เฉลย Secret Gintama 5: TABEMONO~

posted on 07 Jul 2015 18:52 by god-eyes in FanArt directory Cartoon
 
 
 
 
 
 
ซีเคร็ตกินทามะเฉลยแล้วจ้าาาา  ปีที่ 5 แล้วสินะกับกิจกรรมนี้  เป็นปีที่เราตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ดองงาน แต่สุดท้ายก็ดองจนได้  แฮะๆๆ  ตั้งใจว่าจะไม่ดองทุกปี แต่สุดท้ายก็ดองทุกปี มาปั่นก่อนส่งใกล้เดดไลน์(อีกแล้ว) Orz 
 
แต่ยิ่งรีบก็ยิ่งแหก  พระเจ้ากลั่นแกล้งคนดองงานเสมอ  ยิ่งใกล้เวลา อุปกรณ์การวาดก็ค่อยๆพังลงทีละชิ้น!  เริ่มต้นด้วยเม้าส์ปากกาที่จากไปอย่างสงบก่อนหน้านั้น ทำให้เราต้องชั่งใจว่า จะวาดแฮนด์เมด หรือเม้าส์หนูดี = =
หลังจากที่พยายามต่อสู้กับสีไม้อยู่นาน เราก็ค้นพบว่า....เราอยู่กับดิจิตอลนานเกินกว่าจะกลับไปสโลว์ไลฟ์แล้วล่ะ นี่มันหายนะชัดๆ  อย่างกับสมุดระบายสีเด็กประถม TT __TT
 
ในที่สุดก็ต้องหันมาพึ่งเม้าส์หนูเก่าๆ ที่เกิดจะเดี้ยงขึ้นมาในคืนที่เร่งปั่นงาน  มันติดๆขัดๆ แถมกดไปกดมา เจ้าลูกกลิ้งในเม้าส์รุ่นเก่ากึ๊กของเราก็หลุดผัวะออกมาพร้อมฝุ่นฟุ้ง!  แต่หลังจากเช็ดฝุ่นและยัดกลับเข้าไปเหมือนเดิมก็พอจะคืนชีพมันได้บ้าง  ภาพวาดผ่านไปแบบสเต็ปเต่า  ด้วยเม้าส์หนู และโปรแกรม Illustrator CS6...
 
เสมือนว่าเป็นอาถรรพ์ของอันปังที่สาปเรายังงั้นแหละ  แต่เพราะแบบนั้นเราเลยวาดรูปนี้ขึ้นมาด้วยฟีลลิ่งที่ "ใช่" มากๆ มันวาดสนุกนะ!! แค่ถึกไปหน่อยน่ะ!!!
 
เอาล่ะ  คนที่ได้รูปของเราไปก็คือ....คนใกล้ตัวโคตรๆ น้องมุก Mook kung zaa  ตอนแรกก็ไม่มั่นใจว่ามุกเดียวกันมั้ย จำไม่ได้แล้วด้วยว่าถามน้องมุกไปรอบที่เท่าไรแล้วเรื่องชื่อใน exteen 5555  แต่คราวนี้คงไม่ลืมแล้วล่ะ  เป็นอีกปีที่ได้่คนรู้จักวาดให้ เย้! 
 
 
ขอบคุณสำหรับรูปภาพนะจ๊ะ /โค้งงามๆ/ เราชอบคู่โนบุคางุมาก  เป็นคู่ที่น่ารักสุดๆ แต่ดันหาคนวาดยากซะงั้น   ฉากหลังสวยค่ะ ชอบสไตล์การเพ้นท์ และใช้โทนสีแบบนี้มาก พอรวมกับคาแรกเตอร์สองคนแล้ว มันให้บรรยากาศที่ชวนสงบใจ สดใสในฤดูใบไม้ผลิดีจริงๆ แถมยังรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ แบบเด็กๆ มาเที่ยวเล่นกันอีกด้วย  อยากให้มีอารมณ์แบบนี้ในออริจินอลบ้างจังเลยน้า~
 
ส่วนตัวเราวาดให้คุณ KITACO แอบตกใจชื่อคล้ายกัน 
ที่จริงก็มีหลายข้อที่ชอบ  แต่สุดท้ายก็เลือกข้อยามาซากิ เพราะรู้สึกจะฮา และวาดง่าย แถมเราเคยมีประสบการณ์สยองขวัญที่ต้องตื่นมาตอนเช้าแล้วได้กินแต่ขนมปังไส้ถั่วแดงของฟาร์มเฮ้าส์ติดต่อกันเกือบเดือนอีกต่างหาก เข้าใจความรู้สึกของจิมมี่ดีที่เดียว ว่ามันบัดซบถึงขนาดต้องห้ามตัวเองไม่ให้ปามันอัดหน้าใครเลยล่ะค่ะ 5555
 
 
หวังว่าจะชอบกันนะคะ  แฟนอาร์ตชุดนี้สวยๆเยอะมากเลยค่ะ  ดีใจที่ได้อัพบล็อกปีละครั้งผ่านกิจกรรมนี้นะคะ ฮาาา
 
 

Request Secret Gintama 5: Tabemono

posted on 02 Jun 2015 18:26 by god-eyes directory Cartoon
กลับมาอีกครั้งกับกิจกรรมบังคับอัพบล็อกแห่งปี ซีเคร็ตกินทามะ ปี 5 แล้วจ้า  555555
ความประมาทคือ เห็นตั้งแต่วันแรกที่ประกาศข่าว แต่ดองไว้กะว่าอีกตั้งหลายวันกว่าจะหมดเขตลงชื่อ  สรุปงานเข้าจนเกือบลืม  โชคดีพี่แป้งมาเตือนทัน  ฟู่วววววว
 
โอเคค่ะ  ซีเคร็ตกินทามะ แม่งานเจ้าเก่า คราวนี้มาพร้อมกับธีม "อาหาร"  
 
 
 
มาเริ่มต้นรีเควสกันเลยละกันนะคะ
 
1. ทากาสุงิ กำลังดมขวดยาคูลท์ ด้วยสีหน้าเหมือนได้เข้าสู่นิพพาน
 
2. ภาพน่ารักๆ ของคางุระ กำลังปลอบใจโนบุเมะ ด้วยการให้โดนัทที่กัดไปแล้วครึ่งอัน
 
3. คามุอิ กำลังทำครัว ด้วยการแล่เนื้อไดโนเสาร์ออกเป็นชิ้นๆ  เลือดสาดเต็มห้อง คามุอิยิ้มหวานๆ มีสมาชิกทีมยืนเหงื่อตกมองดูอยู่ จะเป็นทากาสุงิ หรือ อาบูโตะ ก็ได้
 
4. ปาร์ตี้หม้อไฟแบบเฮฮาปาจิงโกะของร้านรับจ้างสารพัด + ชินเซ็น  
 
5. คุณฮาเซงาว่า กำลังทานข้าวเปล่าๆ พร้อมกับจ้องรูปเนื้อย่างที่แปะอยู่บนฝาผนัง  รอบด้านเป็นห้องเช่าเก่าๆ จะพังแหล่มิพังแหล่
 
แหม่...แต่ละข้อไม่ค่อยทำร้ายตัวละครเลยจริงๆ  55555  ใช้จินตนาการของท่านแต่งเติมเสริมรายละเอียดได้เต็มที่เลยจ้าาาา  

เฉลย Secret Gintama 4: Cosplay is....!!!

posted on 28 May 2014 14:30 by god-eyes in FanArt directory Cartoon, Entertainment
 
 
 
ยะฮู้ววว์!!!  กลับมาพบกันอีกครั้งกับซีเคร็ตกินทามะปีสี่จ้าาาา
 
ปีนี้รีเควสกันเยอะแยะมากมาย  ถูกใจภาพของหลายคน  สวยจัดเต็มจริงๆเลยเน้อ
 
เห็นผลงานแล้วฟินเนเล่  รู้สึกการเล่นซีเคร็ตมันสนุกเพราะได้ลุ้นนี่แหละ
 
แถมภาพที่ออกมาก็เป็นกินทามะสุดๆไปเลย
 
 
ปีนี้รู้สึกจะรีเควสยาโตะคุงเยอะเป็นพิเศษ  กลายเป็นอีเว้นท์วาดคู่ตาลุงยาจกไปซะได้  แต่อย่างน้อยก็มีมุมเท่  กับมุมเป็นพ่อจ๋าเหมือนกันล่ะน้า
 
สำหรับคนที่วาดภาพให้เราคือ  ทั่น @NisTKunG ค่าาาา  
 
ขอให้ตัวละครชายหลักๆในกินทามะ  
ได้แก่  คุณกิน  ชินปาจิ  ฮิจิคาตะ  โอคิตะ  คอนโด้  คาซึระ  มาดาโอะ  ทาคาสุงิ  คามุอิ  ซากาโมโต้(หลัก?)  
มาแต่งตัวในธีม "เจ้าหญิงดิสนีย์" ค่ะ  ตามสบายเลยนะคะ  
จะจัดให้ใครเป็นสโนวไวท์  ซินเดอเรลล่า  เงือกน้อย  ราชินีหิมะ  ได้หมดเลยค่ะ  
จะมาไม่ครบคน  หรือเลือกมาแค่คนใดคนหนึ่งก็ได้ค่ะ  

 
 
(ภาพใหญ่จิ้มที่ภาพเลยจ้ะ)
 
เลือกรีเควสที่แอบสตั้น  ไม่คิดว่าจะมีคนเลือกข้อนี้ด้วย  เพราะแอบคิดเองว่ายาก  แถมตัวละครก็เยอะ  แต่ด้วยความที่บอกให้เขาเลือกมาวาดแค่ตัวสองตัวก็ได้มั้ง  ทั่นเลยเลือกมาสองคน  แถมเป็นคุณกินฮิจิอีก  หยั่งกะมีตาทิพย์ว่าเราอวยคู่นี้  ฮ่าๆๆๆ  หรือว่าท่านก็อวยเช่นกัน
 
 
ส่วนเราได้วาดให้คุณ @TAMichi ค่า  
เห็นรีเควสแต่ละข้อแล้วน่าสนุกมาก  โดยเฉพาะข้อแรก  แค่จิ้นภาพยังฮาเลย  แต่เราคิดว่าคุณแตมอิจิ น่าจะอยากได้ภาพโจโจ้  เราเลยเลือกข้อนี้อ่าค่ะ  ขอสารภาพว่าจริงๆแล้วอิชั้นไม่เคยอ่านหรือดูโจโจ้มาก่อนเลย  เคยแต่อ่านโดจินโจโจ้กับดิโอ้  การได้วาดตัวละครตามแบบทั้งที่ไม่รู้จักเนี่ยค่อนข้างยากพอสมควร  เพราะเราจะไม่เก็ตมุขและอารมณ์ตัวละครที่จะให้สองหน่อแห่งกินทามะไปคอสน่ะค่ะ  เราเลยศึกษาด้วยการอ่านโดโจเซฟซีซาร์เพิ่มจนเลือดพุ่งไปหลายลิตร   
 
เอาเป็นว่า  ถึงจะอ่านแต่โดจินไม่รู้จักโจโจ้เท่าไร  แต่ลองจับมาวาดดูแล้วล่ะค่ะ!  ขอความกรุณาด้วยเน้อ~
 
ช่วงนี้ติดโจโจ้ค่ะ เพราะงั้นเราจะขาดข้อนี้ไม่ได้!!!!!!!
ขอคุณกินกับฮิจิคาตะ คอส Joseph Joestar กับ Caesar A. Zeppeli 
ใน Jojo no Kimyou na Bouken ภาค2(Battle Tendency)ค่ะ 

แน่นอนว่าคุณกินคอสโจเซฟ มุกนักพากย์ล้วนๆ๕๕๕๕  ส่วนฮิจิคาตะคอสซีซาร์ สายสัมพันธ์หนุ่มกรุ๊ปเอ 
แล้วออกมาปล่อยพลังตบตีฟาดฟันใส่กันตามอัธยาศัยเลยค่ะ ...ไม่ต่างจากสองคนนี้ปกติเลยนี่หว่า๕๕๕๕๕
อ้อ ซีซาร์เนี่ยเขามีท่าประจำตัวเป็นฟองสบู่มุ้งมิ้งนะ จะเอามาเพิ่มความโมเอให้ท่านรองได้ตามสบายเลยค่ะ๕๕๕

