  ไม่ได้พาใครไปส่งโรงพยาบาล  ไม่ได้รีบร้อนออกจากบ้านจนลืมปิดประตู  ไม่ได้ดูแลคนป่วย  ไม่ต้องแบกคนเมากลับมาบ้านทั้งที่ตัวเองก็เดือดร้อนจะแย่

 

แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วสินะ  เขาได้พบผู้คนมากมาย  และยังโง่พอที่จะยึดถือทุกคนไว้เป็นสิ่งสำคัญ

 

ไม่ว่าเมื่อไร  เขาก็ไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกแล้ว  ตั้งแต่ได้รู้จักกับไอ้บ้าพวกนี้

 

“ฮะๆๆ  ดีจริงๆนะเจ้าบ้าฮิจิคาตะ” นัยน์ตาสีแดงเข้มมองออกไปนอกหน้าต่าง  ไกลแสนไกล  ถึงจะมองไม่เห็นอะไรในความมืดมิด  แต่ก็ยังคงมองไปข้างหน้า

 

“ดีจริงๆที่ฉันได้พบกับพวกแก”

 

คนไม่ได้เรื่อง  ก็แค่คนไม่ได้เรื่อง  คนไม่ได้เรื่องคนหนึ่ง  จะแบกรับความเจ็บปวดไว้มากสักแค่ไหนกันเชียว

 

ทำไมกันนะ  ทำไมเขาถึงไม่อาจละสายตาจากบุรุษตรงหน้าได้  แม้แต่สายตาของผู้ชายด้วยกัน  เขายังรู้สึกว่าคนๆนี้น่ามอง  ความน่ามองนั้นไม่ใช่อะไรก็ตามที่สัมผัสได้จากภายนอก  ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตา  ไม่ใช่แค่บุคลิกลักษณะ 

 

ผู้ชายที่หน้าตาดีกว่าดีสักร้อยเท่า  กิริยามารยาทดีกว่าสักพันเท่า  หรือผู้หญิงหน้าตาสวยน่ารักแค่ไหน  แต่งตัวดูดีสักเท่าไร  มันก็เทียบไม่ได้กับสิ่งเดียวที่ผู้ชายคนนี้มี

 

นั่นคือจิตวิญญาณ

 

ไม่ว่าครั้งนี้  ครั้งนั้น  หรือครั้งไหนๆ  มันก็ยังคงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขาทุกครั้ง  หมอนี่ยังคงได้ยินเสียงร่ำร้องที่แผ่วเบาที่สุด  แม้ว่าเขาจะไม่เคยปริปากว่ากำลังเจ็บปวดออกมาเลยก็ตาม

 

ทำไมกันนะ  ทำไมกัน

 

แปะ...

 

อยู่ๆฮิจิคาตะวางฝ่ามือเย็นๆของตนลงบนหน้าผากร้อนฉ่าของกินโทกิ  เจ้านี่ไข้ไม่ลดลงสักนิด  แล้วยังนั่งทนหนาวอยู่ได้  บ้าจริงๆ

 

“ทำอะไร” อีกฝ่ายจ้องตอบกลับมาในความมืด  สีหน้าเรียบเฉยแม้ดวงตาจะส่อแววอ่อนระโหย  เสียงแหบพร่าเริ่มจะสั่นสะท้านเพราะอุณหภูมิลดต่ำ 

 

“วัดไข้” เขาตอบกลับสั้นๆ  ไม่รู้ตัวว่าทั้งน้ำเสียง  ทั้งสายตาของตัวเองอ่อนกำลังลงจากความดุดัน  กลายเป็นความอาทร

 

“หนาวรึ?”

