Fic-Attack on Titan: Miss Mary (Jean/Armin) #Oneshot

posted on 28 Dec 2013 15:30 by god-eyes in Fiction directory Fiction, Cartoon
 
ฟิคไททันคู่แจนมินจ้า  เขียนขึ้นตามรีเควสของคุณ R★ ในกิจกรรม Secret Attack on Titan ค่ะ 
เนื้อความคือ  เมื่อแจนพยายามสารภาพรักกับอาร์มิน  แต่ดันกำลังหนีตายจากไททันอยู่เนี่ยสิ!
 
แน่นอนว่าเป็นแนว Yaoi ชายได้ชายคือยอดชายนะจ๊ะ  เราเตือนท่านแล้ว  ถ้าฝืนอ่านแล้วมาด่าเราทีหลังว่าอยากอ้วกอะไีรแบบนี้  เราจะอ้วกใส่หน้าท่านค่ะ
 
เรต PG 13  ใสๆ เบาๆ ไม่มีอะไรในกอไผ่
 
 
--------------------------------------------------------------------
 
 

Miss Mary

 

คงจะมีที่ไหนสักแห่งในจักรวาล ที่พวกเราได้ใช้ชีวิต และตายจากไปอย่างสงบสุข 

ฉันไม่รู้ว่าเธอฝันถึงสิ่งใด  ฉันไม่รู้ว่าสุดขอบจักรวาลนั้น  โลกที่เราใฝ่ฝันถึงจะมีอยู่จริงไหม

...แต่ฉันก็คิดว่าดีแล้ว...

 

สิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้  มันอาจโหดร้ายทารุณ

ทว่านี่คือโลกแห่งความจริง ที่ฉันเหยียบเท้าลงไปอย่างหวาดกลัว

แม้จะเป็นดังนั้น  ฉันก็เลือกที่จะซื่อตรงกับมัน  เลือก...ที่จะสู้อย่างเต็มภาคภูมิ

ไม่ว่าที่ใดในจักรวาล ใจที่ศรัทธาจะไม่มีวันพ่ายแพ้ 

 

 

“ฟังดูดีนะ  แต่พอถึงเวลานั้นจริงๆ เราก็ทำได้แค่วิ่งหนีพวกไททันจนหางชี้”

 

ประโยคนั้นกลั้วเสียงหัวเราะแห้งๆ ผสมอารมณ์ที่หลากหลาย  แจนพูดมันขึ้นมาในคืนหนึ่ง  ขณะก้มหน้าก้มตาขัดอุปกรณ์เครื่องย้ายสามมิติตรงหน้าจนเงาวับ  อาร์มินไม่โกรธเคืองอะไรกับคำพูดนั้น  แม้จะไม่เห็นด้วย แต่ก็รู้สึกเฉยๆ  พวกเขาผ่านอะไรมาด้วยกันมากพอจนรู้ว่ามันไม่ใช่แค่คำพูดคะนองปาก

 

ตอนเจอกับศัตรูที่ยิ่งใหญ่กว่าจนเกินกำลัง  คนเราจะรู้ตัวโดยอัตโนมัติว่า ตนเป็นแค่เศษฝุ่นบนโลกนี้เท่านั้น  ตายจากไปเหมือนใบไม้ร่วง  ที่จริงแล้วพวกเราไม่เคยมีชื่อ  หรือบางที...อาจไม่เคยมีตัวตน  แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะยอมแพ้

 

เพราะคิดแบบนั้นทุกคนจึงเลือกเข้ากองทหารทีมสำรวจ 

 

“นายนี่ก็คิดเพ้อฝันดีนะอาร์มิน” แจนฉีกยิ้มกว้าง เอื้อมมือมาขยี้หัวเขาเบาๆ

 