 
 
(ภาพใหญ่จิ้มที่ภาพเลยจ้ะ)
 
 
ขอบคุณแม่งานที่จัดอะไรสนุกๆแบบนี้ให้ได้เล่นกันนะคะ  ปีหน้าก็จะเข้าร่วมอีกนะ  เราชอบมากเลย
 
 
 

Request Secret Gintama 4: Cosplay is

posted on 24 Apr 2014 14:18 by god-eyes in Manga-Anime
สวัสดีค่ะ  ดีใจที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งในอีเว้นท์ซีเคร็ตกินทามะเน้อ  เราชอบอีเว้นท์นี้มากเลย  ขอขอบคุณแม่งาน  พี่พิมพ์  และพี่แป้งที่มาชวนค่ะ 
 
 
 
หึๆๆๆ  ฮ่าๆๆๆๆๆ  เอาล่ะ...ทีนี้ก็มาถึงช่วงเวลารีเควสกันสักที  
 
1. ขอให้ตัวละครชายหลักๆในกินทามะ  ได้แก่  คุณกิน  ชินปาจิ  ฮิจิคาตะ  โอคิตะ  คอนโด้  คาซึระ  มาดาโอะ  ทาคาสุงิ  คามุอิ  ซากาโมโต้(หลัก?)  มาแต่งตัวในธีม "เจ้าหญิงดิสนีย์" ค่ะ  ตามสบายเลยนะคะ  จะจัดให้ใครเป็นสโนวไวท์  ซินเดอเรลล่า  เงือกน้อย  ราชินีหิมะ  ได้หมดเลยค่ะ  จะมาไม่ครบคน  หรือเลือกมาแค่คนใดคนหนึ่งก็ได้ค่ะ  
 
2. อยากเห็นคามุอิ กับคางุระคอสเป็นสองพี่น้องเอลริกจากเรื่อง Fullmetal Alchemist ค่ะ  แน่นอนว่าคามุอิหัวเสาอากาศ+ถักเปียต้องเป็นเอ็ดเวิร์ด  ส่วนคางุระก็ต้องเป็นอัลฟอรส์อยู่แล้ว(มุขนักพาย์)  ต้องอัลเนี่ยจะดีไซน์ยังไงก็ได้นะคะ  จะเอาแค่หุ่นเกราะมาแต่งชุดกี่เพ้า(?)ก็ได้  แต่ช่วยทำให้รู้ว่านั่นคือคางุระหน่อยก็พอ
 
3. ขอทาคาสุงิ  กับคามุอิ  คอสเรื่อง Hoozuki no reitetsu  โดยให้ทากะเป็นคุณโฮซูกิ  และคามุเป็นฮาคุทาคุ
 
 
(คนชุดดำคือท่านโฮซุกิ  คนชุดขาวคือฮาคุทาคุ)
 
แต่ไม่ต้องเอาแอคชั่นตามภาพตัวอย่างก็ได้นะคะ  เอาแค่แต่งชุดก็พอ  ขอให้ทากะกับมุยยังดูเป็นตัวเองดีกว่า
 
4. คุณกินคอสเป็นกรีฟีส  และทาคาสุงิคอสเป็นกัซ  จากเรื่อง Berserk  การ์ตูนดองยาวในตำนาน
 
5. คุณกินแต่งเป็นซัทจัง  ท่านรองแต่งเป็นซึกกี้  โอคิตะแต่งเป็นคางุระ  คาซึระแต่งเป็น...อืม...ไม่ต้องมีก็ได้ค่ะ
 
ขอขอบคุณคนรับรีเควสล่วงหน้างามๆเลยจ้า  ภาพที่เรารีเควสหาได้ไม่ยากนะ  ลองเอาชื่อไปเสิร์ชดูรับรองขึ้นมาเป็นพรวนเลย  เรารีเควสแต่เรื่องดังๆ  เพราะถ้าไม่ดังเราก็ไม่รู้จัก  เย้!!
 
 
 
 

สวัสดีค่ะ  เราแอบแต่งฟิคตอนพิเศษมาเป็นของขวัญคริสมาสต์+ปีใหม่  แต่กว่าจะจบได้เล่นเอาเลทไปเกือบครึ่งเดือน  เอื้ออออ!  ขอโทษทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่า  

เนื้อหาในเอนทรีนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชายรักชายนะคะ  ใครไม่ชอบก็ระมัดระวังสายตาของท่านด้วยเน้อ O_O

Gintoki x Hijikata X’mas Special Part

Wild Faeries in Wonderland

 

 

หิมะแรกโรยตัวลงมาจากเวิ้งฟ้ามัวหม่น  อากาศในโอเอโดะเหมือนอยู่ในช่องแช่แข็ง  ลมเย็นยะเยือกกรูผ่านช่องว่างตรงถนนคดเคี้ยวสายหนึ่งในคาบูกิโจ  สองข้างทางเต็มไปด้วยแสงไฟหลากสีแย่งกันส่องสว่าง  ราวกับแมลงราตรีประชันขันแข่งหาคู่ในฤดูผสมพันธุ์  ร้านรวงมากมายเรียงรายหนาแน่น  แม้อากาศจะเป็นเช่นไร  เมืองๆนี้ก็ยังคงคึกคักตลอดทั้งปี ทั้งวัน และทั้งคืน  ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาหลับใหล

 

ขึ้นชื่อว่าคาบูกิโจ  ย่อมรู้กันว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแหล่งบำบัดกิเลสตัณหาของมนุษย์(และชาวสวรรค์)ในช่วงโตเต็มวัยทุกผู้ทุกนาม  มอบความสำราญใจทุกรูปแบบที่จะทำให้ชีวิตคนหายนะได้ถ้าหากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยจนเกินพอดี  แต่เจ้าของกิจการกลับรวยเอาๆ  ตัวอย่างเช่น....

 

“หมดตูด!  หมดๆๆๆๆ  หมดสิ้นกันแล้วชีวิตนี้...”

 

ชายหนุ่มวัยเฉียดสามสิบคนหนึ่งแทบจะคลานออกมาจากร้านปาจิงโกะ  ไม่ได้ใส่ใจกับคนเดินผ่านไปผ่านมาที่หันมามองเขาด้วยสายตาอเนจอนาถ  คุณแม่รายหนึ่งถึงขั้นออกปากด้วยเสียงอันดังให้ลูกชายฟังว่า “โตขึ้นหนูอย่างเป็นผู้ใหญ่แบบนี้นะลูกนะ” ซึ่งเจ้าลูกชายวัยกระเตาะก็ตอบกลับด้วยเสียงที่ดังพอๆกันว่า “ฮับแม่! ผมจะไม่เป็นคนทุเรศแบบนั้นแน่นอน!”

 

...ไอ้เด็กเวร...       

 

‘ผู้ใหญ่น่าทุเรศ’ ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาสบถอยู่แค่ในใจ  แต่ทำไมเจ้าเด็กนั่นถึงสะดุ้งโหยงแล้วรีบจ้ำอ้าวหนีก็ไม่รู้  หรือจิตสังหารของชิโรยาฉะมันจะออกมาในเวลาแบบนี้กันนะ

 

แบบที่...ไม่เหลือตังค์กลับบ้านสักกะแดง  ทำนองนั้นแหละ 

 

“ดูดวงเมื่อเช้าก็บอกว่าวันนี้จะโชคดีโคตรๆเลยไม่ใช่เหรอว้า  ไหงแทนที่จะถูกรางวัลใหญ่ กลับกลายเป็นถูกแดรกซะได้”

 

น้ำตาแทบไหลเป็นสายเลือด  แต่ลูกผู้ชายต้องไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรมอันโหดร้าย

 

...ทั้งที่ก็...ทำตัวเองทั้งนั้นอะนะ...

 

...อ๊ากกก  อย่าเซ่  อย่าคิดแบบนั้นนน!!...

 

ชายหนุ่มนามซากาตะ กินโทกิตัดสินใจลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แม้จะรู้สึกตัวซีดเพราะขาดทรัพย์  พาร่างตัวเองเดินเรื่อยเปื่อยไปตามทางที่แสนคุ้นเคย  ไม่รู้สึกรู้สากับเกล็ดหิมะเย็นๆที่ตกกระทบผิวแก้มสักเท่าไร  เขาอาศัยอยู่ที่นี่มานานหลายปี  เห็นภาพเหล่านี้จนชินตา  ความตื่นเต้นกับสถานเริงรมย์ในเมืองนี้หมดสิ้นไปนานแล้ว  แต่เขาก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่าย  ที่นี่มีคนที่เขารู้จักมากมาย  เขาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่  เช่นเดียวกับที่หลายๆคนก็เป็นส่วนหนึ่งของมัน  พวกเขาเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายความสัมพันธ์ขนาดมหึมา ที่สัมผัสด้วยตาได้เพียงเล็กน้อย  แต่สัมผัสด้วยใจได้อย่างมหาศาล

 

บางทีเขาก็รู้สึกกลมกลืนไปกับฉากหลังของคาบูกิโจ  ทว่าบางทีเขาก็รู้สึกแปลกแยก  ในห้วงเวลาที่เตร็ดเตร่อยู่คนเดียวท่ามกลางสถานที่ที่พลุ่กพล่านไปด้วยผู้คน  เสมือนมีเส้นแบ่งขีดคั่นเขาออกจากคนทั้งโลก  เขาทั้งเหงาและอบอุ่นไปพร้อมๆกัน  อาจฟังดูแปลก...แต่เขากลับชื่นชอบความขัดแย้งนั้นของตัวเอง  เพราะมันจะคอยย้ำเตือนให้เขารู้ตัวอยู่เสมอว่า  เขามาจากไหน  อดีตที่หล่อหลอมให้เขาเป็นเขาเช่นทุกวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่นี่  หากแต่อยู่ในวันวานอันห่างไกล

 

  เมื่อผ่านพ้นฤดูใบไม้ร่วง  อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็วเข้าสู่ฤดูหนาวที่เต็มไปด้วยเทศกาลรื่นเริง  สมเป็นชาวเอโดะที่เฮฮาปาจิงโกะได้ทุกสถานการณ์จริงๆ  ต่อให้หิมะตกสูงจนมิดหลังคาบ้านก็ยังสนุกไปกับมันได้

 

ลมหนาวพัดมาอีกวูบหนึ่ง  เล่นเอาขนลุกส์ไปทั้งตัว  เพราะความเมาของตัวเองเลยลืมคว้าเอาเสื้อกันหนาวออกมาด้วย  แค่ผ้าพันคอผืนเดียวก็ดูจะไม่ได้ช่วยอะไรนัก  ถึงจะไม่มีทั้งเงินและเป้าหมายสำหรับคืนนี้  แต่คุณซามูไรผมเงินก็ยังไม่อยากกลับบ้าน  เขาคงเสพติดบรรยากาศคึกคักในเมืองราตรีจนกลายเป็นกิจวัตรเสียแล้ว  ช่วงท้ายปีแบบนี้  ตามสถานที่ต่างๆทั่วเมืองประดับประดาด้วยของตกแต่งหลากหลายรูปแบบปนๆกันไป  ต้นสนใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มถูกนำมาตั้งอยู่ตรงลานกว้างหน้าศูนย์การค้า มีไฟกระพริบกับลูกแก้วกลมๆสะท้อนแสงระยิบระยับพันอยู่รอบต้น  พร้อมตาลุงแก่ๆท่าทางหื่นกามติดหนวดขาวฟูในชุดสีแดง ยืนถือถุงแจกของขวัญใบเท่าบ้าน  อันที่จริงคุณกินเองก็พยายามไปสมัครทำงานนี้เหมือนกัน  แต่ท่าทางผู้ว่าจ้างจะเห็นว่าเขาหล่อเกินไปสำหรับการเป็นซานตาครอส  แม้เขาจะยืนกรานหนักแน่นว่าถ้าจ้างเขาจะไม่ต้องเสียเงินซื้อวิกผมขาวเพิ่มอีกอย่างก็ตาม

 

คู่รักหนุ่มสาววัยสะรุ่นคู่หนึ่งเดินหนุงหนิงผ่านหน้าเขาไป  สีหน้าทั้งคู่บ่งบอกชัดเจนว่ากำลังตกอยู่ในโลกสีชมพู๊ชมพูเสียจนน่าหมั่นไส้

 

“มุตจางงงง~  เราไปกินไอติมกันโน๊ะ! เค้าอยากกินช็อกโกแลตอ๊ะ”

 

“จ้า~  เค้ามีของขวัญให้อั๊ตจังด้วยนะวันนี้  อั๊ตจังต้องชอบแน่ๆเลย”

 

“จิงเหยอ!  อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด  ตื่นเต้ลจุงเบย~  คริสมาสต์นี่โรแมนติกจังเลยโน๊ะ  เค้าช๊อบชอบบบ”

 

...หนาวจะตายชัก  พวกเอ็งยังจะชวนกันแด๊กไอติมอีกเรอะ!...