 

“อืม...” อีกฝ่ายพูดได้แค่นั้น  ไม่รู้ทำไมคำพูดทั้งหมดจึงถูกจำกัดไว้เพียงเสียงตอบรับสั้นๆง่ายๆอย่างจริงใจ  โดยไม่อาจโกหกได้  นิสัยไม่ยอมรับความจริงโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความอ่อนแอของตัวเองอันตรธานหายไปไหนหมดไม่รู้

 

หรืออาจจะแค่อึ้งกับสายตาเป็นห่วงเป็นใยที่ส่งมาให้อย่างไม่ทันตั้งตัว

 

สายตา...ที่จดจ้อง  แน่นิ่ง  เนิ่นนาน  คล้ายกับว่ากำลังหลงใหลในอะไรบางอย่าง

 

ซึ่งสิ่งนั้น...อาจเป็นเพียงเส้นผมสีเงินที่ยังคงส่องประกายแม้ในความมืดมิด 

 

เฉกเช่นกับจิตวิญญาณสีเงินที่ยังคงสว่างไสวอาบไล้คนรอบข้างให้รู้สึกอบอุ่นเสมอมา 

 

มันเป็นความเผลอไผล  มันเป็นเพราะความเผลอไผลแท้ๆ  เขาเพียงแค่เผลอเอามือที่อังหน้าผากคนป่วยอยู่เลื่อนขึ้นไปสัมผัสกับเรือนผมสีเงินสะดุดตานั้น 

 

..นุ่มจัง...

 

คนธรรมดาที่ดูผิวเผินคล้ายจะไร้ค่าไร้ราคา  ภายใต้เปลือกของความไร้แก่สารไปวันๆ  คือน้ำใจที่ยิ่งใหญ่เท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะสามารถมีได้

 

ครั้งแรกที่เจอกับหมอนี่  คือตอนที่เขาไปท้ามันประดาบแก้มือให้คุณคอนโด้สินะ  ตอนนั้นจำได้ว่าโกรธมากที่มันไม่ยอมเอาจริง 

 

กินโทกิไม่ชอบการต่อสู้เอาเป็นเอาตายด้วยเรื่องของศักดิ์ศรี  แต่กลับยอมแลกชีวิตเพื่อความเจ็บปวดของใครหลายคน

 

เขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้  พ่ายแพ้ต่อความยิ่งใหญ่ของคนๆนี้ 

 

นัยน์ตาสีแดงเบิกกว้างขึ้นน้อยๆ  การกระทำทุกอย่างหยุดชะงัก  รู้สึกอยากจะหลบสายตาของฮิจิคาตะขึ้นมาดื้อๆ 

 

ในสถานการณ์แบบนี้  เขาควรจะพูดอะไรออกไปงั้นหรือ?

 

...ฉันไม่ใช่หมานะโว้ย  มาลูบหัวทำไม...  อะไรทำนองนี้หรือเปล่า  เขาควรจะปัดมือมันออกก่อนพูดเรื่องอื่นต่อไปแบบชิวๆ  ควรจะทำเป็นไม่สนใจ  หรือควรจะ...

 

เราควรจะทำยังไงดีนะ

 

“อยากได้ผ้าห่มน่ะ” กินโทกิพูดในสิ่งที่ช่างแตกต่างจากความคิดวนเวียนในหัวไปไกลลิบโลก

 

“ไม่ไปหยิบล่ะ” ฮิจิคาตะตอบกลับ  ก่อนจะขยับตัวออกห่างเหมือนเดิม  ร่างสูงเอนหลังพิงโซฟาอย่างสับสนเล็กๆ

 

...เราทำอะไรของเรากันเนี่ย...

 

“ไม่ว่ะ  เอาตรงๆเลยนะ  คือฉันกลัวผี”

 

เล่นพูดตรงแสกหน้าขาคู่อย่างนี้  ทำเอาฮิจิคาตะที่กำลังจะยกเบียร์ขึ้นมาจิบเกือบจะพรูดออกมาอีกครั้ง

 

ทำไมหนนี้มันยอมรับซื่อๆเลยล่ะฟะ!

 

“เหอะ!  ในที่สุดก็ยอมแพ้แล้วเหรอไอ้บ้าน้ำตาลเอ๋ย  ยอมรับว่ากลัวแล้วสินะ” ท่านรองฉีกยิ้มกว้างถากถาง  แต่กินโทกิยังนิ่งเฉย

 

“อืม...เพราะงั้น  แกช่วยไปหยิบผ้าห่มในห้องให้ฉันหน่อยดิ  ท่านผู้กล้าฮิจิคาตะ”

 

แก๊ง!

