Fic-Gintama: Do You...? (Gintoki/Hijikata) #3

posted on 28 Dec 2013 15:12 by god-eyes in Fiction directory Fiction, Cartoon
 
 
คำเตือน: ฟิคเรื่องนี้เป็นแนวYaoi หรือพูดง่ายๆคือความรักของเกย์(ฮา)  เตือนมาด้วยความหวังดี  กลัวท่านผู้ไม่รู้จะอ่านไปพะอืดพะอมไป  พวกเธอว์คนใดไม่ใคร่เสพจงรีบจรลีพลัน
 

 

Part III: หนังผีที่น่ากลัวจริงๆ  มักจะตามหลอนเราไปถึงที่บ้าน

 

“อือ...”

 

แสงไฟบนเพดานแยงผ่านเปลือกตา  เขารู้สึกรำคาญจนหลับต่อไม่ลง  ฮิจิคาตะหยีตาสู้แสงจ้าจากหลอดนีออน  เพดานบ้านที่ไม่ใช่ของบ้านเขาแน่ๆปรากฏสู่สายตาเป็นอย่างแรก  แต่กระนั้นก็รู้สึกว่าบรรยากาศมันคุ้นๆเหมือนเคยมาที่นี่มาก่อน

 

ร่างกายหนักอึ้ง  ในหัวปวดระบมจากอาการเมาค้าง  หากความสงสัยนำพาให้เขาพยายามลุกขึ้นจากโซฟาที่นอนอยู่  ก่อนมองไปรอบๆอย่างงงๆ  คิดทบทวนว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

 

...นี่กินเหล้าตั้งแต่หัววันเลยเรอะ...   

 

คำพูดลางเลือนกับหน้าตากวนประสาทของเจ้าบ้าน้ำตาลแว้บเข้ามาในสมอง  จริงสิ...จำได้ว่าฝนตกหนักมากตอนกำลังเดินกลับบ้านพัก  แล้วระหว่างทางก็ไปเจอกับหมอนั่นเข้า... 

 

...หลังจากนั้น...นึกไม่ออกแฮะ... 

 

แต่จากสภาพการณ์ปัจจุบัน  ก็พอจะเดาได้ว่ามันคงพาเขามาที่ร้านรับจ้างสารพัด  ปล่อยให้เขานอนอยู่บนโซฟา  แถมเปิดไฟสว่างโล่งทั้งบ้าน  ส่วนตัวมันหายหัวไปไหนไม่รู้

 

นาฬิกาบนผนังบอกเวลาสี่ทุ่มครึ่ง  ด้านนอกฝนยังเทกระหน่ำ  ชายหนุ่มได้ยินเสียงลมกระแทกหน้าต่างดังกึงกัง  พายุลูกใหญ่คงเข้าเอโดะซะแล้ว 

 

“หายไปไหนล่ะ  เจ้าบ้านั่น” ท่านรองปีศาจพึมพำกับตัวเอง  รู้สึกคับคล้ายคับคลาว่าก่อนหน้านี้เขาเดินตากฝนจนตัวเปียก  แต่ตอนนี้ดูเหมือนตัวเขาจะแห้งสะอาดดี  เสื้อผ้าแฉะๆกลายเป็นยูคาตะสีขาวที่น่าจะเป็นของกินโทกิ  ผมก็แห้งแล้วแถมนุ่มสลวย  หอมฟุ้ง  ด้วยแชมพูสูตรผมเหยียดตรงอีกต่างหาก(กินโทกิ...ถึงแกจะซื้อสูตรนี้มาใช้ก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ)

 

อืม...ไอ้บ้านั่นทำอะไรกับตูบ้างฟะ

 

เท่าที่สำรวจตัวเองตอนนี้ก็คงจะทำแค่...ลากเข้าไปในห้องน้ำ  อาบน้ำให้  สระผมให้  เปลี่ยนชุดให้  ไดร์ผมให้  ลากมานอนบนโซฟา

 

บริการทุกระดับประทับใจจริงๆ

 