 

...แล้วถ้าไม่คุยภาษาปัญญาอ่อนแบบนั้น  แฟนเอ็งจะฟังไม่รู้เรื่องหรือไงไม่ทราบ...

 

...ตูล่ะไม่เข้าใจเด็กสมัยนี้เล้ย...

 

“โรแมนติกบ้าบออะไร  มันก็แค่ช่วงสงครามธุรกิจในโลกของผู้ใหญ่เท่านั้นแหละเหวย  ไอ้พวกปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม”

 

คุณกินบ่นงึมงำอย่างรำคาญปนอิจฉา  แต่แย่หน่อยที่ช่วงนี้เป็นเวลาทองของพวกคู่เดท  เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าเกือบทุกคนควงกันมาเป็นคู่ๆ  ผ่านอีคู่นี้ไป  ก็มีอีคู่นั้นมา  พูดง่ายๆว่ารอบตัวเขาถูกล้อมไปด้วยดงคู่รักจนเขารู้สึกสงสารตัวเองขึ้นมากะทันหัน  ยิ่งในสภาพหนาวสะท้านเพราะไม่มีทั้งเสื้อกันหนาวและสาวสวยสะบึม(เน้นว่าต้องสะบึม)อยู่เคียงข้างนี่มันช่าง....

 

...มะ  ไม่ได้อยากมีแฟนสักหน่อยนะ!  ฉะ  ฉันชอบอยู่คนเดียวแบบนี้แหละ  สบายกว่ากันตั้งเยอะ...

 

...อ๊ะ  นี่ตูจะทำซึนเดเระไปทำสากกะเบืออะไรฟะ...

 

...เอ๊ะ!  ปะ  เปล่านะ  ไม่ได้ซึนสักหน่อย...

 

การคุยมุ้งมิ้งกับตัวเองอาจเป็นวิวัฒนาการอย่างหนึ่งของคนโสด

 

เขาเองก็ไม่ได้อยู่ในวัยใสแบบนั้นแล้ว  ต่อให้หาเมียได้สักคนก็คงคบกันแบบผู้ใหญ่  ประมาณว่าเขาอาจโดนด่ารายวันเรื่องขี้เกียจสันหลังยาว แล้วบางที...ก็อาจมีปัญหาเรื่องทำแต่งานจนไม่มีเวลาให้กันอะไรแบบนั้นด้วยก็ได้

 

มันคงเป็นหนังชีวิตครอบครัวมากกว่ารักวัยรุ่นแล้วล่ะ  อา...ทำไมช่วงเวลานั้นมันช่างสั้นนักนะ  เพราะทำใจยอมรับไม่ได้ว่าตัวเองต้องไปเป็นพระเอกหนังชีวิตครอบครัวแทนพระเอกการ์ตูนโชเน็นนี่แหละ กินโทกิเลยไม่ยอมหาแฟนอย่างจริงจังสักที

 

“ไม่อยากแก่เล้ย  พับผ่าสิ”

 

ขณะที่เดินเล่นสบายๆอยู่นั้น  เสียงหนึ่งก็ดังแหวกผ่าอากาศขึ้น

 

“ขโมยยยยยยย!!!!”

 

“ห๊ะ!”

 

ก่อนสมองจะทันประมวลผลเหตุการณ์  คุณกินถูกผู้ชายคนหนึ่งที่วิ่งหน้าตั้งไม่ดูตาม้าตาเรือชนโครมเข้าอย่างจัง 

 

“เฮ้ย!”

 

ผ้าพันคอของเขาเกี่ยวเข้ากับอะไรสักอย่างของชายแปลกหน้าคนนั้น  ซึ่งพอลุกขึ้นมาได้ก็โกยอ้าวต่อทันที โดยไม่สนใจว่ากำลังลากคุณกินไปด้วยเพราะติดผ้าพันคอ

 

“แอ่กกกก  อุ่กกกก!!!  อ่อยอ๊ะโอ้ยยย!!!”

 

คุณพระเอกของเราร้องโวยวายไม่เป็นภาษา  ไม่รู้ทำไมอยู่ดีๆก็ต้องมาถูกบังคับให้วิ่งผลัดสี่คูณร้อยกับตีนแมวใจกล้ากลางเมืองแบบนี้ด้วย  จะไม่วิ่งตามก็ไม่ได้...เพราะแกะผ้าพันคอไม่ออก!!

 

...อย่าบอกนะเฮ้ยว่าชิโรยาฉะผู้รอดชีวิตมาได้พันสนามรบจะต้องมาตายเพราะเรื่องส้นตึกแบบนี้!!  นี่มันไฟน่อนเด๊สสิเนชั่นรึไงงงงง!!!...

 

“เอี๋ยวอิเอ๊ยยย  อุดอ่อนนน   อุดแอ๊บเอียว  อ๋อแอ้แอะอ้าอันออออกแอ๊บเอียว  อั๊บอองอำอะอวดอามไอ้อันออกกก!!!”

Translate Gintoki Say: เดี๋ยวดิเฮ้ย  หยุดก่อนนน  หยุดแป๊ปเดียว  ขอแค่แกะผ้าพันคอออกแป๊บเดียว  รับรองตำมะหนวดตามไม่ทันร้อกกกกก!!

 

“ทันแล้วว้อย!!!”

 

เสียงคุ้นๆเสียงหนึ่งดังแว่วมาจากด้านข้าง  พอแหงะไปมองหน่อยก็เห็นบุคคลผู้หนึ่งที่มักจะมีอันได้เจอะเจอเสมอในสถานการณ์แบบ...เอ่อ...นั่นแหละ

 

เป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่านรองแห่งกลุ่มตำรวจติดอาวุธพิเศษชินเซ็นงุมิ ฮิจิคาตะ โทชิโร่...

 

“อาอัมอะไอแอ๋วอี้อ๊ะ!”

Translate Gintoki Say: มาทำอะไรแถวนี้วะ!

 

“ตูสิที่ต้องถาม!  นี่ตูทำงานอยู่ดีๆทำไมต้องมาเจอคุณเอ็งอีกแล้วฟะ!”

 

เป็นเรื่องลึกลับอย่างหนึ่งในจักรวาลนี้ที่พวกเขาสามารถคุยกันรู้เรื่องได้

 

“อะไออ๊าน  อันอุดอ๋องเอ็งอ้ออ้องอำอานอ๋อเอี้ย  อ้าอ๋งอ๋านอ๊ะอั๊ด  แอ่กกกกก”

Translate Gintoki Say: อะไรก๊าน  วันหยุดของเอ็งก็ต้องทำงานเหรอเนี่ย  น่าสงสารชะมัด  แอ่กกกก

 

“ว๊ากกกกก!! หยุดคุยกันข้ามหัวตูสักทีเท้อ”

 

คุณโจรตัวประกอบโวยขึ้นเพราะไม่ได้มีบทกับเขาสักที 

 

“หุบปากไปเลยไอ้ตีนแมววอนตาย  เอ็งรู้มั้ยว่าไอ้ที่ถืออยู่นั่นมันอะไร้!”

 

กินโทกิผู้กำลังต่อสู้ไม่ให้ตัวเองถูกแขวนคอกลางอากาศ  แอบเหลือบไปเห็นวัตถุชิ้นน้อยในกำมือของคุณโจรหน้าจืดคนนั้น  แล้วพบว่ามันคือ....

 

...ลายสตรอเบอร์รี่....

 

“สอยใครไม่สอย  ทำไมต้องมาสอยกกน.ลูกสาวป๋ามัตซึไดระห๊า!!!  เอ็งอยากชะตาขาดหรือไง  แล้วทำไมตูต้องมาชะตาขาดไปกับเอ็งด้วย  ไม่ตลกเลยนะโว้ย!”

 

ฮิจิคาตะตะโกนบอกอย่างสติแตกสุดๆ  ก็พอเข้าใจอยู่นะ

 

...แต่คนที่ไม่ควรมาชะตาขาดกับอีเรื่องนี้ที่สุด  มันคือตูไม่ใช่เร้อออ~... 

 

กินโทกิดิ้นรนออกจากผ้าพันคอมรณะอย่างบ้าคลั่ง  ทว่าจังหวะที่เขากำลังจะหลุดออกมาได้นั่นเอง  หมัดหนักๆของท่านรองก็ลอยเปรี้ยงเข้าให้ที่ดั้งของคุณโจรจนหน้าหงาย  และแน่นอนว่า...มีเขาพ่วงไปด้วย

 

“อ๊ากกกกก!”

 

สิ่งที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วคือพื้นคอนกรีต  จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบลง

 

-----------------------------------------------------------------------

 

ถ้าเขาตาย  เขาจะได้ไปสวรรค์หรือเปล่านะ?

 

จะว่าไปแล้ว  สวรรค์เนี่ย...มันเป็นที่แบบไหนกันล่ะ

 

ว่ากันว่าเป็นที่ที่คนทำดีเท่านั้นที่จะได้ไป  เป็นที่ที่มีแต่ความสุข

 

... เอิ่ม  กระผมทำความดีหลายอย่างนะขอรับ  ทั้งเก็บหมายักษ์ไม่มีที่ไปมาเลี้ยง  เก็บเด็กไม่มีบ้านมาดูแล  โชว์ออฟช่วยสาวก็หลายตอนอยู่  ถ้าพระเจ้าข้องใจไปเปิดอ่านเล่มแรกๆได้เลย  กระผมสาบานว่ากระผมทำจริงๆ...

 

แสงสว่างที่แยงตาอยู่ทำให้รู้สึกรำคาญจนต้องตื่นขึ้น  เหตุการณ์ที่หายไปไม่ปะติดปะต่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

 

ซากาตะ กินโทกิกำลังนอนแผ่อยู่บนโซฟาหนานุ่มตัวมหึมา  ในห้องขนาดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยเครื่องตกแต่งงานฉลองวันคริสมาสต์  กลิ่นหอมของอาหารชั้นดีลอยมาเตะจมูก 

 

เขาลุกขึ้นนั่งอย่างงงๆ  มือสัมผัสโดนหน้าผากตัวเองและพบว่ามีผ้าพันแผลพันไว้  ความหรูหราอลังการรอบตัวทำให้เขาคาดเดาเอาเองว่า ที่นี่น่าจะเป็นห้องบอลรูมของโรงแรมสักแห่ง  

 

เมื่อหันไปสำรวจด้านหลัง  เขาจึงเห็นว่าตรงโซฟาตัวข้างๆมีสาวสวยหุ่นสะบึมนับสิบนางนั่งกันอยู่  แถมยังส่งสายตายั่วเย้ามาให้เขาอีกต่างหาก 

 

“สวรรค์จริงๆรึนี่” คุณกินเผลออุทานออกมาเบาๆ

 

แต่ทันใดนั้นสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นตาแก่หน้าตาคุ้นๆคนหนึ่ง  ซึ่งใจจริงก็ไม่อยากจะคุ้นเอาซะเลย

 

“ขอบใจนะที่ทุ่มเทให้กับการปกป้องอันเดอร์แวร์ของลูกสาวชั้นมากถึงขนาดนี้  ชั้นเองก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไร  ใครทำดีก็อยากจะช่วย  หวังว่าแกคงไม่ปฏิเสธความหวังดีของฉันใช่มั้ย”

 

ประโยคนั้นไม่ได้พูดกับเขา  แต่พูดกับฮิจิคาตะที่นั่งซีดอยู่ท่ามกลางอีหนูของคุณป๋า  โดยพยายามไม่แตะต้อง “อะไรๆ” ที่ขยันมาชนตรงนั้นตรงนี้ของเขาอยู่เรื่อย

 

...แปลกแฮะ  ทำไมมีแต่มันคนเดียว  แล้วกอริล่ากับไอ้บ้าซาดิสต์อยู่ไหนซะล่ะ...

