Fic-Gintama: Do You...? (Gintoki/Hijikata) #2

posted on 28 Dec 2013 15:10 by god-eyes in Fiction directory Fiction, Cartoon
 
 
คำเตือน: ฟิคเรื่องนี้เป็นแนวYaoi หรือพูดง่ายๆคือความรักของเกย์(ฮา)  เตือนมาด้วยความหวังดี  กลัวท่านผู้ไม่รู้จะอ่านไปพะอืดพะอมไป  พวกเธอว์คนใดไม่ใคร่เสพจงรีบจรลีพลัน
 
 

Part II: ถ้ามีเรื่องซวยติดๆกัน  เดี๋ยวก็ได้เจอเรื่องดีมากๆเองแหละน่า

 

แดดร่มลมตก  ท้องฟ้าไกลกลายเป็นสีแดงฉาน  เมฆบนฟ้าเริ่มก่อตัวหนาขึ้นทุกที  กินโทกิเดินไปบนถนนสายหนึ่ง  ข้างทางเงียบสงบกว่าที่ควรจะเป็นในฤดูร้อน  อาจเป็นเพราะชาวบ้านต่างพากันหลบแดดอยู่ในตัวอาคารก็เป็นได้  เมืองคาบูกิโจที่ปกติจะเต็มไปด้วยความคึกคักจึงดูโหวงเหวงผิดหูผิดตา

 

ลมพัดมาระลอกหนึ่ง  ซามูไรผมเงินได้กลิ่นไอฝนจางๆ

 

“เออดีๆ  ตกลงมาซะได้ก็ดี  ร้อนจะตายอยู่แล้วโว้ย”

 

เขาบ่นกับตัวเอง  พลางกระพือเสื้อให้ลมไหลเข้าไปใต้ร่มผ้า  เนื้อตัวเหนียวหนึบน่ารำคาญแบบนี้  ควรจะกลับบ้านอาบน้ำนอนโดยเร็ว

 

เออ...ยังนอนไม่ได้สิ  ยังไม่ได้ทำกับข้าวเลยนี่หว่า 

 

คุณแม่จ๋าคิดแล้วก็ถอนหายใจเฮือก  ก่อนเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของร้านสแน็กโอโทเซะ  ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านรับจ้างสารพัดนั่นเอง

 

“กลับมาแล้วคร้าบ”

 

กินโทกิร้องบอกคนในบ้าน  ถึงแม้ว่าจะต้องเป็นแม่จ๋าก่อนวัยอันควรก็เถอะ  ไหนจะต้องดูแลเด็ก  หาเงิน  ทำกับข้าว(เฉพาะตอนชินปาจิไม่อยู่)  พาหมาไปเดินเล่น  แต่ไอ้การที่พอกลับมาถึงบ้านแล้วได้พูดคำว่า “กลับมาแล้ว” กับคนที่รู้ว่ารอเราอยู่ที่บ้านเนี่ย  มันก็ไม่เลวนักหรอก...หากเทียบกับการกลับมาเจอบ้านเปล่าๆช่วงที่ต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวก่อนหน้านี้

 

“เฮ้...คางุร้า” คุณกินกวาดสายตามองไปทั่วบ้าน  หลังจากไม่ได้ยินเสียงตอบรับใดๆจากอาหมวย 

 

บ้านทั้งบ้านเงียบสงัดไม่มีสิ่งใดไหวติง  ตามปกติแล้วคางุระจะนอนผึ่งพัดลมตรงโซฟาทุกวันนี่นา  แล้วนี่เจ้าหล่อนหายไปไหนกัน  เอ...หรือว่าในส้วม  ไปดูหน่อยดีกว่า

 

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในบ้านของตัวเอง  กินโทกิพลันเกิดความรู้สึกประหลาด  มือที่เลื่อนประตูปิดดังปังเสมือนตัดขาดบ้านหลังนี้จากโลกภายนอก  แม้กระทั่งแดดอ่อนแรงในยามเย็นยังส่องมาไม่ถึงมุมที่มืดสลัวที่สุด

 

บ้านหลังเดิมในบรรยากาศที่แตกต่างออกไป  เมื่อมันไม่มีเงาของสิ่งมีชีวิต...มันกลับดูเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความมีชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง  กลายเป็นความชืดชาเหมือนกัน...สิ่งที่ตายแล้ว 

 

...อีกเจ็ดวัน...   