“รู้ป่ะว่า...ภาษาเขียนของนายเนี่ยเป็นนักกวีได้เลยนา  เอ้อ  นายก็เป็นคนหัวดีอยู่แล้วนี่หว่า  บางทีฉันก็แปลกใจจริงๆ ที่เด็กบ้าเรียนอย่างนายมาเป็นทหาร  อ่า...แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ดีหรอกนะ  กลยุทธ์ของนายน่ะ  สุดยอดไปเลย  รู้มั้ย  เป็นประโยชน์กับทุกคนมากๆ”

 

อาร์มินยิ้มบาง ไม่ตอบอะไร  พลางหันมาจัดการทำความสะอาดในส่วนของตัวเองต่อ

 

กลางดึก  ห้องโถงโล่งกว้าง  นานๆ ทีก็จะเห็นผู้บังคับหมู่ฮันซี่เดินผ่านไปผ่านมาตรงระเบียงทางเดิน  ทำท่าตื่นเต้นเหมือนค้นพบทฤษฎีใหม่  แต่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเมื่อฟ้าสาง  หัวหน้ารีไวคงมีอันได้ฉีกสำเนาเกี่ยวกับความยาวของเส้นผม และเล็บเท้าคุณแมรี่(ไททันตัวใหม่ที่จับมาได้) ซึ่งถูกส่งไปกว่าสองร้อยฉบับก่อนหน้านี้อีกครั้ง

 

นอกจากทหารยาม และผู้บังคับหมู่ฮันซี่  ทั้งกองทหารดูเหมือนจะเข้านอนกันหมดแล้ว  แม้บางครั้งบางคราว ถ้าอาร์มินเดินผ่านห้องหัวหน้าทหารเอลวิน ก็จะเห็นแสงไฟลอดผ่านรอยต่อของประตูสว่างอยู่ตลอดคืนเช่นกัน  แต่ตามปกติ คนอื่นๆ จะไม่ค่อยออกมาเพ่นพ่านตอนกลางดึกเท่าไรนัก 

 

แจนกับเขาจับสลากได้เป็นเวรทำความสะอาดด้วยกัน  เพราะเหตุนี้ ตั้งแต่เข้าทีมสำรวจมา พวกเขาจึงสนิทสนมกันมากขึ้นโดยปริยาย 

 

“เขาไม่หลับไม่นอนบ้างหรือไงนะ” แจนมองตามผู้บังคับหมู่ฮันซี่ ที่กำลังใช้สองแขนประคองขวดแก้วบรรจุสารต่างๆ จนเต็มหอบ วิ่งทั่กๆ อย่างกระตือรือร้น จนหายลับจากสายตาพวกเขาทั้งคู่ไป

 

“ไปเอาพลังมาจากไหนกันนะ  ถามจริงเหอะ...นายเคยเห็นเธอนอนหลับบ้างหรือเปล่า?”

 

อาร์มินยิ้มแหยๆ

 

“อย่าว่าแต่นอนหลับเลย  ผมไม่เคยเห็นเธอเหนื่อยด้วยซ้ำ”

 

“เออ  ถูกของนาย” แจนเออออ  ก่อนหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ  ไม่รู้ทำไม แต่อาร์มินก็พลอยขำไปด้วย

 

“ให้ตายเถอะ  อย่างคุณฮันซี่ถ้าต้องไปอยู่ในจักรวาลที่ไม่มีไททันล่ะก็  คงเฉาตายแน่ๆ”

 

“ความเพ้อฝันของผมไม่เป็นประโยชน์เลยจริงๆ  มีตั้งคนนึงที่จะยอมตายอยู่โลกนี้ ดีกว่าอยู่ในจักรวาลที่ปลอดภัยจากไททัน”

 

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ”

 

“ดีจังนะ  ได้ทำงานที่ตัวเองรักทุกวัน  ถึงจะฟังดูแปลกก็เถอะ  แต่เธอเป็นคนเดียวที่ดูมีความสุขมากจริงๆ” อาร์มินว่า

 

“นั่นสินะ  จะมีใครมาเป็นทหารเพราะใจรักอาชีพได้ขนาดนี้อีกเนี่ย” แจนเห็นด้วย

 