พอคิดว่าต้องไปขอบคุณไอ้บ้านั่นแล้วมันจั๊กกะจี้ยังไงไม่รู้แหะ  ดูแลซะยังกับเป็นแม่จ๋างั้นแหละ  แค่เอาไปส่งชินเซ็นกุมิก็ได้แท้ๆ

 

...เอ๊ะขอบคุณเรอะ  เราต้องขอบคุณทำไม  จะต้องเป็นหนี้บุญคุณคนอย่างไอ้บ้านั่นเนี่ยนะ  ไอ้ตายก็ไม่ยอมหรอกเฟ้ย  แค่คิดถึงหน้าตากวนๆยิ้มเยาะใส่ก็เหม็นจนอยากจะอ้วก... 

 

คิดถึงอะไรอ้วกๆ  ฮิจิคาตะดันรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาจริงๆ  เขาจึงหยุดคิดกะทันหัน  เพื่อกันไม่ให้สิ่งที่คิดถึงมีโอกาสออกมาดูโลก(อีกครั้ง)

 

ถึงไม่อยากจะยอมรับแต่ฮิจิคาตะก็รู้สึกเป็นหนี้กินโทกิไปแล้ว  นั่นเพราะเขาไม่รู้ว่าแมงกะไซค์คุณกินน้ำหมดเกลี้ยง  จึงไม่มีปัญญาไปส่งเขาถึงชินเซ็นกุมิ  แถมฝนก็ตกหนัก  หนาวก็หนาว  ประตูบ้านก็ยังไม่ได้มาปิด  เลยจำเป็นต้องพามาด้วย  ไม่งั้นพ่อคุณคงไม่หอบเอาผู้ชายตัวหนักๆมาเป็นภาระขนาดนี้หรอก  แล้วที่ต้องลากไปอาบน้ำน่ะ  ก็เพราะก่อนสลบเหมือดไปท่านรองดันขย้อนเอาวัตถุลึกลับออกมาจากกระเพาะจนสภาพดูไม่ได้

 

“นี่แก...ตื่นแล้วเรอะ”

 

เสียงเนือยๆดังขึ้นจากด้านล่าง  แม้จะรู้ว่ามันเป็นเสียงของใครก็เถอะ  แต่อยู่ๆก็ดังมาจากทิศทางที่ไม่น่าจะมาได้อย่าง...เอ่อ...ใต้โซฟานี่...มันก็ต้องสะดุ้งเป็นธรรมดา 

 

“ไปทำบ้าอะไรตรงนั้นห๊ะ!”

 

“ตามหาทางเข้าดินแดนแห่งน้ำตาล”

 

ตอบเรื่อยๆแต่กวนส้นเป็นอย่างยิ่ง  กินโทกิคลานขึ้นมาจากพื้น  พยายามพยุงตัวขึ้นมานั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง  ตาลอยๆมึนๆ  ท่าทางอิดโรยเหมือนผ่านพายุทอร์นาโดมาสักสามลูกก่อนกลับถึงบ้าน 

 

การเสียสละของเจ้าของบ้านไม่จำเป็นต้องไปนอนใต้โซฟา  เพื่อให้แขกนอนบนโซฟา  ในเมื่อห้องหับให้นอนมันก็มี!

 

แล้วทำบ้าอะไรมาถึงมีสภาพอย่างนั้นฟะ!

 

“อย่ามองฉันด้วยสายตาสมเพชเวทนาอย่างนั้นสิฮิจิคาตะคุง” กินโทกิเอ่ยขึ้นหลังจากฮิจิคาตะกราดสายตาเหยียดๆมองเขาตั้งแต่หัวหยักๆจรดปลายเล็บเท้า 

 

“ที่ฉันเป็นแบบนี้ก็เพราะ...” คุณกินสูดลมหายใจเข้าปอดหนึ่งเฮือก  แค่คิดว่าเมื่อกี้ต้องเจอกับอะไรบ้างก็อยากให้ชีวิตเขามันจบๆลงซะวินาทีนี้เลยทีเดียว 

 

“ฉันต้องขี่แมงกะไซค์  ตากลมตากฝน  หนาวก็หนาว  เหนื่อยก็เหนื่อย  น้ำมันก็ดันมาหมด  แถมยังเจอไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้เมาแอ๋อยู่ข้างทาง  ขืนปล่อยไว้ก็กลัวจะจมแอ่งน้ำฝนตาย  เลยลากกลับมาบ้าน  แต่ไม่วายโดนอ้วกใส่อีก...”