 

เสียงกระซิบเย็นยะเยือกของดาราสาวผู้รับบทวิญญาณอาฆาตในหนังสยองขวัญที่เพิ่งดูมาสดๆร้อนๆวาบเข้ามาในความคิดชวนให้ขนลุกเกรียว  แม้ว่าจะพยายามลืมเท่าไร  แต่ทุกภาพ  ทุกช็อตในหนังเรื่องนั้นมันช่างติดตาตรึงใจ  กดทับจิตสำนึกส่วนอื่นให้อยู่ภายใต้ความอกสั่นขวัญแขวนตลอดเวลา

 

...บ้าเอ๊ยหายไปไหนของเธอห๊ะคางุระ... 

 

คุณลุงผมเงินสบถในใจอย่างหงุดหงิดระคนหวาดหวั่น 

 

...บางทีแม่นั่นอาจจะอยู่ในส้วมก็ได้นาเหวย  ใจเย็นๆกินโทกิ  ใจเย็นไว้ก่อน  แม่นั่นต้องอยู่ในส้วมแน่ๆ  เอ้า! ขาตู...ขยับสิโว้ย  เดินไปส้วมสิฟะ  เดินไปดูเลยว่ายัยนั่นอยู่หรือเปล่า  ว่าแต่...ทำไมวันนี้ทางเดินไปห้องน้ำมันดูไกลๆผิดปกติหว่า  แถมยังมืดๆด้วย  หรือว่าเราถูกบิดเบือนมิติพิศวง  ไม่  ไม่หยุดคิดเดี๋ยวนี้กินโทกิแกต้องหยุดคิด...มันไม่มีอะไรทั้งนั้น  โธ่ว้อย!!  ฮือๆๆๆ... 

 

ร่างสูงโปร่งของคุณพระเอกเดินฝ่าเข้าไปในมุมมืดสลัว  มือควานหาสวิชต์ไฟไม่เจอสักที  ทั้งที่ตอนนี้เป็นหน้าร้อนแท้ๆ  ทุกวันจะมีแดดเปรี้ยงๆส่องเข้ามาในบ้านจนแทบไม่จำเป็นต้องเปิดไฟก่อนพระอาทิตย์ตกดิน  แต่เพราะวันนี้ฝนตั้งเค้ามาตั้งแต่บ่ายแก่ๆ  ท้องฟ้าจึงมืดครึ้มผิดจากทุกวัน

 

...แล้วทำไมต้องเป็นวันที่ตูดูหนังผีมาด้วยฟะ!...

 

แกร๊ก!

 

เฮือก!

 

เกิดเสียงบางอย่างขึ้นทางด้านหลัง  กินโทกิสะดุ้งสุดตัว  ท่องนะโมๆสะกดจิตตัวเองให้หันกลับไปมอง  แต่อย่าว่าแต่จะหันกลับไปมองเลย  แค่จะทรงตัวให้ยืนอยู่ได้ยังแทบจะไม่ไหว  แขนขาดูจะอ่อนเปลี้ยขึ้นมากะทันหัน

 

มีใครบางคนอยู่ที่นี่แน่ๆ  เมื่อครู่เขารู้สึกเหมือนมีเงาดำเดินผ่านหลังแว้บๆ

 

อาจจะเป็นคางุระก็ได้  แต่เขาก็ไม่อาจลบล้างความผิดปกติที่ว่าถ้าเป็นคางุระก็ต้องโผล่หน้ามาทักทายเขาตั้งแต่แรกแล้ว

 

ทันใดนั้น  กินโทกิก็รู้สึกว่าเท้ากำลังเหยียบลงไปบนอะไรบางอย่าง  เหนียวๆหนืดๆ  เขาก้มลงมองบนพื้น  และพบว่าของเหลวเย็นๆที่ติดมากับฝ่าเท้าของเขาก็คือ  เลือด

 

อยากร้องกรี๊ด  แต่ร้องไม่ออก  เสียงทุกเสียงจุกแน่นอยู่ที่คอหอย  พยายามคิดในแง่ดีว่า  อาจเป็นปจด.ของสาวหนึ่งเดียวในบ้านนี้  แต่จิตใต้สำนึกกลับสร้างภาพที่น่ากลัวกว่าปจด.ไปไกลโข

 

“อะ...อะ...”