 

“ลูกสาวชั้นน่ะอยากจะขอบอกขอบใจนายนะ  ก็เลยอยากให้นายอยู่ฉลองด้วยกัน” ป๋ามัตสึไดระส่งสายตาไปทางสาวน้อยคนหนึ่งที่ท่าทางจะเรียบร้อยที่สุดในนั้น  ไม่ต้องสงสัยว่าเธอต้องเป็นคุณลุกสาวแน่นอน  ดูจากสีหน้าเขินอายเวลาหลบสายตาฮิจิคาตะแล้ว  คำขอร้องให้อยู่ฉลองด้วยกันคงจะหนีไม่พ้นมาจากคุณเธอแหงม

 

แล้วคุณพ่อที่รักลูกยิ่งชีพอย่างป๋า  ก็คงจะขู่กรรโชก  เอ๊ย!  ขอร้องให้ท่านรองอยู่ด้วย  ซึ่งท่านรองก็คงจำใจต้องอยู่ด้วย  โดยไม่มีทางยอมซวยอยู่คนเดียว

 

นั่นคือเหตุผลว่าทำไม  กินโทกิถึงมานอนอยู่ที่นี่  หลังจากโดนลูกหลงจากการจับโจรชะตาขาดจนหัวโหม่งพื้นสลบเหมือดไปแล้วรอบหนึ่ง

 

“เอิ่ม...ถ้าไม่ว่าอะไร  กระพ้มจะขอกลับ....”

 

“พูดอะไรอย่างนั้นละครับซากาตะซัง!!” ท่านรองรีบพูดแทรกทันทีเหมือนรู้แกวว่าจะถูกตัดช่องน้อยแต่พอตัว  แต่ไอ้คำเรียกชวนขนลุกนั่นมันอะไรกัน 

 

...ซากาตะซัง?...

 

“แหม่...ฮิจิคาตะซังนี่ล่ะก็  กระพ้มไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักหน่อย  แค่บังเอิญซวยไปอยู่ผิดที่ผิดทางเท่านั้นเอ๊งงงง”

 

“ไม่หรอกๆ  นี่เป็นพลเมืองดีจนโดนลูกหลงไปด้วย  จะไม่ให้ตอบแทนเลยได้ยังไงกัน”

 

พูดไปพูดมาชักจะพะอืดพะอมเองซะงั้น

 

“เอาน่า...อย่าคิดอะไรมากเลย  นายเองก็ท่าทางจะไม่ค่อยได้กินอาหารดีๆบ่อยๆนี่ใช่มั้ย” ป๋าพูดชัดเจนตรงประเด็นเป๊ะ  พลางบุ้ยใบ้ไปทางโต๊ะอาหารประมาณว่า ‘ได้ไม่อั้น’

 

ชุดอาหารท่าทางน่ากินโคตรๆ  แถมยังกำลังร้อนๆ  ส่งควันหอมกรุ่นยั่วน้ำลายเหมือนกับจะกวักมือเรียก  มากินสิจ๊ะ  ฉันอร่อยน้า  มากินเร้วววว~

 

เล่นยกประเด็นปากท้องมาล่อแบบนี้  คิดว่าคำตอบของคนที่เพิ่งหมดตูดกับปาจิงโกะมาหมาดๆจะตอบว่าอะไรกันเล่า?

 

-----------------------------------------------------------------------

 

เบื้องนอกหน้าต่าง หิมะกำลังโปรยปรายทับถมกันช้าๆ  อีกไม่นานก็คงจะขาวโพลนไปทั้งเมือง  แต่ภายในงานเลี้ยงกลับอบอุ่นรื่นเริง  มีสาวๆสวยๆที่แม้แตะต้องไม่ได้แต่ก็พอเป็นอาหารตาได้รุมล้อม  พระเอกผู้จนแกลบตลอดชีพกล่าวขอโทษลูกน้องสองคนในใจ  ก่อนลงมือสูบอาหารบนโต๊ะอย่างตายอดตายอยาก

 

ป๋ามัตซึไดระกำลังเอ็นจอยกับอีหนูของตัวเองอย่างน่าอิจฉา  ส่วนไอ้บ้ามายองเนสนั่นก็กำลังคุยอยู่กับคุณลูกสาวที่ทำท่ากระตือรือร้นเต็มที่

 

...แหม...

 

“คุณฮิจิคาตะชอบเพลงนี้มั้ยคะ  น่ารักมากเลยนะคะ  เป็นเพลงเกี่ยวกับเด็กคนหนึ่งที่หลงเข้าไปอยู่ในป่ากับพวกแฟร์รี่ค่ะ  แล้วก็ได้เต้นรำกับเหล่าแฟร์รี่อย่างมีความสุขไปตลอดกาลเลย...”

 

เจ้าหล่อนคุยเสียงหงุงหงิง  แต่อีกฝ่ายดูจะไม่รับมุขเท่าไร

 

...น่ารักบ้าอะไร  นั่นมันผีลักซ่อนแล้วเฟ้ย...

 

...เหมือนหล่อนนั่นแหละ  เอาอาหารดีๆมาล่อ  กะจะขังให้มันหนีไปไหนไม่ได้ล่ะสิ...

 

คุณกินใช้ฟันฉีกไก่กร้วมๆอย่างหงุดหงิด

 

...จะว่าไป  ทำไมต้องหงุดหงิดฟะ...

 

อีกฝ่ายเหมือนจะจับสายตาอาฆาตของเขาได้หรืออย่างไรไม่ทราบ  ฮิจิคาตะหันกลับมาสบตาเขาแวบหนึ่ง  คุณกินเบือนหนีทันทีโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

...ต้องการจะสื่ออะไรของแก...

 

เขาจับอะไรจากสายตานั้นไม่ได้  ทั้งที่ปกติแล้วเขากับมันมักจะรู้ทันกันเสมอๆ  อาจเพราะมีความคิดคล้ายกันหลายอย่าง 

 

แต่ทว่าตอนนี้...เขากลับไม่รู้กระทั่งว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร  น่าแปลกเหมือนกันที่คนเราต้องทำความเข้าใจใครสักคน ผ่านทางการค้นหาตัวเอง

 

กินโทกิกระดกเบียร์เป็นขวดที่สิบ  เลือดในกายเร่งจังหวะสูบฉีดไปทั่วร่างจากฤทธิ์แอลกอฮอล์  ในสมองบรรเจิดไปด้วยจินตนาการมากมายพรั่งพรูไม่หยุดยั้งดุจทำนบแตก  เมื่อมึนเมาเขาจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้  ควบคุมไม่ได้แม้แต่ในความคิด

 

ไม่มีใครในงานเลี้ยงสนใจเขาเท่าไรนัก  ทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำ  มีคนที่ตัวเองต้องการจะพูดคุย  เขาก็มีเหมือนกันนะ...มีอาหารที่ต้องการจะกินไง

 

คุณกินบอกตัวเองให้จดจ่อกับอาหารราคาแพงชนิดที่ชาติหนึ่งอาจมีโอกาสได้กินไม่ถึงครึ่งครั้ง  แต่สายตาเขากลับกวาดมองไปรอบตัว  ก่อนหยุดค้างอยู่ที่ไอ้บ้ามายองเนสที่ตามปกติต้องเดินมาหาเรื่องกวนตีนสักสิบยกแล้ว  ถ้าหากไม่ติดว่าโดนผู้หญิงตามจีบอยู่....

 

...ป็อปจังนะแก...

 

-----------------------------------------------------------------------

 

งานเลี้ยงผ่านพ้นไป  ฮิจิคาตะ โทชิโร่บอกลาคุณหนูมัตสึไดระอย่างยากเย็นกว่าเธอจะยอมกลับ  ส่วนป๋าก็หายไปกับอีหนูตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้  ในห้องงานเลี้ยงนั้นเหลือแต่กินโทกินอนเมาแอ๋กองอยู่กับพื้น  ขาข้างหนึ่งยกขึ้นพาดบนเก้าอี้

 

“เฮ้”

 

ฮิจิคาตะลองเอาเท้าเขี่ยๆซากของคุณลุงหัวเงินดู  อีกฝ่ายส่งเสียงในลำคออย่างหงุดหงิดก่อนปรือตามองหน้าเขา

 

“รู้แล้วๆ” กินโทกิบอกปัดรำคาญ 

 

“จะกลับบ้านถูกไหมล่ะเนี่ย”

 

“ไม่ถูก” คุณกินตอบ  ไม่รู้ว่าตั้งใจกวนตีน หรือหมายความอย่างนั้นจริงๆกันแน่

 

“ฉันต้องหลงทางไปอยู่กับแฟร์รี่แหงๆ”

 

“หืม...แค่นี้ก็คงเหมือนอยู่ในสวรรค์แล้วมั้ง  เห็นแกจ้องอีหนูของป๋าตาเป็นมันเชียว”

 

“เฮอะ” คุณกินแค่นเสียงหัวเราะแห้งๆ “ฉันก็ว่างั้นแหละ  มีแต่นางฟ้าทั้งนั้น”

 

“.......................”

 

“มีอะไร”

 

“เปล่า” ท่านรองปฏิเสธ

 

“แล้วทำหน้าแบบนั้นทำไม”

 

“หน้าแบบไหน?”

 

“แบบนั้น...” กินโทกิชี้นิ้วมาที่หน้าผากของเขาเบาๆ

 

“แกน่ะ...เป็นคนให้คุณค่ากับผู้หญิง  แต่บางทีมันก็ทำให้แกต้องเสียสละมากเกินไปรู้มั้ย  ฉันว่าแกหาความสุขใส่ตัวบ้างเถอะ”

 

อยู่ๆคุณกินก็เปลี่ยนประเด็นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย   

 

“แกเมาแล้วพูดมากทุกที” ฮิจิคาตะเมินหน้าหนีไปอีกทาง “กลับบ้านไป”

 

“อย่าปิดใจนักเลยน่า  อีหนูนั่นก็ออกจะชัดเจนว่าชอบแก  ไม่เห็นต้องเกรงใจเขาขนาดนั้นเลย  เดี๋ยวได้กินแห้วรอบสองหรอก”

 

ไม่รู้ทำไม  แต่ฮิจิคาตะรู้สึกโมโหขึ้นมาดื้อๆ

 

“ไม่ต้องมาสั่งสอนฉัน  แกไม่ใช่เพื่อนฉันด้วยซ้ำ”

 

ปกติคำพูดแค่นี้ไม่เคยทำให้อีกฝ่ายสะทกสะท้าน  และอาจตอกกลับมาว่าก็แค่สงสารเลยสั่งสอน  หากแต่วันนี้  ตอนนี้  อีกฝ่ายนิ่งชะงัก  มีเพียงแววตาที่เริ่มสั่นไหว

 

ฮิจิคาตะเพิ่งรู้สึกตัวว่า  เขาไม่ได้อยากพูดประโยคเมื่อครู่นี้ออกไปเลยสักนิด

 

คุณกินหลบสายตาลงต่ำ  พยุงร่างง่อนแง่นของตัวเองลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล  ก่อนกล่าวลาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ   

 

“กลับล่ะนะ…”

 

ไม่มีคำตอบใดจากท่านรองปีศาจ  เขายืนเฉยอยู่ตรงนั้น  ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินโซเซผ่านหลังไป  พลางหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบหนึ่งมวน  เปลวไฟเล็กๆค่อยๆหลอมละลายปลายบุหรี่ให้กลายเป็นผงขี้เถ้าช้าๆ 

 

ฮิจิคาตะมองผ่านกระจกหน้าต่าง  หิมะขาวสะท้อนแสงไฟหลากสีเกิดเป็นเงาตกกระทบอ่อนจาง  ไอเย็นจากเกล็ดน้ำแข็งสีเงินแวววาวจับวัตถุต่างๆไปทั่วทุกหกทุกแห่ง

 

...งดงาม...             