 

ถึงตรงนี้  สีหน้าของฮิจิคาตะเหมือนจะเหวอไปเล็กน้อย  แต่ก็ปรับเป็นปกติอย่างรวดเร็วก่อนที่อีกฝ่ายจะทันเห็น  ซึ่งไม่จำเป็นเลย  เพราะคุณกินดูเหมือนจะไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว  เอาแต่ยิ้มแห้งๆให้กับฝาบ้าน  ปากก็เล่าเรื่องความซวยของตัวเองต่อไป

 

“...จากนั้นนะฮิจิคาตะคุง  ไอ้เจ้าบ้านั่นก็หลับเป็นศพไปเลย  ฉันต้องแบกเอาผู้ชายตัวเหม็นๆหนักๆ  มาจับแก้ผ้า  แล้วลากไปอาบน้ำ  ซึ่งมันก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือเลยสักเรื่อง  เอาแต่นอนท่าเดียว  ฉันก็เกือบกระทืบมันไปหลายทีแล้วล่ะ  ถ้าไม่ติดตรงที่ว่าไอ้ฉันน่ะมันคนดี  ฮะๆๆๆ  สุดท้ายไอ้บ้านั่นเลยได้มานอนหลับสบายบนโซฟาบ้านฉัน  โดยที่ฉันเองก็หมดแรงจนไม่มีปัญญาไปหาข้าวกิน  ทั้งที่หิวจนจะเป็นลมอยู่แล้วอย่างนี้แหละ”

 

  ถึงจะพูดจาหาเรื่องด่าเต็มที่  และถึงคนผู้ถูกกล่าวหาจะอยากเตะมันมากแค่ไหน  แต่เพราะสีหน้าไร้วิญญาณของมันทำให้รู้ว่ามันเหนื่อยจริง  และมันก็ช่วยเขาไว้จริงๆ  ฮิจิคาตะคุงจึงไม่ตอบโต้  ปล่อยให้คิ้วกระตุกดิกๆอย่างหงุดหงิดอยู่อย่างนั้น

 

คนเดียวในโลกที่เขาไม่อยากขอความช่วยเหลือมากที่สุด  จะสะเออะมาช่วยหาพระแสงอะไรก็ไม่รู้!

 

“โธ่เว้ย!  ก็ฉันเมาไม่รู้เรื่องนี่หว่า  รำคาญฟ่ะ  จะให้ทำอะไรให้ก็บอกมา!!”

 

ท่านรองตัดสินใจประกาศทดแทนบุญคุณให้มันจบๆไป  พร้อมลุกพรึ่บทันที

 

“เหอะ...”

 

ธรรมดาลองคู่อาฆาตให้โอกาสเล่นงานแบบนี้  คุณกินคงใช้เจ้าบ้ามายองเนสนี่สนุกสนานไปแล้ว  เสียแต่ตอนนี้สิ่งเดียวที่คุณกินต้องการเหนือทุกสิ่งทุกอย่างคือ...

 

“ไปหาข้าวให้กินหน่อยดิ”

 

“ห๊ะ!  ข้าว”

 

“ก็บอกว่าหิวไง  ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่มื้อกลางวันนะเฮ้ย”

 

นึกว่าจะโดนสั่งให้ไปทำอะไรประเภท...คลานสี่ขาแล้วเห่า...ทำนองนี้ซะอีก

 

“แล้วทำไมไม่เดินไปกินเองวะ  บ้านแกก็มีอยู่แค่นี้”

 

“บอกเองว่าจะทำให้ไม่ใช่เหรอ” ดวงตาปลาตายหันกลับมามองหน้าคนที่พูดออกมาเองจนสะอึก  เห็นแล้วอดสะใจไม่ได้

 

“กะ...ก็ได้วะ  ชิ!”