 

เบื้องหน้าเขาคือกระจกแขวนผนัง  เขาไม่จำเป็นต้องหันกลับไปก็รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างหลังเขาหรือเปล่า  แต่ไม่ว่าจะเป็นการมองกระจกหรือการหันกลับไปมองข้างหลังเขาก็ไม่กล้าทำทั้งนั้นแหละ

 

สัญชาตญาณของชิโร่ยาฉะน่ะแม่นยำเสมอ  เป็นความจริงที่มีคนอยู่ในบ้านหลังนี้...และไม่มีทางเป็นคางุระกับซาดะฮารุไปได้

 

หมับ!

 

อยู่ๆก็มีมือๆหนึ่งยื่นมาคว้าไหล่เขาจากด้านหลัง  กินโทกิตกใจ  เผลอหันกลับไปมองโดยอัตโนมัติ  แล้วก็ต้องพบกับภาพที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต

 

ร่างโปร่งบางสะบักสะบอมชุ่มโชกไปด้วยโลหิตแดงฉาน  นัยน์ตาเลื่อนลอยลึกโหล  เส้นผมยาวสยายสีดำสนิทปิดใบหน้าไปเสียครึ่งค่อน  เสื้อผ้าฉีกขาดหลุดลุ่ย  แม้แต่ตอนที่เขามองดูอยู่เลือดสดๆยังไหลเยิ้มออกมาไม่หยุด  แขกไม่รับเชิญซึ่งมีสภาพไม่ต่างจากศพถูกฆาตกรรมนั้นพยายามจะอ้าปากร้องบอกบางอย่าง...

 

อ๊ากกกกก!!”

 

เสียงแหกปากชนิดที่ใครได้ยินก็ต้องรู้ว่าคนร้องคงกลัวแทบเยี่ยวเล็ดดังสนั่นไปอีกแปดซอย  คุณกินหลังชนกำแพง  เข่าอ่อนจนทรุดลงไปกอง  ตาค้างกับภาพที่เห็นตรงหน้า

 

“กิน...กินโท...กิ”

 

นานกว่านาที  ชายหนุ่มถึงจะเริ่มเรียบเรียงคำพูดของตัวเองเป็นภาษามนุษย์

 

ทำบ้าอะไรของแกวะซึระ!!!”

 

กินโทกิด่าลั่นเมื่อรู้ว่าผีที่ตามหลอกหลอน  แท้ที่จริงเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่บ้าๆบวมๆของเขานั่นเอง

 

“อุ่ก!”

 

ชายหนุ่มผมยาวนามคาซึระ  โคทาโร่สำลักเลือดก่อนจะเซถลา  กินโทกิเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าการที่มันมีสภาพสยองขวัญอย่างนี้เป็นเพราะมันบาดเจ็บมานี่หว่า

 

“เฮ้ย!!”

 

เพื่อนรักล้มตึงไปต่อหน้าต่อตา  คุณกินเรียกสติกลับมาจากดาวอังคารก่อนจะเข้าไปประคองแทบไม่ทัน

 

“โดนมาน่วมขนาดนี้ทำไมไม่ไปโรงพยาบาลล่ะเฟ้ย!!  โรงพยาบาลน่ะรู้จักมั้ยไอ้บ้า!”

 

“กินโทกิ...” เสียงแผ่วเบาของคนที่เดี้ยงอยู่บนพื้นดังขึ้น 

 

“อะไร...แกจะบอกว่าใครทำร้ายแกใช่มั้ย?” กินโทกิถาม

 

“ฉันชื่อคาซึระ  ไม่ใช่ซึระ...”

 

เล่นมามุขอมตะนิรันดร์กาลแบบนี้คุณกินถึงกับเหงื่อตก 

 

ร่างโปร่งถูกยกขึ้นจากพื้น  พ่อพระ(เอก)ของเราบ่นในใจว่างานเข้าแล้วไปตลอดทาง  ขณะวิ่งแจ้นพาคาซึระไปโรงพยาบาลก่อนที่มันจะกลายเป็นศพไปจริงๆ

 

...................................................

.........................

........