 

สำหรับบุรุษเพศ ไม่มีสิ่งใดนุ่มนวลอ่อนหวานมากไปกว่าอิสตรี 

 

โลกนี้หมุนเวียนไปอย่างเงียบงัน  หนึ่งปีกำลังจะผ่านพ้น  ความรัก  ความเศร้า  ความทรงจำ  ทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  มันยังคงฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเขา  หากกาลเวลาไม่เคยหยุดยั้ง  ท่ามกลางความวุ่นวายปลายปีสู่ศักราชใหม่  ทุกชีวิตในเอโดะเต็มไปด้วยประกายแห่งความสดใสเป็นสุข

 

ทว่า ‘มัน’ กลับดูหงอยเหงา

 

ควันบุหรี่ลอยเคว้งในอากาศเย็นเยียบ  ฮิจิคาตะครุ่นคิดถึงคนที่เพิ่งจากไป

 

เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนที่รักเขา ชายคนนั้นจะยิ้มและหัวเราะอย่างเต็มที่  แต่ทุกครั้งที่ต้องอยู่คนเดียว ต่อให้ถูกห้อมล้อมด้วยผู้คนในเมืองอันแสนวุ่นวาย เขาก็มักจะเหม่อมองท้องฟ้าอย่างเศร้าสร้อยอยู่เสมอ  ราวกับถูกดึงดูดให้กลับคืนสู่อดีตอันห่างไกล

 

อดีต...ที่เขาไม่รู้จัก

 

เขารู้จักแค่ ‘มัน’ ในปัจจุบันนี้  เขาไม่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุของความอ้างว้างและเป็นสุขในหัวใจของมัน  เหมือนที่มันเองก็ไม่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุของความอ้างว้างและเป็นสุขในหัวใจของเขา

 

...ใช่มั้ย?...

 

“บ้าเอ๊ย!”

 

ฮิจิคาตะสบถกับตัวเองเบาๆ  ก่อนหันหลังกลับ เดินออกจากห้องนั้นไปอย่างรวดเร็ว

 

-----------------------------------------------------------------------

 

I wandered alone to the forest one night

คืนหนึ่ง ฉันเตร็ดเตร่อยู่ในป่า 

Led by a music strange to hear

ถูกดึงดูดด้วยเสียงดนตรีอันแสนประหลาด  

And followed the glow of a shimmering light

ฉันเดินตามแสงสว่างพร่างพราย  

That seemed to grow distant as I grew near

ที่โชติช่วงมาจากที่ห่างไกล  ราวกับจะแผ่ขยายออกมาหาฉัน 

 

ยามดึก  ผู้คนยังเดินกันขวักไขว่  เสียงเพลงหวานหูกังวานไปทั่วเมือง  สายตาพร่ามัว  ร่างกายไม่รู้สึกถึงความหนาว  สมองสั่งการให้กลับบ้าน  แต่ขากลับพาเขาเดินวนเวียนไปมาในเมืองราตรีไม่จบสิ้น  เขาไม่ได้หลงทาง  เขาแค่...

 

“เดี๋ยว”

 

มือหนึ่งฉุดเขาจากด้านหลัง  กินโทกิหันกลับไปมอง  เห็นร่างที่คุ้นเคยยืนอยู่ตรงนั้น  เส้นผมสีดำ  ดวงตาสีดำ  ตัดกับบรรยากาศรอบด้านชัดเจน

 

“อะไรล่ะคุณเอ็ง” คุณกินถามอย่างเมาๆ “ฉันว่าฉันไม่ได้จิ๊กอะไรมาจากโรงแรมนาเหวย  แกคิดไปเองแล้วล่ะ”

 

ทว่าท่านรองยังคงนิ่ง  บีบมือเขาแน่นขึ้น

 

“เอ่อ...” คุณกินอึกอัก  ก่อนหยิบแก้วคริสตัลใบเล็กๆออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “กะ  ก็แค่แก้วใบเดียวเองเนอะ  โรงแรมไม่เจ๊งหรอก”

 

“นี่เอ็งฉกมาเรอะ!!” 

 

“ไม่ได้ตั้งใจนา  มันก็ติดมือมาเอง”

 

“งั้นฉันเอาแกติดมือไปซังเตสักคืนดีมะ!”

 

“หืม?” อีกฝ่ายแคะหูอย่างไม่ยี่หระ “แกจะนอนซังเตเป็นเพื่อนฉันหรือไง  ถ้างั้นก็โอเคนะ”

 

“ใช้ส่วนไหนคิดว่าตำรวจต้องเข้าไปนอนคุกกับคุณเอ็งวะไอ้หัวลูกโป่ง!”

 

“อ้าว!” คุณกินทำท่าตกใจ “ถ้างั้นมันก็ไม่หายคิดถึงอ่ะดิ...”

 

…ห๊ะ!?...

 

คำตอบที่ได้รับเล่นเอาท่านรองใบ้รับประทานไปเลยทีเดียว  คู่ปรับที่พร้อมจะกัดเขาอย่างเจ็บแสบทุกครั้งที่สบโอกาส  ทำไมมันถึงพูดอะไรชวนแหวะแบบนี้ออกมาได้(ฟะ) 

 

ฮิจิคาตะสะบัดหัวเรียกสติตัวเองเบาๆ  ก่อนตั้งสมมติฐานที่น่าจะใกล้ความเป็นจริงที่สุด

 

“นี่เอ็งเมาสินะ”

 

คุณกินหัวเราะคิก “คิดว่าไงล่ะ?”

 

ชายผมเงินโบกแก้วคริสตัลในมือไปมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน  ส่งยิ้มบางให้เขา  ก่อนสูดอากาศเย็นจัดเข้าไปจนเต็มปอด 

 

“แกไม่คิดว่ามันสวยเหรอ?”  กินโทกิผายมือไปทางต้นคริสมาสต์ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง  ไฟประดับสีทองทอแสงอร่ามท่ามกลางท้องฟ้าสีดำและหิมะสีขาว

 

“พระจันทร์ส่องสว่าง!”

 

“พระจันทร์บ้านป้าแกเซ่!  นั่นมันไฟประดับว้อย!!  แล้วก็พูดเบาๆหน่อย  ขายขี้หน้าชาวบ้านเขา!”

 

“เอ๊ะ!  เอ็งนี่ไม่รู้จักสุนทรียะในการกินเหล้าใต้แสงจันทร์เลยหรือไงฟะ!  ฤดูใบไม้ผลิก็ต้องชมจันทร์ใต้ต้นซากุระ...”

 

“หุบปากไปเลยไอ้เบื้อก!”

 

ฮิจิคาตะกัดฟันกระซิบบอก  ผู้คนแถวนั้นเริ่มหันมามองพวกเขาด้วยสายตาแปลกๆ  แต่ไอ้บ้าน้ำตาลนี่ก็ไม่ได้สำเหนียกอะไรเล้ย 

 

ณ วินาทีนั้น  เขาตัดสินใจลากคอมันไปส่งร้านรับจ้างสารพัดด้วยตัวเอง  ไม่งั้นคืนนี้ทั้งคืนมันก็คงเอาแต่เดินวนอยู่รอบต้นคริสมาสต์จนแข็งตายนั่นแหละ!!

 

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

 

เสียงหัวเราะร่าดังลั่นขึ้นจากคนที่โดนบังคับให้เดินตาม  ดูเหมือนบ้ามากกว่าเมา  เออ...หรือว่าเพราะเมาเลยบ้า 

 

อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

เขาไม่เคยเห็นมันเป็นแบบนี้มาก่อน  ค่า Default ของกินโทกิคือหน้าตาเบื่อโลกเหมือนปลาตาย  ปกติทุกคนจะเห็นมันเป็นแบบนั้น  ตาลุงแก่กว่าวัย  เอาแต่บ่นด่าทุกอย่างบนโลกนี้  แถมขี้เกียจตัวเป็นขน  ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่องอีกต่างหาก 

 

ถึงจะเป็นผู้ชายไร้สาระ  แต่รอยยิ้มของกินโทกิก็ไม่ใช่สิ่งที่หาดูได้ง่ายนัก  โดยเฉพาะกับคู่อาฆาตอย่างเขา

 

รอยยิ้มที่มาจากความสุขจริงๆ  เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง  ไม่ใช่รอยยิ้มแบบเก๊กหล่อหรือเยาะเย้ย

 

แล้วคืนนี้...รอยยิ้มร่าเริงเหมือนเด็กตัวกระเปี๊ยกของ ‘มัน’ ก็ทำให้คาบูกิโจดูสว่างไสวมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

 

The woods were alive with the fragrance of spring

ทั้งป่าอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งฤดูใบไม้ผลิ

But winter was everywhere clear to see

แม้ว่าภาพฤดูหนาวยังปรากฎชัดเจนในสายตา

The moon shone bright and a bat on the wing

ดวงจันทร์สาดแสงเรืองรอง  ค้างคาวสยายปีก

Beckoned me closer and said to me:

เชิญชวนเรียกร้องให้ฉันยิ่งเข้าใกล้  ก่อนกระซิบบอก

 

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่ค่อยสลักสำคัญนักในคืนฤดูร้อน  พวกเขาก็เจอกันบ่อยขึ้นเพื่อทำตามข้อตกลงบางอย่าง  ข้อตกลงนั้นเป็นความลับ  ความลับที่ถูกเก็บซ่อนอย่างมิดชิด ราวกับอยู่ในแดนสนธยา

 

พายุโหมกระหน่ำ  เส้นแบ่งระหว่างภาพฝันกับความจริงเบาบางลงจนแทบขาดสะบั้น  พวกเขาก้าวล้ำเข้าไปในเขตแดนที่ไม่ควรข้ามผ่าน  ด้วยความกระหายใคร่รู้ สัมผัสต้องห้ามช่างสวยสดงดงามและน่าหลงใหลเกินต้านทาน 

 

เมื่อทั้งโลกตกอยู่ในความมืด  กลับมีแสงสว่างส่องประกายอย่างเดียวดายจากนัยน์ตาของเขา...จากวิญญาณของเขา 

 

มนุษย์ย่อมตามหาสิ่งที่จะมาเติมเต็มกันและกัน  มิใช่สิ่งที่เหมือนกัน

 

ธรรมชาติและความจริง คือครรลองที่ควรจะเป็น  ชายหนุ่มย่อมปกป้องดูแลหญิงสาว  ความถวิลหาในรักเกิดขึ้นเพื่อการสร้างครอบครัว  ครอบครัวเกิดขึ้นเพื่อสานต่อชีวิต  ชีวิตจะเดินทางผ่านกาลเวลา  จากวันสู่เดือน  จากเดือนสู่ปี  จากปีสู่ประวัติศาสตร์  ประวัติศาสตร์ก่อกำเนิดจักรวาล  และสุดท้ายเส้นทางของจักรวาลก็จะนำพาวิญญาณของคนสองคนมาบรรจบกัน  อีกครั้ง

 

ทว่ามีครรลองที่ถูกต้อง  ก็ต้องมีครรลองที่ผิดพลั้ง  หากความถูกต้องคือแสงสว่าง  ความผิดพลั้งก็คือความมืด  ความมืดที่แอบซ่อนอยู่เบื้องหลังของผู้หันหน้าเข้าหาแสงสว่าง  มีสิ่งหนึ่งตามติดเขาไปทุกที่ดั่งเงาตามตัว 

 

สิ่งใดที่แปลกแยกแตกต่าง  สิ่งใดที่ผิดไปจากหนทางของโลกใบนี้  ความรักที่บิดเบี้ยว  ความถวิลหาที่บิดเบี้ยว  สิ่งนั้นเกิดจากอะไร?  โลกที่ไร้เหตุผล  ไร้กาลเวลา  ไร้ความถูกต้อง  มีแค่ความอ่อนแอ  ความหลังอันเจ็บช้ำ  ความปรารถนาอันหยาบช้า  ตกตะกอนลงสู่ก้นบึ้งในจิตใจ  คนเราไม่อาจจมจ่อมอยู่กับสิ่งเหล่านั้น  แต่ก็ไม่อาจละทิ้งสิ่งเหล่านั้น

 

เมื่อความอ่อนแอสำแดงอำนาจ  หัวใจด้านมืดของเขาโหยหาใครบางคนอย่างแรงกล้า

 

ใครบางคน...ที่ไม่ใช่คนที่ “ถูกต้อง” และไม่ใช่คนที่ “สมควร” จะปลอบใจเขา

 

ใครบางคนที่ไม่ได้เติมเต็ม  แต่เป็นใครบางคนที่เหมือนกัน  มองโลกด้วยสายตาคู่เดียวกัน  ใครบางคนที่สามารถเข้าใจความเจ็บปวดอย่างที่เขามี

 

ธรรมชาติและความจริง  ครรลองที่ควรจะเป็นคือชายหนุ่มย่อมถวิลหารักจากหญิงสาว 

 

ทว่าที่นี่มิใช่ความจริง  ที่นี่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ 

 

...ที่นี่คืออาณาจักรแห่งจิตวิญญาณ...