 

รอให้หมดคืนนี้ก่อนเถอะ  ตูจะชดใช้ให้เอ็งแค่คืนนี้เท่านั้นแหละ  พ้นคืนนี้ไปเมื่อไรพ่อจะเชือดให้...

 

ร่างสูงกัดฟันยอมเดินไปหาข้าวให้ตามคำสั่งของผู้มีพระคุณ  แต่ทว่า...พอมองออกไปตรงจุดที่เป็นหม้อหุงข้าว  เท้าก็พลันหยุดชะงัก

 

ตรงนั้นไม่ได้เปิดไฟทิ้งไว้  จึงกลายเป็นมุมที่มืดสนิทที่สุดในบ้าน

 

ขนแขนพากันลุกเกรียวขึ้นอย่างไร้เหตุผล 

 

...ไร้สาระน่า  บ้านก็มีอยู่แค่นี้เอง  ไอ้หมอนี่ก็นั่งหัวโด่อยู่ทั้งคน...

 

“กินโทกิ...แค่เดินไปเปิดตู้เย็นก็ไม่มีปัญญาทำเองเรอะ  อย่าบอกนะว่าที่จริงแกป่วยซะแล้ว  ปวกเปียกเป็นบ้า”

 

สาเหตุมาจากอาการปอดแหกของตัวเองแท้ๆ  ดันหันไปแขวะคนอื่นซะได้  แต่เรื่องที่พูดมากลับแทงใจดำจนทะลุ

 

คุณกินป่วยจริงๆ 

 

ว่าใครปวกเปียกฟะ  ไอ้หอกหักนี่!”  กินโทกิพรวดพราดลุกขึ้นโวยวาย  แต่เผอิญสังขารที่เดี๋ยวตากแดดจัด  เดี๋ยวตากแอร์เย็นๆในโรงหนัง  เดี๋ยวตากฝนอีกเกือบชั่วโมง  แล้วก็ไม่รู้ว่าติดหวัดคางุระมาหรือเปล่าของคุณกินนี่ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย  ที่จริงสาเหตุที่ทำให้เขาลงไปนอนใต้โซฟาก็เพราะเวียนหัวจนล้มพับไปนั่นแหละ 

 

คนหนึ่งเมาแอ๋  อีกคนหนึ่งไข้ขึ้นทะลุปรอท  เมื่อกี้ไม่น็อกคาส้วมทั้งคู่ก็บุญแล้ว

 

เฮ้ยๆๆๆ

 

ฮิจิคาตะชักเห็นท่าไม่ดี  เมื่ออยู่ๆไอ้หัวหงอกก็วืดลงไปซะเฉยๆ

 

โครม!

 

ซามูไรผู้ฝ่าฟันมาร้อยพันสนามรบ  กลับต้องมาเดี้ยงเพราะถูกไวรัสไข้หวัดใหญ่เล่นงาน 

 

ใจหนึ่งก็คิดว่ามันตอแหลหรือเปล่า  แต่อีกใจหนึ่งก็ขอให้มันเป็นไข้จริงๆ  จะได้สมน้ำหน้า(ต่างกันตรงไหน)

 

“นั่นไงล่ะ  คิดไว้แล้วว่าต้องเป็นหวัด  ไม่ไหวเลยน้า  ตากฝนนิดหน่อยแค่นี้”

 

รองปีศาจยิ้มหยันน้อยๆ  ขณะเข้าไปหาหมายดึงร่างหมดสภาพของกินโทกิขึ้นมาไว้บนโซฟา

 

ทว่ามือของเขากลับหยุดทันทีที่สัมผัสถูกตัวของเจ้านั่น  วันนี้ถ้าเขาสังเกตตัวเองดีๆสักหน่อย  คงรู้สึกแล้วล่ะว่าเผลอทำหน้าเหวอมาดหลุดไปไม่รู้กี่รอบ  ตอนนี้ก็เหมือนกัน

 

รู้ว่าคนเป็นไข้ก็ต้องตัวร้อนอยู่แล้ว  แต่นี่...ตัวมันร้อนจัดจนน่ากลัวว่าจะช็อกเอาเลยล่ะ