 

“อากินจาง  อั๊วะปวกหัวฉุกๆเลยน่อ  ปวดจนเหมือนหัวของอั๊วะกำลังจะระเบิดปุ้ง  อา...ทำไมโลกมังหมุนๆวิ้งๆอย่างนี้อะน่อ  อากินจาง  อั๊วะหิวน้ำอ่า...”

 

เสียงเล็กๆจากสาวน้อยที่นอนซมอยู่บนเตียงพักฟื้นโรงพยาบาลเพ้อไปเรื่อยเปื่อย  คางุระรู้สึกเหมือนกำลังนอนบนถ่านไฟร้อนๆ  อีกทั้งร่างกายยังหนักอึ้ง  หมดเรี่ยวหมดแรงเพราะพิษไข้เล่นงาน

 

“จะให้ฉันตอบคำถามไหนก่อนล่ะเฟ้ย  ถ้าถามว่าทำไมปวดหัว  ก็เพราะหล่อนไม่สบาย  ส่วนที่โลกมันหมุนติ้วน่ะ  เป็นผลพวงจากความร้อน  แล้วก็นี่...เอาน้ำมาให้แล้ว  รีบๆกินแล้วก็นอนซะ  อย่าเรื่องมาก”

 

กินโทกิยืนค้ำหัวสาวน้อยอยู่ข้างเตียง  พลางทอดสายตาดูร่างบางในสภาพที่แม้แต่จะลุกมากินน้ำยังยากเย็น  ทั้งที่ปกติล้มช้างได้เป็นว่าเล่น

 

“หมอบอกว่าเป็นไข้แดดน่ะ”

 

คาซึระ  โคทาโร่ที่นอนอยู่เตียงถัดไปเอ่ยขึ้นมาลอยๆ  ตอนนี้เกือบทั้งร่างกายของเขาเต็มไปด้วยผ้าพันแผลแน่นหนาจนขยับตัวลำบาก

 

“เออ...แล้วแกพาคนเป็นไข้มาส่งโรงพยาบาล  แต่เอาตัวเองที่ถูกแทงไปเดินลัลล้าเนี่ยนะ”

 

กินโทกิหันไปแขวะใส่ความบ้าของเพื่อน  คาซึระถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

“ช่วยไม่ได้นี่  ที่หัวหน้าเป็นแบบนี้เพราะช่วยชีวิตฉันไว้”

 

“หืม...เรื่องมันเป็นมายังไงแน่เนี่ย?” คุณกินกล่าว  ขณะเอามืออังหน้าผากลูกสาววัดไข้  และพบว่าตัวหล่อนร้อนเป็นไฟเลยทีเดียว

 

“ฉันกำลังถูกไล่ล่าอยู่น่ะสิ  ตอนที่กำลังเข้าตาจน  จู่ๆหัวหน้าก็โผล่มาหิ้วฉันกระโดดหนี  ไอ้ฉันก็บาดเจ็บอยู่  หัวหน้าเลยแบกฉันมาส่งโรงพยาบาล  แต่ว่าแดดมันแรงมาก  พอมาส่งฉันเสร็จหัวหน้าก็ล้มตึงลงไปเลย  ฉันเลยให้หัวหน้ารักษาตัวที่นี่  แล้วฉันก็กลับไปบอกนายที่บ้านยังไงล่ะ”

 

คาซึระอธิบาย  กินโทกินวดขมับตัวเองอย่างเวียนหัว  เจ้าหมอนี่มันรู้จักเทคโนโลยีที่เรียกว่า “โทรศัพท์” หรือเปล่าวะ!  ถึงกับต้องถ่อสังขารยับเยินขนาดนั้นเพียงเพื่อจะไปบอกเขาว่าคางุระอยู่โรงพยาบาล  คางุระก็ดันแบกมันไปส่งโรงพยาบาลทั้งที่ตัวเองแพ้แดด  แทนที่จะเรียกแท็กซี่ 

 

พอกันทั้งหัวหน้าทั้งลูกน้อง

 

“แล้วเธอน่ะ  ออกไปข้างนอกทำไมตอนอากาศร้อนตับแลบอย่างนั้นหา?”