 

ภายใต้เงามืดของซอกอาคารแห่งหนึ่งในคาบูกิโจ  สองร่างโอบกอดกันแนบแน่น  ส่งผ่านไออุ่นจากร่างหนึ่งสู่อีกร่างหนึ่ง  ภายในเวลาไม่นาน...อากาศหนาวจัดก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป

 

คนตรงหน้าไม่ใช่คู่อาฆาตที่เขาเคยรู้จัก  และไม่ใช่ใครก็ตามที่เขาเคยรู้จัก

 

เส้นผมสีเงินเหลือบแสงไฟราตรี  ผิวกายของมันแห้งผาก  แต่ริมฝีปากยังคงนุ่มละมุน  ดวงตาสีดำจับจ้องใบหน้าแดงระเรื่อเพราะฤทธิ์เหล้า  หัวใจเต้นระทึกขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล 

 

ฮิจิคาตะบอกตัวเองว่า  นั่นคือใบหน้าของปีศาจร้าย  ปีศาจร้ายที่คอยยั่วยุให้เขาเดินออกจากเส้นทางแห่งความจริง  สะกดให้เขาหลงลืมว่าตัวเองเป็นใคร และกำลังจะทำอะไร

 

ปีศาจร้าย...ที่งดงามยิ่งกว่าทูตสวรรค์

 

ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา  พวกเขาเจอกันนับครั้งไม่ถ้วน  ความสัมพันธ์ที่แสดงออกต่อสายตาคนรอบข้างอาจดูไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว  ข้อตกลงนั้นถูกเก็บเป็นความลับอย่างยิ่งยวด  โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยปาก  พวกเขาร่วมมือกันกั้นเขตแดนระหว่างพวกเขาสองคนออกจากคนทั้งโลก

 

ทั้งคู่เฝ้าถามตัวเองว่าเมื่อไรมันจะจบลง  แต่ไม่ว่าเมื่อใดที่พวกเขาได้พบกัน ทุกอย่างก็จะซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง  อีกครั้ง  และอีกครั้ง  

 

“รู้มั้ย...แกน่ะมันปีศาจชัดๆ”

 

กินโทกิกระซิบบอก  สายตาที่มองมาตีความหมายไม่ได้  มือเอื้อมมาสัมผัสเส้นผมสีดำสนิท และไล้โครงหน้าคมคายนั้นช้าๆ

 

“ที่เป็นปีศาจน่ะ  แกต่างหาก”

 

เขาถูกล่อหลอก  เขาถูกกักขัง  เขาถูกความมืดครอบงำ  สิ่งเหล่านั้นทำให้เขาเลื่อนใบหน้าเข้าหามัน  ปลายจมูกสัมผัสลมหายใจแผ่วเบาชั่วขณะ  ก่อนประกบริมฝีปากลงไปอย่างนุ่มนวล

 

ไม่เกี่ยวกับเป็นเพศชายหรือเพศหญิง  ริมฝีปากมนุษย์คือส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดเหมือนกันหมดทุกคน

 

ปลายลิ้นรับรสชาติหวานปนขม  พวกเขาจูบกันอยู่นานเกือบนาที  เส้นประสาทที่อ่อนไหวถูกกระตุ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนรู้สึกอึดอัดทรมานแม้อยู่ท่ามกลางฤดูหนาว

 

“แกบอกจะหิ้วฉันไปส่งบ้าน...?” อีกฝ่ายผลักเขาออก เพื่อถามคำถามโง่ๆ

 

รองปีศาจขมวดคิ้ว  ตอบกลับไปชัดเจน

 

“ไม่ต้องกลับแล้ว”

 

"A clearing close In the forest you'll find

สิ่งเร้นลับจะประจักษ์ชัด ในป่าที่เจ้าค้นพบ                                                 

A fabulous banquet, a fairy ball

งานฉลองอันตระการตา  ภูติพรายเริงระบำ

If you close your eyes and you open your mind

หากเจ้าปิดตา และเปิดหัวใจ

The veil disappears and you'll see it all*

ม่านหมอกย่อมจางหาย  แล้วเจ้าจะเห็นทุกสิ่ง

 

ยิ่งดึกหิมะยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆ  เสียงเพลงและแสงสีล้วนถูกตัดขาดเมื่ออยู่ในห้องพักของหอนางโลมแห่งนี้  ห้องพักที่มีแค่เสื่อกับฟูกนอน  บานหน้าต่างปิดสนิทป้องกันความหนาวเย็นจากภายนอก  ทว่าภายในกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นแผ่กระจาย

 

“ยะ  อย่าเพิ่ง” กินโทกิส่งเสียงเตือน  พลางพยายามผลักศีรษะของฮิจิคาตะออกจาก...

 

อีกฝ่ายไม่สนใจ  ประทับจูบลงไปบนส่วนอ่อนไหวอย่างหนักหน่วง  เสียงเปียกแฉะผสมกับสัมผัสจากผิวลิ้นที่โลมเลียเนื้อหนัง ยิ่งทำให้แทบขาดใจ

 

“ไอ้-บ้า...!!”

 

คำสบถกลืนหายไปกับเสียงครวญครางอย่างสุดกลั้น  ร่างกายอ่อนยวบลงบนฟูกนอนยับยู่ยี่  จิกเล็บลงบนหมอนจนมือแข็งเกร็ง  หัวใจเต้นถี่กระชั้น  เลือดสูบฉีดรุนแรงขึ้นทุกที

 

“ถ้าแกไม่หยุด  ฉันจะ....”

 

อีกฝ่ายชะงักเล็กน้อย  ก่อนเหลือบดวงตาคมกริบขึ้นมอง

 

“เมื่อกี้” เขากล่าว “ที่แกบอกว่าคิดถึงน่ะ...” พูดไม่จบประโยค รู้สึกร้อนวูบวาบแปลกๆจนต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาเอง

 

“แล้วไง?” คุณกินยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน  แต่หน้าแดงซ่านจนถึงใบหู

 

“ก็นอนกับคนอื่นมันเรื่องมากนี่หว่า  เปลืองกะตังค์ด้วย  แต่กับแกเนี่ยสะดวก ฉับไว ไร้กังวล”

 

“เห็นตูเป็นตุ๊กตางยางหรือไง?” ฮิจิคาตะแอบฉุน                                  

 

“แกก็เหมือนกันนั่นแหละวะ” กินโทกิโต้กลับทันที

 

Come and play as the wild fairies play

มาเถิด  มาเล่นบรรเลง  เฉกเช่นภูติพรายในป่าแห่งเทพนิยาย  

In a magical circle, a fairy ring

ในวังวนแห่งมนตรา  ที่ภูติพรายสรรสร้าง

You won't want to leave and forever you'll stay

เจ้าจะไม่ปรารถนาจากไป  เจ้าจะอยู่ที่นี่ตลอดกาล

Where the vision is bright as spring

แดนดินที่มีแต่ฤดูใบไม้ผลิ สว่างไสวระยับจับสายตา

 

ที่จริงการเป็นคู่นอนสนองตัณหาก็เป็นข้อตกลงเพียงข้อเดียวระหว่างพวกเขาทั้งสองคน  ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเล่นสนุก  ความสัมพันธ์ของพวกเขายังคงเดิม  มีแค่เซ็กซ์เพิ่มเข้ามาบ้างในบางโอกาสเท่านั้น

 

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ามัน ‘สนุก’ จริงๆ

 

ลมหายใจหอบกระชั้นระเรี่ยปลายจมูก  ฮิจิคาตะเป็นฝ่ายคร่อมอยู่ด้านบน  มือข้างหนึ่งของเขาเลื่อนผ่านลำคอ ไหล่ หน้าอกของคนด้านล่างอย่างเชื่องช้าเนิบนาบ  ส่วนอีกข้างวนเวียนอยู่แถวสะโพกเปลือยเปล่า  เสื้อผ้าทั้งคู่กระเด็นไปคนละทิศละทาง  กินโทกิเกี่ยวคอบังคับให้อีกฝ่ายโน้มตัวลงจูบ  ความหวานซาบซ่านไปทั่วร่างกาย  สีหน้าของเขาเคลิบเคลิ้มราวกับตกอยู่ในห้วงฝัน  มือเอื้อมไปลูบเส้นผมดำขลับแผ่วเบา  นัยน์ตาสีดำที่มองกลับมาเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์หลากหลาย

 

“ขอรุกนะ”  

 

ฮิจิคาตะกระซิบบอก  ก่อนสอดแทรกปลายนิ้วเข้าไปในตัวเขาช้าๆ  คุณกินสะดุ้งเฮือก  พวกเขาทำมันมากพอที่จะจับจุดของกันและกันได้ในทันที  แรงกดนวดย้ำตรงจุดไวต่อสัมผัสภายในจนคนโดนรุกเผลอบิดตัวหนีอย่างทรมาน

 

“ทำไมไม่ทำให้เสร็จก่อนค่อยขอล่ะไอ้บ้าเอ๊ย!”

 

ด่าจบก็มีอันต้องเอามืออุดปากตัวเองแทบไม่ทัน  เพราะไม่งั้นเสียงร้องของเขาคงทำให้มาม่าซังคิดว่าไฟไหม้ห้องแน่ๆ  แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือเอาซะเลย

 

“จะกลั้นทำไมฟะ”

 

ไม่พูดเปล่าแต่ดึงมือเขาออกด้วย  คุณกินกัดฟันกรอด  ตวัดตามองท่านรองอย่างแค้นเคือง  อยากโวยวายมากกว่านี้  แต่สิ่งที่หลุดออกมามีแต่เสียงครางไม่เป็นภาษา  เรี่ยวแรงละลายหายไปหมดสิ้น  ความร้อนรุ่มพวยพุ่งจากศูนย์กลางร่างกาย  รู้สึกเหมือนอยู่กลางเปลวเพลิง  ภาพในหัวพร่ามัวสับสน  แต่ภาพคนตรงหน้ายังแจ่มชัด

 

“พอ...ได้...แล้ว...” ฝ่ายถูกกระทำเอ่ยปากอย่างอ่อนระโหย “ไอ้นั่นน่ะ...ใส่เข้ามาเลย”

 

ฮิจิคาตะขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดนิดๆ  ไม่ยอมทำตามคำสั่ง  ก้มลงไปจูบริมฝีปากเบาๆ  ปลายนิ้วยังคงหยอกเย้าวนเวียนอยู่ที่เดิม  ทิ้งจังหวะให้ช้าลงแต่หนักหน่วงขึ้น  ก่อนดึงออกแล้วกดนวดรอบๆ  จงใจปรนเปรออีกฝ่ายให้สำลักความกระสันจนไม่อาจต่อต้านหรือออกคำสั่งใดๆอีก 

 

“อย่า...  อย่า!!”