 

แม้จะไม่เอ่ยถามไถ่อาการสักคำ  แต่เขาก็ไม่พูดจากระทบกระเทียบอีก  สายตาเยาะเย้ยแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด  ก่อนจะลากมันขึ้นเป็นวางไว้บนโซฟาอย่างไม่เบามือสักเท่าไร  ไม่สิ...อันที่จริงคือแทบจะเหวี่ยงลงบนโซฟาเลยด้วยซ้ำ

 

“หาเรื่องกันเรอะ...ฉันยังแข็งแรง...” กินโทกิชักฉุน  แต่ดูหน้าก็รู้ว่าไม่ไหวแล้ว    

 

“หุบปากไปเลย!  อยู่ตรงนั้นแหละ  เดี๋ยวฉันมา” ฮิจิคาตะขี้เกียจเถียงด้วย  จึงตัดบทฉับแล้วเดินไปทางตู้เย็น

 

“จะไปไหนของแกวะ...” ชายผมเงินร้องถามด้วยเสียงแหบพร่าจนหายไปในลำคอ  ร่างกายหนักอึ้งและเหนื่อยอ่อน  แต่ถึงเสียงจะเบาแค่ไหนอีกฝ่ายก็ยังคงได้ยิน  และตอบกลับมาหน้าตาเฉยว่า 

 

“หิวข้าวไม่ใช่เรอะ  เดี๋ยวหาอะไรให้กิน”

 

คำตอบเล่นเอาอึ้งไปนิดๆ  ทีเมื่อกี้บอกก็ไม่ไปทำให้  อะไรของมันก็ไม่รู้

 

...ช่างมันเถอะวะ  ตูจะนอนแล้ว  จะทำอะไรก็เชิญ...

 

...นอนดีกว่า...

 

...ง่วงแฮะ...

 

...หลับสักทีสิ...

 

...อีกเจ็ดวัน...

 

“เฮือก!”

 

จากคนเป็นไข้หมดเรี่ยวแรงเมื่อครู่  เพียงแค่ชั่วเสี้ยววินาทีที่จิตประหวัดไปถึงหนังสยองขวัญที่น่ากลัวที่สุดในจักรวาลเรื่องนั้น  ทำให้คุณกินถึงกับลุกพรวดขึ้นมาตัวสั่น 

 

ไม่แน่ใจนักว่าตัวสั่นเพราะหนาว  หรือเพราะกลัว

 

รู้แต่พอมองไปรอบตัวแล้ว  ห่างจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าฮิจิคาตะตั้งหลายเมตร  ท่ามกลางบ้านเงียบสงัดนี่มัน...ช่าง...

 

พรึ่บ! 

 

ผ้าม่านปลิวสะบัด  กินโทกิสะดุ้งสุดตัว  เขาจำได้ว่าปิดหน้าต่างไปหมดแล้วนี่  แล้วลมจะเข้ามาจากทางไหน?

 

...หลบเร้นอยู่ข้างหลัง  สิ่งนั้นไม่มีตัวตนแน่นอน  เป็นแค่กระแสความเคียดแค้นที่จ้องมองเราอยู่...

 

ไม่ต้องเสียเวลาคิดอีกต่อไป  หนังผีเรื่องเดียวมีพลังมากพอที่จะทำให้คนป่วยอย่างกินโทกิถลาออกไปจากที่นอนแทบไม่ทัน  เพียงเพื่อจะ...

 

ว๊ากกก!  ลุกขึ้นมาทำบ้าอะไรของแกวะ!”  อีกหนึ่งหน่อนักรบผู้กลัวผียิ่งชีพแทบช็อกเมื่ออยู่ๆเจ้าของบ้านก็โผล่มาอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

 

“มาดูว่าแกใส่ยาถ่ายลงไปในกับข้าวหรือเปล่าไงล่ะ” 

 

“ใครจะบ้าไปใส่วะ!” ท่านรองตวาดกลับอย่างเหลืออด  เล่นมาเงียบๆแบบนี้  ทำเอาสติที่ข่มไว้ตั้งนานกระเจิดกระเจิงหมด  หัวใจจะวาย