 

“สาหร่ายดองหมดเลี้ยวน่อ  ชีวิตอั๊วะมังอับเฉาน่อ  อากาศก็ร้อน  ข้าวก็ไม่มี  ถ้าขาดสาหร่ายดองไปอีกอั๊วะซี้แหงแก๋แน่น่อ”

 

เฮ้อ...วันนี้มันวันซวยอะไรของตูฟะเนี่ย

 

คุณกินได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ  ทำไมเขาคนรอบข้างเขาแต่ละคนถึงขยันนำพาเรื่องเดือดร้อนให้ตลอดเวลาอย่างนี้นะ  ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยซะบ้าง  ถ้าวันนี้กลับไปเขียนลงไดอารี่ว่ามีเรื่องซวยกี่เรื่อง...  ตั้งแต่อากาศร้อนจนจะเป็นลม  ไม่มีเงิน  ไม่ได้กินของหวาน  เจอคู่อริ  เสียตังค์ดูหนังเรื่องที่ไม่อยากดู  แถมหนังน่ากลัวโคตร  เพื่อนเก่ามาโผล่มาขอความช่วยเหลือในสภาพที่ใครเห็นเป็นต้องขวัญบิน  แบกผู้ชายตัวหนักๆซ้อนแมงกะไซค์อย่างทุลักทุเลมาโรงพยาบาล  ลูกน้องป่วยจนต้องตามมาเฝ้าไข้  ทั้งที่เปิดประตูบ้านทิ้งไว้ตั้งแต่ตอนที่บึ่งพาซึระแล้ว...............................

 

เอ๊ะ!  เดี๋ยวนะ  เดี๋ยวนะ  เอาใหม่ซิ  เมื่อกี้ตูคิดถึงตรงไหนนะ....

 

เปิดประตูบ้านทิ้งไว้ใช่ไหม!!  ก่อนออกมาตูรีบจนลืมปิดประตูบ้านใช่ม้ายยยยยย!!!!

 

ฉิบหายแล้วไง  ยิ่งจนแกรบอยู่ด้วย  เกิดโดนยกเค้า  โดนปล้น  โดนขโมยจะทำไงล่ะทีนี่  โธ่โว้ย!!  ทำไมตูมันโง่ๆๆๆอย่างนี้เนี่ย  ลืมปิดประตูบ้านได้ไงฟะ!!  แต่ตอนนั้นมันรีบนี่หว่า  ซึระมันกระอักเลือดชักแหง่กๆอยู่อย่างนั้น  เป็นใครก็ต้องตกใจจนลืมทุกอย่างเหมือนกันนั่นแหละน่า  หวังว่าป้าแก่คงจะสนใจดูแลให้บ้างล่ะนะ  สาธุๆ 

 

“คางุระ!  เดี๋ยวฉันกลับมาเฝ้านะ  พอดีนึกขึ้นได้ว่ามีธุระ”

 

คุณลุงรีบบอกสาวน้อยที่นอนมึนอยู่บนเตียงเหมือนไม่รับรู้อะไรบนโลก  เตรียมเผ่นแน่บกลับไปดูบ้านทันที 

 

“ไม่เป็นไรน่ากินโทกิ  ที่จริงแกไม่ต้องเฝ้าหัวหน้าก็ได้  ฉันจะดูแลให้เอง  วางใจได้เลย”

 

คาซึระหันมาพูดน้ำเสียงหนักแน่นแบบไม่เจียมสังขาร

 

“หุบปากไปเลย!!  แกน่ะเอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ  สารรูปยังกะมัมมี่แบบนั้นจะมีปัญญาทำอะไรไม่ทราบ!!”

 

“บอกว่าได้ก็ได้สิ  ลูกผู้ชายแม้จะร่างกายจะเจ็บเจียนตาย  แต่หัวใจย่อมแข็งแกร่งตลอดเวลา”

 

กินโทกิอยากกระโดดเตะไอ้เพื่อนไม่เต็มเต็งคนนี้ซ้ำสักทีสองทีจริงๆ   พับผ่าเถอะ!!

 

............................................................................................................................................