 

กินโทกิกรีดเสียงสูง  สูญเสียการควบคุมร่างกายตัวเองอย่างสิ้นเชิง  บางอย่างในร่างกำลังจะล้นทะลัก  ความพึงพอใจผสมความปั่นป่วนทุรนทุรายพุ่งสูงขึ้นจนใกล้ถึงขีดจำกัด 

 

ทว่าทุกอย่างกลับหยุดอยู่เพียงเท่านั้น

 

“ไอ้...!!”

 

...แบบนี้ทุกที!!...

 

“ก็มันไม่แฟร์นี่หว่า  แกสนุกอยู่คนเดียว” อีกฝ่ายพูดราวกับเป็นความผิดของเขา

 

“ฉันขอหรือไง  บอกให้ใส่ๆมาก็เสือกเรื่องมากเอง” คุณกินว่า

 

ดวงหน้าคมเข้มขึ้นสีแดงระเรื่อ  ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะเขินทำไม  ชอบที่โดนด่า? 

 

ถึงอย่างนั้นฮิจิคาตะก็เปลี่ยนมาทำตามกินโทกิอย่างว่าง่าย  ความรู้สึกที่ได้เบียดเสียดเข้าไปในร่างของฝ่ายรับนั้นคับแน่นจนเผลอครางออกมา 

 

“เจ็บ...”

 

ปากบอกเจ็บ  แต่ร่างกายกลับดูดกลืนบีบรัดเขาจนแทบจะขยับไม่ได้  สีหน้าแสดงออกชัดเจนว่าหลงระเริงไปกับรสสัมผัสนั้นเพียงใด

 

“กินโทกิ...”

 

เสียงแหบต่ำเรียกหาคนนอนอยู่ด้านล่าง  เจ้าของชื่อปรายตามองเขาอย่างอ่อนแรง  ใบหน้าแดงก่ำ  หอบหายใจถี่กระชั้น  ทั้งคู่จดจ้องกันเนิ่นนานโดยไม่มีคำพูดใดๆ

 

กินโทกิตอนนี้ดูแปลกไปจากเวลาปกติ  เขานึกสงสัยมาตลอดว่าทำไมมันถึงแตกต่างกันมากมายนัก

 

...ถึงจะเคยทำกับผู้หญิงมาก่อน  แต่แกคงไม่ได้มีสีหน้าท่าทางแบบนั้นหรอกใช่มั้ย...

 

...คงไม่มีใครเคยเห็นแกในสภาพนี้สินะ...

 

...นอกจากฉัน...

 

Come and dance the wild fairy dance

มาเถิด  มาเริงระบำ  เฉกเช่นภูติพรายในป่าแห่งเทพนิยาย

Spin in a circle as fast as light

หมุนคว้างในวงเต้นรำ  รวดเร็วดุจชั่วขณะที่แสงสั่นไหว

Once you begin you are caught in a trance

เพียงครั้งหนึ่งที่เจ้าเริ่มต้น  เจ้าจะถูกสะกดให้หลงเคลิ้ม

And the world can grow old in a single night

แล้วทั้งโลกของเจ้าจะแปรเปลี่ยนไปภายในคืนเดียว

 

...ไม่ต้องห่วง  ฉันจะเก็บมันเป็นความลับ...

 

...จะไม่มีใครรู้  จะไม่มีใครเห็น...

 

...จะไม่มีสิ่งผิดปกติใดใดหลุดลอดออกไป...

 

...พื้นที่ของฉันกับแกจะไม่มีใครเข้าถึง...

 

...พื้นที่ของความสนุกอันน่าชัง  ที่มีแค่ฉันกับแกที่เข้าใจ...

 

...พื้นที่ของพวกอ่อนแอขี้ขลาด  แต่พยายามเหลือเกินที่จะกล้าหาญ... 

 

...ดังเช่นเราสองคน...

 

ฮิจิคาตะเอื้อมมือไปแตะหน้าผากของกินโทกิอย่างอ่อนโยน  มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยใช่ไหม ที่เขากับมันจะอยู่ด้วยกันในสถานการณ์แบบนี้?

 

เรื่องนั้นเขาเองก็รู้ดีที่สุด

 

...ไม่ต้องมาสั่งสอนฉัน  แกไม่ใช่เพื่อนฉันด้วยซ้ำ...

 

สายตาสั่นไหวของกินโทกิตอนเขาพูดประโยคนั้นยังคงฝังแน่น  ฮิจิคาตะไม่ได้คิดไปเองว่ามันดูเจ็บปวดอ้างว้าง  บางทีเขาก็ลืมไปว่ามันไม่ใช่คนแข็งแกร่งอย่างที่เห็นภายนอก

 

สายตาเพียงไม่กี่วินาทีก่อนหน้านั้น  เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาตามหามันมาจนถึงขณะนี้  เขาไม่รู้ว่าตัวเองต้องการจะทำอะไรกับมัน  เขารู้แต่ว่าเขาไม่สามารถทนอยู่เฉยได้  สายตานั้นอาจรบกวนเขาไปทั้งคืน ทั้งวัน หรืออาจทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ 

 

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันคือคนที่ยืนอยู่เคียงข้างเขาเสมอ ต่อให้เป็นเวลาที่หนักหนาสาหัสแค่ไหนก็ตาม 

 

แต่การที่เขาเห็นใจมัน  ไม่ใช่เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณ

 

เขาก็แค่...อยากทำ

 

...ตอนนี้  แกไม่ได้เศร้าแล้วใช่มั้ย  กินโทกิ...

 

จูบ  ให้สัมผัสที่อบอุ่นร้อนแรง  เรือนร่างของบุรุษเพศปราศจากความอ่อนหวานนิ่มนวล  มีเพียงความนุ่มละมุนบนเรียวปาก  ยามมันแนบชิดกันพวกเขาแทบหลอมละลาย  พวกเขาลิ้มรส  พวกเขาได้กลิ่น  พวกเขาสัมผัสกันและกันอย่างบ้าคลั่ง 

 

พวกเขาไม่ใช้คำพูด  พวกเขาไม่มีคำอธิบาย  เพราะทันทีที่ใช้คำพูดอธิบาย พวกเขาจะเริ่มขัดแย้ง  หากใช้แค่สายตากับภาษากาย ทุกอย่างกลับกระจ่างแจ้ง  ความเข้าใจเติมเต็มจิตวิญญาณจนเอ่อล้น 

 

ร่องรอยของบาดแผลจากการต่อสู้ปรากฎอยู่ทั่วไป  ร่างกายนี้แข็งแกร่งและเอาชนะศัตรูมาได้นับไม่ถ้วน  ทว่าตอนนี้ร่างนั้นกำลังบิดเร่าอยู่เบื้องล่าง  โอนอ่อนไปตามความสุขสมที่เขามอบให้  การขัดขืนไร้ซึ่งพลัง  หยดน้ำตาไหลริน  ส่งเสียงสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมครั้งแล้วครั้งเล่า

 

กินโทกิปัดป่ายมือไปในอากาศ  เขาคว้าไว้กอดดึงร่างมันมาโอบกอด  ฝังจมูกลงไปบนซอกคอเปียกชื้น  สูดดมกลิ่นชวนดึงดูดแปลกๆจากอีกฝ่ายจนเต็มอิ่ม เป็นกลิ่นหอมสะอาดคล้ายแชมพูปนกับกลิ่นเฉพาะตัวของมัน  เหมือนวันนั้น...วันที่เขากับมัน ‘ทำ’ กันครั้งแรก

 

เพียงแต่วันนั้น...ตำแหน่งของเขากับมันสลับกันนิดหน่อย

 

When I closed my eyes to the shimmering light

เมื่อฉันปิดตา มุ่งหน้าเข้าหาประกายแสงนั้น

All memory faded and I could see

ฉันลืมสิ้นทุกสิ่ง  และสามารถมองเห็น

That a mushroom circle of red and white

ร่มดอกเห็ดที่มีวงสีแดง กับสีขาว

And myriad fairies surrounded me

และภูติพรายนับหมื่นแสนรายล้อมอยู่รอบตัว

 

ภายใต้เนื้อหนังร้อนรุ่ม  เสียงหัวใจสองดวงกำลังแข่งกันสูบฉีดเลือดรุนแรง  ฮิจิคาตะกวาดเรียวลิ้นโลมเลียสลับกับจูบจนปากแดงช้ำกันทั้งคู่

 

“อ๊ะ  แรงๆ”

 

กินโทกิสะดุ้งเฮือก  ร้องบอกเสียงหลง

 

“ตรงนี้?”

 

ลองถามหยั่งเชิง พลางใส่แรงกระแทกลงไป  แต่ดูจากสีหน้าก็ได้คำตอบแล้ว

 

“อึ่ก!  ตรงนั้นแหละ  ตรงนั้น...ตรงนั้น...อะ  อ๊า!!!”

 

ภายในร่างของมันบีบรัดแน่นเข้าทันที  ฮิจิคาตะพยายามอดกลั้นไม่ปล่อยตัวไปกับสัมผัสนั้น  ยื้อให้ขีดสุดของตัวเองอยู่ห่างออกไปอีกแม้จะยากเย็นเหลือเกิน  โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายมีสีหน้าท่าทางยั่วยวนชวนจิตเตลิดขนาดนี้

 

“ชะ  ช่วยฉันที”

 

คุณกินเอ่ยขึ้น  ดึงมือเขาไปจับตรงหว่างขาของตัวเอง  เมือกลื่นไหลเยิ้มไปตามซอกนิ้ว  ฮิจิคาตะไม่ขัดข้อง  เขากอบกำของอีกฝ่ายไว้แล้วเริ่มบำเรออย่างเต็มที่  ลากนิ้วถูผ่านส่วนอ่อนไหวที่สุด  เพราะยิ่งสัมผัสมันเท่าไร  ภายในร่างของมันก็ยิ่งบีบรัดมากขึ้นเท่านั้น

 

“โคตร...แน่น...”

 

“ฉันจะไม่ไหวแล้ว” กินโทกิกล่าว  ท่าทางทรมานกับการอดทนไม่ให้ถึงขีดสุดของตัวเองอย่างมาก

 

“ไม่ยื้อแล้วนะ  ปล่อยเสร็จสักทีเถอะ”

 

“อ๊ะ!  เดี๋ยว!  อีกนิดสิ...”

 

ฝ่ายรับผ่อนจังหวะช้าลง  ก่อนออกคำสั่งอีกครั้ง

 

“ฮิจิคาตะ” พูดพลางดึงอีกมืออีกข้างของเขามาวางทาบตรงหน้าอกด้านซ้าย “ทำตรงนี้ด้วย”

 

“ทำอะไร?”

 

“อะไรก็ได้” คุณกินบอก 

 

ท่านรองปัดนิ้วผ่านยอดอกช้าๆ  เสียงครางดังขึ้นอย่างเสียวซ่าน  ภายในตอบสนองโดยการตอดรัดไม่หยุด  เขารู้ดีว่าขีดจำกัดของทั้งเขาและมันกำลังรุกไล่เข้ามาเรื่อยๆ

 

ริมฝีปากร้อนผ่าวโน้มลงไปลากไล้ผ่านยอดอกแทนนิ้วมือ  คนด้านล่างเผลอตัวตอบรับเต็มที่

 

“จะ...ถึงแล้ว  ฮิจิคาตะ...ตรงนั้น  รู้สึก...ดะ...ดีมากๆเลย  หยะ...อย่าเลียมันนะ  อย่า..!!!!!”

 

ฮิจิคาตะรู้สึกได้ถึงความอุ่นชื้นพุ่งทะลักออกมาจนเต็มกำมือข้างที่ใช่ ‘ช่วย’ ทั้งตัวสั่นกระตุก  ภายในบีบรัดเขาจนทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน

 

“กิน...อ๊ะ!!”    

 

ความปั่นป่วนทะยานสู่จุดระเบิด  เขาไม่รับรู้อะไรอีกนอกจากความเร่าร้อนที่แผ่กระจายไปทั่วร่าง  เสียงครางดังประสานกันไม่รู้เสียงใครเป็นเสียงใคร

 

Beyond all space and beyond all time

เกินขอบเขตจักรวาล  เหนืออำนาจกาลเวลา

On gossamer wings did the fairies fly

บนปีกบางเบา เหล่าภูติพรายโบยบิน

With a joy unknown to a music sublime

ด้วยความสุขสมที่ไม่เคยรู้จัก  สู่บทเพลงแห่งสรวงสวรรค์

The fairies danced, and there danced I

ณ ที่นั่น ฉันเริงระบำกับเหล่าภูติพราย...