 

หน้าตากินโทกิดูเหมือนอยากจะหลับเต็มแก่  แต่ดวงตากลับแข็งค้าง  และไม่ขยับออกห่างจากเขาแม้แต่ก้าวเดียว

 

...ขอร้องเถอะนะฮิจิคาตะคุง  อย่าถามเลยว่าทำไมฉันถึงต้องถ่อสังขารมายืนกับแกตรงนี้  ช่วยทำกับข้าวเงียบๆต่อไปเถอะนะ  ทำเป็นไม่เห็นตัวตนของฉันตรงนี้ด้วยเถอะ...

 

ฮิจิคาตะหันกลับไปจัดแจงอะไรต่อมิอะไรต่อ  รู้ว่าตัวเองควรจะบอกให้กินโทกิไปนอนซะ  แต่ปากมันไม่ยอมขยับ

 

...กินโทกิ...แกอย่าเพิ่งไปนอนนะเฟ้ย  ช่วยยืนอยู่ตรงนี้ด้วยกันต่อไปด้วยเถอะ  แกจะอ้างเหตุผลงี่เง่าแค่ไหนก็ได้  ฉันจะยอมเชื่อทั้งนั้น  ขอแค่อย่าก้าวออกไปจากตรงนี้ก็พอ  ขอร้องล่ะ...

 

นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมา  ที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันเฉยๆนานหลายนาทีโดยไม่มีใครชวนทะเลาะ  ไม่มีแม้แต่การเอ่ยปากพูดอะไรกันสักคำเดียว

 

............................................................................................................................................

 

“เฮ้อ!  กินอิ่ม  นอนหลับ  คนเราจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกน้า”

 

คุณลุงไม่ได้เรื่องทิ้งตัวลงนอนอย่างสบายใจหลังจากฟาดข้าวไปสามถ้วย  ฝนข้างนอกยังคงตกหนักไม่หยุด  อากาศเย็นลงทุกที  กินโทกิรู้สึกหนาวๆขึ้นมาแต่ไม่กล้าเอ่ยปากบ่น  เพราะกลัวคนข้างๆมันจะย้อนถามว่าทำไมไม่ไปนอนห่มผ้าในห้องล่ะ  แล้วก็ไม่อยากตอบด้วยว่าไม่กล้าอยู่คนเดียว

 

เพียงแค่หายใจออกมายังรู้สึกถึงไอร้อนๆที่เดือดปุดๆอยู่ในร่างกายของตัวเอง  ไข้ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง 

 

ฮิจิคาตะถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง  รู้สึกระอากับความไม่ได้เรื่องของคนตรงหน้า 

 

...กินอิ่ม  นอนหลับ  คนเราจะต้องการอะไรมากไปกว่านั้นงั้นเหรอ?  ปรัชญาคนขี้เกียจชัดๆ...

 

...ไอ้บ้านี่มันมีดียังไงวะ  ก็แค่คนไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวคนนึง  ไม่มีอุดมการณ์  ไม่มีความหวังอะไรสักอย่าง...

 

ใช่...กินโทกิเป็นคนแบบนั้นแหละ  เป็นแค่...คนไม่ได้เรื่อง

 

...ฉันมีสิ่งที่สำคัญกว่าร่างกายหรือหัวใจอยู่...

 

...ไม่เช่นนั้น...วิญญาณจะขาดสะบั้น...

 

ร่างสูงโปร่งนอนหลับบนโซฟาอย่างสงบ  ฮิจิคาตะเผลอจ้องมองบุคคลที่สมองกำลังคิดถึงอยู่โดยอัตโนมัติ  เส้นผมสีเงินยุ่งเหยิงตกระใบหน้าจนน่ารำคาญแทน 

 

ไม่อยากจะยอมรับเอาซะเลย  แต่เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าดวงตาปลาตายกวนประสาทคู่นั้น  แอบแฝงไปด้วยความทระนงในบางสิ่งบางอย่างเสมอมา

 