 

ละอองฝนพร่างพรูลงมาจากฟ้า  บรรยากาศในเมืองคาบูกิโจจมอยู่ในความมืดสลัว  ผู้คนที่เดินเท้าตามสองข้างทางมีสีหน้าคล้ายอมทุกข์แปลกๆ  อาจเป็นเพราะอากาศก็ได้  แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกสลดหดหู่อย่างบอกไม่ถูก  ราวกับผู้คนเหล่านั้นกำลังเดินไว้อาลัยแด่ผู้ล่วงลับ

 

กินโทกิหักเลี้ยวแมงะไซค์อันเป็นพาหนะหนึ่งเดียวในชีวิตที่เขามีครอบครอง  เข้าสู่ตรอกเล็กๆแห่งหนึ่ง  คิดในใจว่าทนอีกนิดเดียวก็ถึงบ้านแล้ว  ตอนเขาออกมาจากโรงพยาบาล  อยู่ๆฝนเจ้ากรรมนี่ก็ตกโครมลงมาจนตัวเขาเปียกโชกไปหมด  แถมต้องขับรถโต้ลมเย็นยะเยือกมาตลอดทาง  จนมือที่จับแฮนด์รถเริ่มจะสั่นๆเหมือนจะประคองเอาไว้ไม่อยู่ซะแล้ว 

 

...บ้าจริง...ทำไมอากาศมันวิปริตอย่างนี้ฟะ  เมื่อกลางวันยังร้อนตับแตกอยู่แท้ๆ...

 

แท่ก...แท่กๆ...แท่กๆๆๆๆ......................................................

 

“อ้าว! เวรละสิ ”

 

ถ้าวันนี้เป็นวันมหาซวยของบุรุษนามซากาตะ  กินโทกิแล้วล่ะก็  คิดว่าเรื่องซวยนั้นจะมีสักกี่เรื่องกัน...จากเหตุการณ์บ้าบัดซบทั้งหมด  เขายังต้องมาเจอกับเรื่องน้ำมันรถหมดท่ามกลางสายฝน  โดยไม่มีตังค์ติดกระเป๋าสักแดงเดียว!!!

 

เพราะมัวแต่รีบเลยไม่ได้แหกตาดูสเกลน้ำมันเลยว่าตกขีดแดงไปตั้งแต่เมื่อไร  ที่ขี่มาได้จนถึงนี่ก็นับว่าดีถมเถแล้ว

 

“หนะ  หนาวโว้ย!”  คุณกินตัวสั่นหงึกๆ  อยากจะตบหัวตัวเองนัก  แล้วแถวนี้จะมีใครพอจะช่วยตูได้บ้างล่ะเนี่ย

 

มองซ้ายมองขวา  นอกจากเสียงฝนเทกระหน่ำจนในหูอื้ออึงแล้ว  ก็แทบไม่มีเสียงหรือเงาของสิ่งมีชีวิตอะไรอีกเลย

 

...สิ่งที่ทำให้วิญญาณเกิดความแค้น  คือการตายอย่างช้าๆในที่ๆปิดล้อมและมีน้ำ...

 

เสียงหลอนๆจากในหนังผีเขย่าขวัญฝันกระเจิงเรื่องนั้นดังขึ้นมาอีกแล้ว  ขยายขอบเขตจินตนาการให้บรรเจิดออกไปอีกว่าที่จริงตอนนี้เขาอาจขับรถหลงเข้ามาอยู่ในมิติของโลกวิญญาณแล้วก็เป็นได้

 

มิน่าล่ะ...คนบนถนนตอนนั้นถึงทำหน้าหมองๆแปลกๆ  หรือว่าพวกนั้นจะเป็น...เป็น...ผะ...แสxนด์!!!

 

ว้ากๆๆๆๆ!!”

 

ดวงตาที่ปกติจะเอื่อยๆเฉื่อยๆ  บัดนี้เหลือกลานจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า  แม้จะอยากวิ่งหนีจากตรงนี้แทบตาย  แต่มือแข็งเกร็งทำให้จูงแมงกะไซค์ไปตามทางได้อย่างยากเย็น  ขนลุกซู่พร้อมกันทั้งตัว  ปากสั่นเพราะความหนาวจนฟันกระทบกันกึกๆ

 

...พักหลบฝนหน่อยดีไหมนะ...ไม่สิ...ถ้าหากระหว่างหลบฝนเกิดมีผู้หญิงกางร่ม  ผมปิดหน้าปิดตาเดินมาหลบด้วยข้างๆล่ะ  ถ้าเกิดมีสแตxด์กวักมือเรียกให้เข้าสู่โลกปิดตายตลอดไปล่ะ  ถ้า...ถ้า....โธ่โว้ยมันหนาวนะเนี่ย!  อดทนไว้กินโทกิ  อดทนไว้  ป้าแก่ยังคงยิ้มรอเราอยู่ที่บ้านนาเหวย....