“อืม  เท่าที่เห็นก็มีอยู่คนนึงน่ะนะ  คนที่อยากจะฆ่าให้หมด  ไม่ให้เหลือสักตัวเดียวน่ะ”

 

“ใช่นายเอ.นามสมมติเพื่อนสนิทนายหรือเปล่า”

 

“อา...นายเอ.น่ะเหรอ  ศึกแรกทำผมซึมไปเป็นวันเลยนะ  เล่นโดนงับขาขาดไปต่อหน้าต่อตาผมซะงั้น”

 

“นายนี่มันร้ายกาจ!!!” แจนทำหน้าตกตะลึงปนขำ เอื้อมมือมาขยี้หัวเขาอีกครั้ง

 

“ร้ายกาจมาก!  กัดลับหลังได้เจ็บแสบชะมัด  นายเป็นเสือน้อยหรือไง?  ชักสงสารไอ้บ้าเอเรนขึ้นมาแล้วสิ”

 

อาร์มินยิ้มตอบอย่างรู้สึกผิดนิดๆ

 

“เพราะเรารอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้นมาได้ต่างหาก  เมื่อมองกลับไป เราถึงเห็นมันเป็นเรื่องตลก  ถ้าคราวนั้นเอเรนตายจริงๆ  ผมคงไม่กล้าจับดาบสู้อีกครั้งเหมือนอย่างตอนนี้หรอก”

 

เมื่อได้ฟัง อีกฝ่ายก็ชะงักไปเล็กน้อย

 

“พูดอะไรอย่างนั้น  มันไม่ใช่ความผิดของนายนะ” แจนพูด  น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยอย่างเคย

 

“ผิดสิ” อาร์มินตอบหนักแน่น “ผมไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้  ต่อให้ผมสามารถคิดแผนการได้สักเท่าไรก็ตาม  แต่อ่อนแอก็คืออ่อนแอ  นั่นแหละความจริง”

 

ถึงจะพูดอย่างนั้น  แต่แววตาของอาร์มินปราศจากความสมเพชตัวเองอย่างสิ้นเชิง  กลับกัน...มันดูแข็งกร้าวเสียด้วยซ้ำ

 

“รู้มั้ย  นายน่ะมันเสือน้อยจริงๆ นั่นแหละ”

 

“ผมน่ะ  ขี้ขลาดจะตาย  ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้น  แต่เพราะมิคาสะกับเอเรนไว้วางใจในตัวผม  ผมเลยอยากต่อสู้เพื่อพวกเขาอย่างเต็มที่” อาร์มินพูดด้วยท่าทีสงบนิ่งเหมือนน้ำลึกใต้ทะเลสาบ

 

“แล้วก็คงมีแต่เรื่องใช้ความคิดเท่านั้นแหละ ที่ผมพอจะมีประโยชน์อย่างจริงๆ จังๆ”

 

“เฮ้อ...” แจนถอนหายใจเบาๆ “แค่นั้นก็มีประโยชน์มากแล้วน่า  นายก็รู้ว่ารุ่นเรามีแต่พวกสมองเท่าเมล็ดถั่วเขียวมารวมตัวกัน  รีบร้อนไปตายบ้างล่ะ  คิดถึงแต่เรื่องกินบ้างล่ะ  งี่เง่าไร้สาระบ้างล่ะ  คนที่เก่งกาจพอจะฝากฝังได้ ก็เอาแต่วิ่งตามไอ้บ้าที่รีบไปตายตลอด”

 

“ส่วนนาย...ก็ยังเป็นคนที่คอยใส่ใจคนอื่นเหมือนเดิมเลยนะ”

 

คำพูดนั้นมาพร้อมกับรอยยิ้มแปลกประหลาดของอาร์มิน  ทว่าความจริงแล้วนั่นเป็นรอยยิ้มธรรมดา  คนเห็นมันต่างหากที่เกิดความรู้สึกแปลกๆ ไปเอง

 