ทระนง  กร้าวแกร่ง  ไม่เคยทอดทิ้ง  ไม่สามารถทอดทิ้ง  และไม่สามารถอดทนที่จะไม่ยื่นมือเข้าไปปกป้องใครก็ตามที่เข้ามาผูกพันกับตัวเอง 

 

คนๆนี้  มองเห็นความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยของคนอื่นเสมอ  และมักมีทางออกที่ไม่ทำให้ใครต้องเจ็บปวดเสมอ 

 

ใครบอกว่าเขากับหมอนี่เหมือนกันนะ  ที่จริงแล้ว  ไม่เห็นจะเหมือนเลยสักนิด 

 

กับคนที่ได้ชื่อว่ารองหัวหน้าชินเซ็นกุมิ  ฮิจิคาตะ  โทชิโร่  เลือกทางเดินให้ตัวเองยอมเจ็บเพื่อคนอื่นตลอดมา

 

แต่กับซามูไรไร้นายซากาตะ  กินโทกิ  ฉลาดกว่านั้น  ดันทุรังกว่านั้น  ไม่ยอมตายเพื่อใคร  แต่จะมีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้

 

ในดวงตาเลื่อนลอยที่ทอดมองออกไปอย่างไร้จุดหมายของหมอนี่  บางครั้งบางคราว...เขามองเห็นแสงสว่างลุกโชนอยู่ในนั้น

 

ศัตรูคู่อาฆาตอย่างเขา...น่าขำ...กี่ครั้งต่อกี่ครั้งมันก็ยังยื่นมือเข้ามาช่วยยามอับจนหนทาง 

 

...ช่วยจนสุดชีวิตเลยล่ะ...

 

“เฮอะ!” ริมฝีปากบางแค่นเสียงเย้ยหยันความคิดของตน  กับไอ้คนน่าหมั่นไส้พรรคนี้  ทำไมต้องมานั่งเจาะลึกหาข้อดีของมันด้วยนะ

 

แต่น่าแปลก...ที่ดวงตาดุดันกลับทอประกายอ่อนโยน  และเผลอระบายรอยยิ้มจางๆอย่างที่ยากนักจะปรากฏบนใบหน้าออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

“ฮิจิคาตะ”

 

เฮือก!

 

หลากหลายสาเหตุที่ทำให้ตกใจกับการถูกเรียกแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย  อาจเป็นเพราะยังหลอนกับหนังผีที่ดูมาเมื่อบ่าย  อาจเป็นเพราะเขากำลังนึกถึงคนที่เรียกเขาอยู่  หรืออาจเป็นเพราะกังวลว่าเมื่อครู่นี้  ตัวเองแสดงสีหน้าอะไรออกไปให้เจ้านั่นเห็นบ้างหรือเปล่า

 

“มะ  มีอะไร”

 

“ง่วงหรือยัง  เข้าไปนอนในห้องสิ”

 

น้ำเสียงที่ถามฟังดูปกติจนผิดปกติ  ฮิจิคาตะเพิ่งรู้สึกว่าเขากับหมอนี่ไม่เคยพูดคุยกันดีๆเลยนี่หว่า

 

“ไม่ล่ะ  ฉันนอนโซฟาก็ได้  บ้านแก  แกก็นอนไปสิ”

 

“ไม่ล่ะ  แกเป็นแขก  แกเข้าไปนอนในนั้นดีกว่า  ฉันนอนนี่เอง”

 

เพียงแค่ชั่วขณะที่เกิดบรรยากาศแปลกๆขึ้น  ทั้งสองคนรู้ไต๋กันทันที

 

ไม่มีใครกล้านอนคนเดียวหรอก  เพราะมีหวังตาแข็งค้างยันสว่าง  ไม่ได้หลับสักงีบแน่นอน  แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยชวนอีกฝ่ายไปนอนด้วยกันให้กระดากปาก 

 

สองคนจ้องหน้าวัดใจกันอยู่ครู่หนึ่ง  จนในที่สุดกินโทกิก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ

 

“เออ...อันที่จริงฉันยังไม่ง่วงเลยว่ะ  มาก๊งเบียร์กันสักหน่อยดีมะ?”