 

ภาพในหัวกินโทกิที่มักคิดถึงโอโทเซะเป็นปีศาจนั้น  ตอนนี้กลับเห็นหล่อนเป็นนางฟ้าแม่ทูนหัวไปในบันดล  อย่างน้อยป้าแก่ก็ต้องดีกว่าผู้หญิงผมยาวหน้าตาสยองในความคิดเขาอย่างแน่นอน

 

กึก!

 

สะ...เสียงฝีเท้า...เกินมาหนึ่งก้าวงั้นเหรอ...

 

มีใครบางคนเดินตามเขามา

 

ความกลัวแล่นไหลไปทั่วร่าง  อยากจะร้องไห้กับความซวยของตัวเอง  แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่แอะเดียว  แถมขาก็ยังแข็งแป๊ก  ก้าวต่อไม่ออกสักครึ่งก้าว

 

ชายหนุ่มหายใจเข้าลึกๆ  บังคับตัวเองให้หันหลังกลับไปทีละน้อย  ทีละน้อย  กล่อมตัวเองว่าบางทีมันอาจจะไม่ใช่แสตxด์  อาจเป็นคนรู้จักสักคนที่ขอความช่วยเหลือได้

 

คิดในแง่ดี  ต้องคิดในแง่ดี

 

...นะโมตัสสะ  นะโมตัสสะ  ฮือๆๆๆๆ...

 

ยังไม่ทันจะทำใจได้  มือเย็นๆของใครคนหนึ่งก็วางแปะลงบนบ่าอย่างแผ่วเบา

 

กินโทกิสะดุ้งเฮือกพร้อมหันขวับไปมอง  ร่างของใครคนนั้นอยู่ในชุดสีดำ  และกำลังจ้องตอบกลับมาด้วยดวงตาเบิกกว้าง  ใบหน้าซีดเผือกแทบไม่มีสีเลือดราวกับ...ศพจมน้ำ

 

แกอีกแล้วเรอะไอ้หอกกระบวยหักนี่!!”

 

เสียงตวาดดังลั่นขึ้นทันทีที่คุณกินพบว่าเพื่อนร่วมชะตากรรมอันแสนซวยของเขาในแต่ละครั้งต้องเป็นไอ้บ้ารองปีศาจนี่อยู่เรื่อย  ดวงเขากับดวงหมอนี่มันมีอะไรสมพงษ์กันนักหนาหรือไงห๊ะ!  ไม่ว่าจะทำอะไรเป็นต้องบังเอิญไปเจออริคนเดียวที่เขาไม่ต้องการให้เห็นช็อตทุเรศๆของตัวเองที่สุด  แล้วกรรมเวรอะไรไม่รู้ที่จะต้องมาเจอกับมันในสภาพทุเรศทุรังทุกที!

 

“มาทำบ้าอะไรแถวนี้ไม่ทราบ!”

 

กินโทกิเอ่ยถามอย่างหงุดหงิด  แต่สีหน้าของอีกฝ่ายดูเหมือนไม่มีอารมณ์อยากชวนทะเลาะ  เพราะมันดูเหมือนคนกำลังจะ...

 

อ้วกกกก!”

 

ร่างสูงโปร่งของฮิจิคาตะ  โทชิโร่ทรุดลงไปกองก่อนปลดปล่อยวัตถุลึกลับในกระเพาะอาหารออกมาใส่ล้อรถแมงกะไซค์ของคุณกิน  โชคดีนะที่ฝนตก  มันเลยถูกชะล้างออกไปทันที  ส่วนไอ้คนที่ปล่อยมันออกมานี่  แค่เดินให้ตรงทางก็คงจะไม่ไหวแล้ว

 

นั่นไงล่ะ...เมาเหมือนหมามาเชียว

 