“ห๊ะ  พูดบ้าอะไร  ฉันก็แค่ระมัดระวังตัว  อย่าเอาฉันไปรวมกับพวกนั้นสิ  ใครเป็นยังไงฉันก็ต้องรู้เอาไว้บ้าง  พึ่งพาใครไม่ได้จะตายฟรีเอา”

 

  ปฏิเสธเป็นพัลวันในทันทีที่มีคนพูดถึงด้านอ่อนโยนของตัวเอง  แจนเป็นแบบนี้เสมอ  เผินๆ อาจดูเป็นคนปากร้าย  แถมยังเพิกเฉยต่อความรู้สึกของคนรอบข้าง

 

แต่พอคบกันไปนานๆ คนเขาก็รู้กันทั้งกอง ว่านิสัยที่แท้จริงเจ้าหมอนี่ตรงกันข้ามกับบุคลิกภายนอกอย่างสิ้นเชิง  เกิดจากปรากฏการซึนเดเระทั้งนั้น

 

“นายนี่ก็แปลกดีนะแจน” อาร์มินกล่าวต่อเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเขา “เหมือนจะเป็นคนแบบหนึ่ง  แต่จริงๆ แล้วเป็นคนอีกแบบหนึ่ง  จะว่าซับซ้อนก็ไม่ใช่  จะว่าดูออกง่ายก็ไม่เชิง”

 

เด็กหนุ่มทำหน้าวิเคราะห์อย่างจริงจัง  เผลอจ้องหน้าคู่สนทนาเขม็งโดยไม่รู้ตัว

 

“แต่ที่แน่ๆ ก็คือ  แจนเป็นคนรักเพื่อนน่ะนะ”

 

“พูดมากน่า...”

 

ตามปกติอาร์มินไม่ได้มีนิสัยชอบแหย่ใครเล่น  แต่กับคนๆ นี้มันดูน่าสนุกพิลึก  มั่นใจได้เลยว่าเขาจะไม่โกรธจริงจัง  อย่างมากก็แค่แสดงอาการเขินแบบตลกๆ เท่านั้นแหละ

 

ระยะหลังมานี้ แจนค่อนข้างสนิทกับพวกเขาทั้งสามทีเดียว  ถึงแม้จะยังกระทบกระทั่งกับเอเรนเป็นประจำ  แต่ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครถือสาจริงจังเหมือนเมื่อก่อน  การเติบโตเป็นผู้ใหญ่มาพร้อมกัน  บางทีก็ทำให้คนที่เราเคยคิดว่าเป็นศัตรูในอดีต  กลายเป็นมิตรแท้ที่ดีที่สุดไปได้  อาจเพราะรู้เห็นข้อเสียของอีกฝ่ายชัดเจนแจ่มแจ้ง จนมันกลายเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจโดยไม่รู้ตัว

 

ในบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นทั้งหมด  แจนเป็นคนเดียวที่อาร์มินคิดว่าสามารถไว้ใจได้มากที่สุด  เขาแปลกใจอยู่บ้างเวลานึกย้อนกลับไป  แจนเหมือนเพื่อนร่วมรุ่นที่อยู่คนละฝักฝ่ายกับเอเรน  สำหรับชีวิตที่มีเพื่อนทั้งสองเดินนำหน้าสู่แสงสว่างอย่างเขา  อาร์มินมักจะคอยติดตามเพื่อนสนิทอยู่เบื้องหลังมากกว่าจะผูกสัมพันธ์กับใครต่อใครด้วยตัวเอง  แจนไม่ใช่เพื่อนประเภทที่เอเรนเลือกจะปรึกษา หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนอะไรต่อกัน  แต่กลับกลายเป็นว่า  ตอนนี้แจนกลายมาเป็นเพื่อนพวกเขาทั้งสามแบบงงๆ  แล้วอาร์มินก็พบว่าแจนนิสัยดีกว่าที่คิด  เอเรนเองก็เหมือนเพิ่งบรรลุธรรมว่าแจนเป็นพวกซึนเดเระเอาตอนที่เห็นว่าแจนเลือกเข้าทีมสำรวจ  ถึงตรงนี้อาร์มินก็เริ่มรู้สึกเอือมความหัวทึบของเอเรนขึ้นมา