 

เป็นข้ออ้างที่ดีที่สุดเท่าที่ฮิจิคาตะเคยพบมา  เขาตัดสินใจไม่ถามกินโทกิว่าป่วยขนาดนี้นอกจากไม่กินยาแล้ว  ทำไมยังจะกินเบียร์อีก  ส่วนกินโทกิก็ไม่ถามฮิจิคาตะสักคำว่าทำไมถึงอยากดื่มด้วย  ทั้งที่เพิ่งฟื้นจากอาการแฮงค์มาสดๆร้อนๆ

 

มันคือข้ออ้างที่ดีที่สุด  ที่จะไม่ต้องข่มตานอนคนเดียว  ไม่ต้องกระดากปากเอ่ยชวนอีกคนให้ไปนอนเป็นเพื่อน  และที่สำคัญคือ...ไม่เสียฟอร์ม

 

คำตอบจึงเป็นเยสอย่างไม่ต้องสงสัย 

 

...................................................

.........................

........

 

แกร๊ก!

 

ฝากระป๋องเบียร์ถูกเปิดออก  กินโทกิยกมันขึ้นจรดปากก่อนกลืนอึกๆลงไปอย่างไม่กลัวว่ามันจะทำให้อาการปวดหัวของเขาย่ำแย่ลง

 

ผิดกับฮิจิคาตะที่ค่อยๆจิบเบาๆ  บิวต์อารมณ์เป็นพระเอกมิวสิค  อยากดูดมะเร็ง  แต่ไม่รู้ว่าทำซองหล่นหายไปตั้งแต่ตอนไหน

 

ที่จริงบรรยากาศตอนี้มันก็ครึ้มดีอยู่  อากาศเย็น  ฝนพรำ  เคลิ้มนิดๆเพราะเบียร์...

 

ฮิจิคาตะสะบัดหัวไล่จินตนาการเลยเถิดของตัวเอง  ช่วยไม่ได้นี่...ช่วงนี้เขาทำงานหนักจริงอย่างที่คุณคอนโด้ว่า  หนักจนลืมไปแล้วว่าแตะผู้หญิงครั้งสุดท้ายเมื่อไร

 

บรรยากาศแบบนี้  ถ้าเปลี่ยนคนรินเหล้าจากผู้ชายถึกๆเป็นสาวสวยน่ารักได้คงดีไม่ใช่น้อย 

 

ท่านรองหันมามองกินโทกิด้วยสายตาอดสู  แต่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกต

 

“เงียบจังแฮะ  ดูทีวีหน่อยนะ”

 

ซามูไรผมเงินกดรีโมตเลือกช่องพลางบ่นๆเป็นตาลุงแก่ๆ  เห็นได้ชัดว่าเริ่มเมาแล้ว  รายการทีวีตอนดึกๆอย่างนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไรนัก  กินโทกิเปลี่ยนสถานีไปๆมาๆ  จนในที่สุดก็ตัดสินใจหยุดอยู่ที่ช่องๆหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะกำลังฉายมิวสิควีดีโอ

 

ในสมองเขาเบลอๆเลยไม่ทันฟังเนื้อความอะไร  รู้แต่ทำนองก็คึกคักดี

 

สักพัก  ทั้งคู่เพิ่งจะรู้สึกว่ามันทะแม่งๆ

 

...ยาราไนก๊ะ  ยาราไนก๊ะ... รู้สึกเวลา---((ติ๊ด-ด-ด-ด-ด-ด-ด-ด-))---...

 

ปับ!

 

ภาพในจอโทรทัศน์ดับวูบลงทันทีที่ความเข้าใจในอะไรบางอย่างกระจ่างชัดขึ้น  และดูเหมือนจะเข้าใจถูกเสียด้วย  กินโทกิกดรีโมตปิดชนิดไม่เสียเวลาคิดให้เปลืองสมอง  รู้สึกช็อกมากว่าดูหนังผีประมาณร้อยเท่า 

 

จากนั้นทั้งบ้านก็ตกอยู่ในภาวะอึ้งสนิท 

 

............................................................................................................................................


Comment

Comment:

Tweet