กินโทกิจับคอเสื้อด้านหลังของคู่กัดตลอดกาลก่อนออกแรงดึงให้มันลุกขึ้นอย่างยากเย็น  แต่ท่านรองดูเหมือนจะเมาหนักกว่าที่คิด  เพราะพอลุกขึ้นมาก็แทบทรงตัวยืนไม่ได้ด้วยซ้ำ  สุดท้ายจึงเซมาทับร่างคุณลุงผมเงินที่ไม่ทันตั้งตัว  ล้มโครมลงไปวัดความแข็งของพื้นด้วยกันทั้งคู่  แน่นอน...โดยมีพ่อพระ(เอก)ของเราเป็นเบาะนิรภัยกันกระแทก

 

เจ็บจนจุก  แต่ด่าไม่ออก

 

เมื่อมาอยู่ใกล้กันขนาดนี้  คุณกินถึงได้กลิ่นเหล้าบนตัวฮิจิคาตะซึ่งฉุนหึ่งจนดูเหมือนอาบมามากกว่าดื่มมา 

 

“อะไรของแกวะ  นี่กินเหล้าแต่หัววันเลยเรอะ!  ไม่ทันจะสองทุ่มก็เมาแอ๋ซะละ”

 

อีกฝ่ายทำสีหน้าพะอืดพะอมให้แทนคำตอบ  แต่กินโทกิก็พอจะเดาได้ถึงสาเหตุที่ทำให้รองหัวหน้าชินเซ็นกุมิเมาชนิดมาดเข้มไม่มีเหลือ

 

หมอนี่มันนิสัยเหมือนเขานั่นแหละ  พอดูหนังเสร็จคงประสาทหลอนจนไม่กล้ากลับบ้านไปอยู่คนเดียว  เลยหาเรื่องเมาหัวราน้ำให้ลืมๆหนังผีบ้าๆนั่น  นี่ถ้าเขาไม่ติดว่าต้องพาซึระไปส่งโรงพยาบาลล่ะก็  ตอนนี้คงซัดเบียร์ที่บ้านหมดเป็นลังๆเหมือนกัน  แล้วก็คงกำลังนอนหลับสบายไม่ต้องมาเจอเรื่องซวยๆอย่างเช่น  น้ำมันหมด  ตากฝน  เปื้อนอ้วก 

 

ยังจะมีใครซวยกว่านี้อีกมั้ย? 

 

“เฮ้!  ไอ้คุณฮิจิคาตะครับ”

 

คุณกินจับร่างท่านรองฮิจิคาตะเขย่าเบาๆ  แต่ไม่มีประโยชน์อะไรกับคนที่หลับเป็นศพไปแล้วเรียบร้อย

 

เวรล่ะสิ  ภาระตูอีกแล้วใช่ม้ายยยย!”

 

กินโทกิอยากจะทึ้งผมตัวเอง  สบถด่าพระเจ้าไปตลอดทางที่แบกเอาฮิจิคาตะพาดบนเบาะแมงกะไซค์คู่ใจ  ก่อนลากมันกลับบ้าน  ท่ามกลางสายฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด  แถมลมยังแรงขึ้นเรื่อยๆอีกต่างหาก

 

...อีหรอบนี้คงกลับไปเฝ้าคางุระที่โรงพยาบาลไม่ได้แล้วล่ะ  งานงอกจะเยอะอะไรขนาดนี้ฟะตรู  บ้าเอ๊ยจะปล่อยให้มันตอนสลบอยู่ตรงนี้ก็ใช่ที่  ถ้าฝนไม่ตกก็ว่าไปอย่าง  เฮ้อ...การเป็นคนดีมากเกินไป  บางครั้งก็นำพาเรื่องยุ่งยากมาให้สินะ...

 

...เอ้อ...นั่นสิ  เราเป็นคนดี  เป็นพระเอกนี่หว่า  ช่วยๆมันหน่อยเถอะ  เจอเรื่องซวยติดๆกันแบบนี้  เดี๋ยวก็คงมีเรื่องดีเกิดตามมาแหละน่า...

 

เสียใจด้วยนะคุณกิน  แต่โลกนี้ไม่มีทั้งโชคดีหรือโชคร้ายอะไรทั้งนั้นแหละ  จะมีก็แต่...บุพเพสันนิวาส  ฮ่าๆๆ

 

............................................................................................................................................


Comment

Comment:

Tweet