 

เรื่องตลกก็คือ คนที่แจนอยากสนิทด้วยที่สุดอย่างมิคาสะ ยังคงมองแจนด้วยสายตานิ่งเฉย  หรือถ้าจะพูดให้แย่กว่านั้น...ด้วยสายตาว่างเปล่าเย็นชา

 

อาร์มินอยู่กับมิคาสะมานานพอจะตีความท่าทีนิ่งๆ ของเธอได้  เขารู้ดีว่ามิคาสะสังเกตแจนอยู่ห่างๆ  และยอมรับให้แจนเข้ามาเป็นเพื่อนสนิทได้ในระดับหนึ่ง  ซึ่งเพียงเท่านั้นก็ถือว่าน่าทึ่งแล้วสำหรับมิคาสะ  มิคาสะเป็นคนวิตกกังวล และใจร้อนผิดกับภายนอก  เธอมักจะประเมินสถานการณ์รอบตัวภายใต้เงื่อนไขของความหวาดระแวงตลอดเวลา  ต่างกับอาร์มินที่มักจะประเมินสถานการณ์ภายใต้เงื่อนไขของความสงสัยใคร่รู้มากกว่า 

 

เสียแต่ว่า  มิคาสะไม่ใช่คนที่แสดงออกเก่งนัก  เธอจะรู้สึกกับสิ่งต่างๆ แค่เพียงในใจ  และเลือกทำแต่ในสิ่งที่ตนมั่นใจว่าจะทำได้ดีที่สุด นั่นคือการเป็นห่วงเอเรน กับฝึกฝนร่างกาย  คนส่วนใหญ่จึงตีความเอาเองว่าเธอไม่เคยสนใจใครนอกจากเอเรน

 

ยิ่งเป็นแจน  ยิ่งไม่มีทางรู้ตัว  แต่ต่อให้แจนรู้ตัวว่ามิคาสะไว้วางใจเขามากขึ้น  ก็คงไม่ช่วยให้แจนรู้สึกดีกับการถูกจัดให้อยู่ใน Friend Zone ของผู้หญิงที่ตัวเองแอบชอบอยู่หรอก  อาร์มินเลยเลือกที่จะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับมิคาสะให้แจนฟัง

 

ทว่าจู่ๆ แจนที่เห็นอาร์มินเงียบไปนานก็เอ่ยขึ้นมาว่า

 

“อาร์มิน  นายชอบผู้หญิงแบบไหน?”

 

นั่นปะไร  ว่าจะไม่พูดถึงมิคาสะ  เล่นเริ่มหัวข้อมาแบบนี้...แล้วจะเลี่ยงยังไงล่ะเนี่ย?

 

“ไม่มีเป็นพิเศษหรอก...”

 

เลือกตัดบทไป  แต่พอเห็นสีหน้าผิดหวังของอีกฝ่ายที่ชวนเขาคุยไม่สำเร็จ  จึงจำยอมพูดต่อ

 

“ก็...ประมาณว่า  ทั่วไปล่ะมั้ง” พยายามนึกต่อว่า  ไอ้ที่ตัวเองบอกว่า ‘ทั่วไป’ คือแบบไหน

 

“ตามปกติก็ชอบแบบหน้าตาสวย  นิสัยดี  แล้วก็ฉลาดล่ะมั้งนะ”

 

“นี่นายจะรับสมัครเลขาหรือไงน่ะ” แจนทำหน้าอึ้งในคำตอบของเขาซะงั้น 

 

“อ้าว...คุณสมบัติแบบนี้น่าจะเข้ากับผมได้ดีที่สุดนี่นา”

 

“นายนี่ไม่เข้าใจอะไรเอาซะเลยน้า” แจนถอนหายใจเฮือก  อาร์มินไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย  เขาพูดอะไรที่น่าเอือมระอางั้นรึ?

 

“ความชอบน่ะ  ความชอ