 

กระป๋องเบียร์ร่วงผล็อยทันทีที่รู้ตัวว่าโดนดีเข้าให้แล้ว  ชายหนุ่มผมดำหันพรึ่บไปยังคนหัวหงอกที่ส่งยิ้มเย้ยมาให้แบบเดียวกับเขาเมื่อกี้เด๊ะๆ

 

“กะ  แก  แก...”

 

แน่นอนคนปอดแหกเรื่องลี้ลับอย่างฮิจิคาตะ  โทชิโร่น่ะ  ก็ไม่ได้แตกต่างจากกินโทกิสักเท่าไร

 

เออ...ก็ได้วะ  ฉันก็กลัวเหมือนกัน  กลัวแทบเยี่ยวเล็ดเลยโอเคมั้ย!!!”

 

เสียงที่สารภาพแทบจะกลายเป็นตะคอก  แต่คุณกินกลับรู้สึกขำกับท่าทางทำเป็นหงุดหงิดของคนตรงหน้า  ทั้งที่จริงๆแล้วความอายมันมากกว่าความหงุดหงิดหลายเท่านัก

 

โอเค้ๆ  จริงๆฉันไม่ได้อยากแกล้งแกหรอกว่ะ  แต่ฉันน่ะหนาวเป็นบ้าเลย  เพราะงั้นช่วยสงบศึกชั่วคราวสักวัน  แล้วไปส่งฉันเอาผ้าห่มหน่อยสิ

 

............................................................................................................................................

 

ครืด~

 

ประตูเลื่อนแบบญี่ปุ่นถูกเปิดออก  ฮิจิคาตะฉายไฟเข้าไปในห้องมืดทึมทึบ  เพื่อให้คนข้างตัวเขามองหาของที่ต้องการ  และที่สำคัญ...เพื่อลดจินตนาการเกี่ยวกับ...

 

หมับ!

 

อยู่ๆฝ่ามือเย็นชื้นของกินโทกิก็คว้าเอามือเขาไปบีบไว้ซะแน่น

 

“เฮ้ย!  ทำบ้าอะไร”

 

“แหม...ฮิจิคาตะคุง  คือว่า...ง่า...ช่วยละทิ้งความแค้นสุมทรวงของแกลงสักคืน  แล้วช่วยฉันหน่อยเถอะนะ  หลังจากนี้จะทำเป็นลืมๆเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้นก็ได้”

 

ไอ้คำพูดใจความสองแง่สามง่ามนั่นมันอะไรกัน!  แล้วเจ้าบ้านี่จะเกาะแกะอะไรขนาดนี้กันวะ!

 

น่าแปลก  เขาเองก็กลัวผีเข้ากระดูกเหมือนกัน  แต่กลับไม่อยากให้กินโทกิมาทำอะไรอย่างเช่น...จับมือ...แบบนี้เลย

 

มันทำให้เขา...วางตัวไม่ถูก

 

กินโทกิลากเขาเข้ามาข้างใน  ฮิจิคาตะรู้สึกว่ามือที่จับกันไว้สั่นๆอย่างเริ่มจะควบคุมไม่อยู่แล้ว

 

“เฮ้ย...ฉันว่าแกน่าจะกินยาอะไรสักหน่อยนะ”

 

“ไม่เป็นไรหรอกน่า” กินโทกิคว้าเอาไฟฉายจากมืออีกข้างของเขาไป  แต่ไม่ทันไรก็ทำหล่นตุ้บ  ไฟฉายดับลง  ทั้งบ้านตกอยู่ในความมืดสนิท

 

“นั่นไงล่ะ  เจ้าบ้าเอ๊ย...”

 

ฮิจิคาตะสบถพลางก้มลงควานหาไฟฉาย  ต้องมาอยู่มืดๆพร้อมกับความจำฝังหัวเกี่ยวกับหนังผีอย่างนี้  ไม่เอาด้วยหรอก

 

สักพักเขาก็รู้สึกถึงน้ำหนักตัวของอีกคนเซมาทับร่างก่อนทรุดลงไปนอนกับพื้น

 

“เฮ้ย  อะไรอีกล่ะเนี่ย  ไอ้บ้าหอกกุด”

 

