สิ่งจำเป็น
posted on 10 Oct 2009 12:16 by god-eyes in Myselfอาจฟังดูแปลกๆว่าเราจะพูดจะสื่ออะไรกันแน่สำหรับเอนทรีนี้ ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ แค่อยากบ่นๆ พร่ำเพ้ออะไรแก้จิตตกไปเรื่อยเท่านั้นแหละค่ะ
......................................................................................................................................................................................................................
แต่ละประเทศ แต่ละท้องถิ่น ย่อมมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และวัฒนธรรมเหล่านั้นก็มีทั้งวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม และมีทั้งวัฒนธรรมที่เป็นนามธรรม
คำว่า “นามธรรม” ก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า จับต้องไม่ได้ และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ มักจะน่ากลัวเสมอ เพราะเราไม่เคยรู้...ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างไร และบางครั้งก็แทบจะไม่รู้สึกตัวเลยว่า วัฒนธรรมที่มองไม่เห็นเหล่านั้นกำลังควบคุมเราอยู่
คนเราตกเป็นทาสของสิ่งที่ทำสืบต่อกันมา
การ “เริ่มต้น” จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
ถ้าเริ่มดี ก็จะส่งผลดีต่อไป ถ้าเริ่มต้นไม่ดี ผลที่สืบต่อไปในภายภาคหน้าจะทำให้ดีนั้น คงยาก
ถ้าจะผิด ก็ผิดตั้งแต่ตอนเริ่มต้นนั่นแหละ บรรพบุรุษที่บ่มเพาะวัฒนธรรมแล้วยัดสิ่งเหล่านั้นลงไปในสมองของคนรุ่นหลัง ต่อมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ
จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นวัฒนธรรมที่แนบสนิทกับชีวิต จนเราแยกไม่ออกระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่จริง กับสิ่งที่วัฒนธรรมที่มองไม่เห็นกำลังควบคุมให้เราคิด เรารู้สึกอย่างนั้น ทั้งที่จริง...มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้
น่ากลัวมั้ย?
“ประเทศของเรา” มีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่น่ากลัวมากๆ สิ่งนั้นคือ “ความหน้าด้าน” อันนี้ไม่ได้ใช้คำแรงไปนะ แต่ใช้คำนี้แล้วมันสื่อความหมายได้ชัดเจนที่สุดแล้ว
เพราะมัน “หน้าด้าน” จริงๆ
นี่คือสิ่งที่สังคมไทยสอนเราตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนตาย
“คนหน้าด้านเท่านั้นที่จะอยู่รอด”
“หน้าด้าน” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความหน้าด้านประเภทกล้าถามในสิ่งที่ควรถาม กล้าพูดในสิ่งที่ควรพูด ไม่ได้หมายถึงเด็กก้าวร้าว หรือนางแบบถ่ายภาพเปลือยแต่อย่างใด
หน้าด้านในที่นี้หมายถึงคนๆหนึ่งกระทำความผิดอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วยังสามารถทำหน้าตาระรื่นยิ้มน้อยๆ ตอบโต้ชาวบ้านว่า “อ๊ะ! กูไม่ได้ทำสักหน่อย” หรือไม่ก็ “ไม่เห็นจะมีหลักฐาน”
ด้านมากๆ
ประเทศอื่นเขาก็คงมีบ้างล่ะ แต่เชื่อแน่เถอะว่าไม่มีที่ไหนมีคนหน้าด้านเท่าประเทศเราอีกแล้ว
ยังที่อื่นอาจมีที่หน้าด้านหน้าทนจริงๆสักหนึ่งในสี่ แต่บ้านเรานี่สามครึ่งในสี่ เชื่อไหม?
เล่นด้านกันตั้งแต่ “ผู้นำประเทศ” ยัน “ชนชั้นแรงงาน” ทำอะไรผิดขอให้ได้แก้ตัว ขอให้ได้โยนความผิดไปให้อย่างอื่น คนอื่น สักนิดหน่อย สักเล็กน้อยก็ยังดี เพราะถ้าบอกว่าจะยอมรับผิดชอบตรงๆ โอเค...ผมผิดเอง ผมสะเพร่า ผมไม่รู้ มันจะดู “น่าเกลียด” ไปหน่อย
คนที่ออกมารับผิด ไม่มีข้ออ้าง ไม่มีข้อแก้ตัว ดูเหมือนว่าจะโดนประชาทัณฑ์ โดนด่า โดนรุมมากกว่าพวกที่โยนความผิดแล้วยิ้มหน้าชื่นว่า “จริงๆแล้วมันเป็นความรับผิดชอบของ...” หรือ “ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่า...” ก็ทำไงได้ล่ะ เขาไม่รู้นี่ ลูกน้องเขาต่างหากที่ผิด เขาเป็นฮีโร่ เป็นวีรบุรุษ เขาไม่ผิดหรอก คนรอบข้างเขาสิไม่ดี จริงไหม?
จะไปโทษคนหน้าด้านว่าผิดน่ะมันไม่ถูกนะคะพี่น้อง สังคมไทยมันบังคับให้คนเราต้องหน้าด้านจริงๆ
ย้อนกลับไปสมัยประถม เวลาใครทำอะไรผิด คนกล้ารับผิดโดนตีตูดลายทุกครั้งแหละ คนทำผิดแต่ครูจับไม่ได้ ไม่เห็นจะเคยโดนอะไร แบบนี้คุณจะอยากเป็นเด็กหน้าด้านแล้วรอดจากไม้เรียว หรือจะเป็นเด็กโง่ให้ครูตีทั้งที่ตัวเองไม่ได้ผิดแค่คนเดียวดีล่ะ
คนไทยนี่เก่งนักแหละค่ะ ไอ้เรื่องทำดีเอาหน้า หน้าใหญ่ๆ รับอะไรให้อะไรต้องถ่ายรูป ให้ชาวบ้านเขารู้ สร้างภาพ ผักชีโรยหน้า ลองไปดูสุภาษิตคำพังเพยประเทศอื่นๆเขาสิว่ามีคำจำพวกนี้อยู่ไหม ก็มีแต่ประเทศเรานี่แหละ คำประเภทนี้มากมายจนไม่รู้จะบัญญัติกันหวาดไหวแล้ว(ศัพท์ใหม่ก็มีมาเรื่อยๆเลยนะ ทั้งสตรอ สตรอเบอรี่ แอ๊บ เนียน ฯลฯ)
แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ นอกจากว่าจะหน้าด้านหน้าทนจริงๆเท่านั้นแหละนะ เฮ้อ...