จากที่คิดจะคลำหาไฟฉาย  กลายเป็นต้องมาคลำหาตัวคนป่วยที่ลงไปนอนกองตรงไหนแล้วก็ไม่รู้  มือกวาดเปะปะไปเรื่อย  สักพักจึงเจอร่างโปร่งในชุดยูคาตะหลุดลุ่ยแถมยังร้อนเป็นไฟ 

 

“อยู่นี่เอง  จะนอนตรงนั้นไปถึงเมื่อไรหา” ฮิจิคาตะพยายามยกร่างนั้นขึ้น    

 

“ขอโทษนะ  เจ้าบ้ามายองเนสเอ๋ย...แต่ฉันโคตรจะหนาวเลยว่ะ”

 

เสียงแหบๆของคนที่พะงาบๆอยู่บนพื้นดังแผ่วๆขึ้นมา  ยังไม่ทันจะได้ถามให้รู้เรื่อง  เขาก็ถูกแรงฉุดจากกินโทกิให้ล้มลงไปทับบนร่างที่สั่นหงึกๆเพราะพิษไข้  และก่อนที่จะได้โวยวายอะไร  แขนสองข้างของหมอนั่นก็โอบรัดเข้ามาจนแน่นเสียแล้ว

 

เกือบจะด่าแล้วเชียว  แต่ไอ้อาการตัวสั่นจนกลัวจะช็อกของหมอนี่ทำให้รู้ว่ามันคงไม่ไหวจริงๆ

 

“ขอยืมตัวนายหน่อยนะ” กินโทกิเพิ่งกล่าวขออนุญาต

 

...ที่จริงก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอกนะ  แต่ว่ามันช่วยไม่ได้นี่...

 

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไงที่อยู่ๆก็ไปกอดหมับเข้าอย่างนั้น  คงจะโกรธล่ะมั้ง  แต่ไม่เห็นมันจะว่าอะไรเลยนี่  สงสัยยังติดใจเรื่องหนี้บุญคุณอะไรนั่นอยู่ล่ะสิ

 

ไม่รู้ทำไม  พอฮิจิคาตะเริ่มจะโอบกอดเขาตอบบ้าง  กินโทกิรู้สึกเหมือนไข้ขึ้นสูงกว่าเดิมนิดหน่อย

 

...ทำอะไรใจดีไม่เข้ากับหน้าตาเล้ย  พับผ่าสิ...

 

“ตัวแกนี่  อุ่นดีชะมัด” คุณกินพูดขึ้นลอยๆ  “ขอบใจแกจริงๆว่ะ” 

 

คิดไปคิดมา  มันอาจจะไม่โกรธก็ได้  มันก็น่าจะรู้ว่าเขาไม่มีเจตนาจะแกล้งมันเลย  เขาแค่อยากได้ความอุ่นเท่านั้นเอง

 

แล้วมันก็อุ่นจริงๆซะด้วยสิ

 

เส้นผมสีดำวางแนบอยู่บนไหล่ของคนที่นอนอยู่ด้านล่าง  เขาได้ยินอีกฝ่ายหายใจเข้าออกเป็นจังหวะช้าๆ  สัมผัสได้ถึงหัวใจที่กำลังเต้นตุบๆอยู่ภายใต้ร่างร้อนระอุ 

 

ไม่ได้กอดใครจริงๆจังๆนานแค่ไหนแล้วนะ

 

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา  ในหัวเขามีแต่งาน  งาน  งาน  ถึงจะมีเพื่อนดีๆ(อย่างโอคิตะ)คอยทำให้ชีวิตไม่กร่อย(โดยการลอบฆ่ารายวัน  ให้ตื่นเต้ลเล่นๆ)เกินไปก็เถอะ  แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าที่จริงแล้วเขาก็คิดถึงการสัมผัสผู้หญิงเหมือนกัน  ถึงแม้มันจะเป็นแค่ความสัมพันธ์ชั่วครู่ชั่วยาม  หาความจริงใจไม่ได้ก็ตามที

 

ก็เพราะผู้หญิงที่ดีที่สุดในโลกตายไปแล้วนี่นา

 

แต่กับคนที่ไม่มีปัญญาปกป้องใครได้อย่างเขา  มันก็สมควรแล้ว 

 

............................................................................................................................................


Comment

Comment:

Tweet