 

“อยากต่ออีกยกหรือไง?”

 

กินโทกินอนหมดแรงบนฟูกยับย่น หันหน้ามาคุยกับท่านรองที่นั่งเปลือยอยู่ข้างๆ  มือข้างหนึ่งคว้าไฟแช็กขึ้นมาจุดบุหรี่  สีหน้าเหมือนยังไม่ค่อยหนำใจเท่าไร 

 

“ฉันเหนื่อยแล้วนาเหวย” คุณกินถอนหายใจยาวเหยียด “แล้วฉันก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณเอ็งจะต้องดูดมะเร็งหลังทำกันทุกที  อย่างกับฉากเห่ยๆในละครน้ำเน่ารุ่นแม่จ๋ายังเอ๊าะเลยฟ่ะ”

 

“ละครน้ำเน่าบ้านแม่แกคงจะมีผู้ชายสองคนมาฟีตเจอริ่งกันให้ดูด้วยสินะ?” ฮิจิคาตะตอบ  เส้นเลือดปูดน้อยๆ  พ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นสาย

 

“เอ๊อ!  แกนี่ไม่รู้อะไร  ของชอบของแม่บ้านสมัยนี้เขาล่ะ”

 

“ช่างแม่มเฮอะ!!” รองปีศาจตัดบท  ขืนเถียงกันต่อมีหวังไม่ได้หลับยันสว่างแหงม  สำหรับพวกเขาสองคนก็มีเรื่องให้ทำด้วยกันอยู่แค่ไม่กี่อย่าง  ไม่ด่ากันก็ตีกัน  ไม่ตีกันก็...อืม...นั่นแหละ

 

คุณลุงหัวเงินบ่นอะไรไม่รู้งึมงำในลำคอ  ก่อนหลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย  ทว่าอีกฝ่ายกลับดับบุหรี่ในมือ แล้วโน้มตัวมาจูบเขาอีกครั้ง

 

“ฉันยังไม่เหนื่อยเลย”

 

เสียงห้าวๆพูดราบเรียบ  แต่กินโทกิรู้สึกว่ามันช่างกวนประสาทอย่างถึงที่สุดจริงๆ

 

“แน่ล่ะสิ!  ก็แกเป็นฝ่ายจิ้มนี่หว่า  ประหยัดพลังงานดีเกินไปหน่อยมั้ง!!” คุณกินผลักใบหน้าอีกฝ่ายออก  กลิ่นบุหรี่ตกค้างอยู่บนจมูกและปลายลิ้น

 

“ต่อไปแกรุกสิ”

 

ดวงตาคมเข้มไม่มีเจตนาหาเรื่องโดยสิ้นเชิง  ท่านรองมองหน้าเขา  ยืนยันความต้องการอย่างหนักแน่นทางสายตา

 

...วันนี้เป็นอะไรของมัน... 

 

“ให้ฉันทำน่ะเรอะ?” คุณกินว่า “ลุกไม่ไหวแล้วเฟ้ย  เจ็บตูด”

 

ฮิจิคาตะขมวดคิ้วมุ่น  ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่ออีกครั้ง

 

“เล่นออนท็อปมั้ยล่ะ?”

 

"Those who seek us surely find us

ใครแสวงหาเรา  ย่อมค้นพบเรา

See the trail we leave behind us

เห็นรอยทางเบื้องหลังที่เราพ้นผ่าน

Some bewildered, some enlightened

บางคนสับสน  บางคนกระจ่างแจ้ง

Some are brave, some are frightened

บางคนกล้าหาญ  บางคนหวาดกลัว

Are we kind or are we vicious?

คิดว่าเราอ่อนโยน  หรือโหดร้ายกันเล่า?

Nectar poison or delicious?

น้ำทิพย์อันหอมหวาน หรือยาพิษ?

That, my sweet, you will discover

นั่นแหละ...ที่รัก  เจ้าจะค้นพบ

Fairy foe, or fairy lover"

ว่าเจ้าเป็นศัตรูคู่แค้น หรือเป็นคนรัก...กันแน่

 

อากาศตอนเช้าตรู่เย็นจัด  ร่างในอ้อมกอดหลับสนิท  ลมหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอ  เส้นผมสีดำเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ  กินโทกิจับจ้องโครงหน้าคมเข้มนั้นยาวนาน  เผลอเอื้อมมือไปลูบไล้ริมฝีปากของอีกฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

...อุ่น...

 

คนหลับขยับเข้าหาความอบอุ่นโดยสัญชาตญาณ  แขนสองข้างโอบเอวเขาเหนียวแน่น  การมีเครื่องทำความร้อนตามธรรมชาตินอนอยู่ข้างๆในฤดูหนาว ทำให้ร่างกายรู้สึกอุ่นสบายจนไม่อยากลุกจากไปไหน

 

...แล้วก็ไม่กล้าปลุกด้วย...

 

ความสัมพันธ์โง่ๆนี่เริ่มต้นเมื่อฤดูร้อนปีก่อน  พวกเขาไม่ได้เป็นอะไรกันทั้งสิ้น  คำนิยามที่ใกล้เคียงที่สุดคือคำว่าคู่ขา  พวกเขาเคยเป็นผู้ชายปกติธรรมดา  จนกระทั่งคืนหนึ่ง ความอยากรู้อยากเห็นทำให้พวกเขาทดลองทำอะไรบ้าๆ  และคิดว่าจะลืมมันได้อย่างง่ายดาย

 

แม้ประจักษ์แก่ใจว่ามันไม่ง่าย  พวกเขาก็ยังทำเป็นไม่ทุกข์ร้อน  เล่นสนุกกับมันมาจนถึงทุกวันนี้ 

 

การเล่นสนุกเป็นสิ่งจำเป็นไหม?

 

ถ้าหากมันไม่จำเป็น  ทำไมพวกเขาจึงต้องการจะทำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ถ้าหากการเล่นสนุกเป็น ‘แค่’ การเล่นสนุก  แล้วทำไมพวกเขาจึงฝัง ‘เรื่องแค่นั้น’ ลงหลุมไปไม่ได้ง่ายๆ?

 

ถ้าหากพวกเขาไม่เคยรู้จักความรู้สึกแบบนั้น  พวกเขาคงไม่ปรารถนามันมากขนาดนี้

 

เหมือนเด็กหลงทางในป่า  หลงใหลความงามของภาพลวงตา  อยากรู้อยากเห็นในเรื่องโง่ๆจนก้าวข้ามเขตแดนของโลกมนุษย์ไปสู่โลกวิญญาณ

 

...ไม่มีใครได้กลับมา...

 

...แต่ต่อให้ได้กลับมา  โลกที่เด็กคนนั้นเห็นก็จะไม่วันเหมือนเดิม...

 

บรรยากาศชวนหลงใหลในคืนนั้น  รอยจูบอ่อนหวานในคืนนั้น  ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะต่อต้านมันได้  แต่ปัญหาคือ...ทำไมสิ่งเหล่านั้นจึงเกิดขึ้น

 

ยิ่งคิด  ยิ่งรู้สึกว่าไม่ควรแสวงหาคำตอบ  เขารู้สึกว่าใบหน้าตัวเองร้อนผ่าว  สภาพที่เขากำลังเป็นอยู่ตอนนี้  ไม่ใช่สภาพที่พูดได้เต็มปากว่าเขากับมันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันมากมาย

 

คนไม่เกี่ยวข้อง  ไม่มีความสำคัญต่อกัน  จะโอบกอดกันนอนหลับงั้นหรือ?

 

หน้าตอนหลับของคนข้างๆทำให้เขาใจเต้นรัวอย่างไร้เหตุผลได้ทุกครั้ง 

 

กินโทกิสะบัดหัวแรงๆขับไล่ความคิดบ้าๆ  สายตาเลื่อนลอยเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง  ศักราชใหม่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า 

 

เขาไม่รู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี่มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

สิ่งที่เขารู้ตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว...แม้จะไม่อยากยอมรับเอาซะเลย

 

...โคตรมีความสุข... 

 

I wandered alone to the forest one night

คืนหนึ่ง ฉันเตร็ดเตร่อยู่ในป่า

Led by a music strange to hear

ถูกดึงดูดด้วยเสียงดนตรีอันแสนประหลาด

If you happen to pass when the moon is bright

หากเธอบังเอิญล่วงล้ำเข้าไป  ในคืนที่ดวงจันทร์ฉายแสง

And the veils are thin you will find me here

และม่านหมอกจางลง  เธอจะพบฉันที่นี่

If the veils are thin you will find me here

หากม่านหมอกจางหาย  เธอจะพบฉัน...ที่นี่

 

+++++++++++++++++++++++(จบตอนพิเศษ) +++++++++++++++++++++++

สวัสดีค่ะ  วันนี้เจ้าของบล็อกมีโปรเจ็กต์ใหม่มานำเสนอค่าา  โปรเจ็กต์นี้เป็นโปรเจ็กต์นิยายผสมการ์ตูนแก๊ก  ทำร่วมกับขุ่นเพื่อน Realize ค่ะ  โดยที่เราจะเป็นคนเขียนบทนิยาย  ส่วนเพื่อนจะวาดการ์ตูน  มุขตลกช่วยกันคิดค่ะ
 
"โค้งปาฏิหาริย์" หรือ "Unknow Street" เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทางโค้งทางหนึ่งซึ่งเป็นโค้งอาถรรพ์  เกิดอุบัติเหตุ และมีคนตายตรงนั้นบ่อยมาก  จนกลายเป็นตำนานเล่าขานของเมือง  เหล่าวิญญาณที่ตายตรงนั้นล้วนติดที่และคอยหาตัวตายตัวแทนอยู่เสมอ  ใครผ่านไปผ่านมาดึกๆมีอันต้องเจอของดีกันทุกราย  เฮี้ยนจนคนสร้างศาลให้ใหญ่โต
 
แต่ทว่าตำนานเมืองนั้นไม่ได้มีเพียงบทเดียว...
 
อ่านเรื่องย่อจบแล้ว  สาบานได้ว่ามันคือแนวคอมเมดี้ 5555+  แต่มันคือแนวคอมเมดี้จริงๆนะคะ!!!
 
ตอนนี้งอกออกมาแล้วสองตอนค่ะ  เย้!!  ติดตามความเคลื่อนไหวของเราได้ที่เพจนี้เลยค่ะ
 
 
 
เข้าสู่ช่วงแนะนำตัวละคร  
 
 
พระเอกนิยายที่หล่อไฮโซที่สุดในประเทศเทยค่าาาาาา  พี่คนขับแท็กซี่นั่นเอง!!
 
เรื่องนี้จะเริ่มต้นจากมหกรรมความซวยของพี่แท็กซี่คนนี้แท้ๆเลยค่ะ  ถ้าพี่คนนี้ไม่ดวงตก  จิตตก  เส้นชีวิตขาด  เรื่องนี้คงดำเนินไปไหนไม่ได้  เพราะงั้น...พี่จำเป็นต้องซวยนะคะ (อินี่...)
 
นอกจาก เมะ พระเอกของเราจะเป็นสไตล์คุณชายเกาหลี ตามแบบฉบับที่ถูกต้องของนิยายไทยก้าวไกลสู่อาเซียนแล้ว  เคะ พระรองของเราก็ยังดูดีไม่แพ้กันค่ะ  ทั้งอบอุ่น บ้านรวย  หน้าตาดี  ประกอบอาชีพที่ต้องใช้อารมณ์ศิลปินสูงงง  นั่นคือ  เด็กแว้นซ์ค่ะ!!!
 
 
สองคนแรกคือ เมะกับเคะ  พระเอกสุดเพอร์เฟคแมน(คนขับแท็กซี่)  และพระรองแสนสุภาพบุรุษ(เด็กแว้นซ์)  ส่วนคนขวาสุดนั่นใคร?  Who is she?  Coming Soon นะจ้ะ  บอกใบ้ให้ว่า  นางคือตำนานเมืองอีกบทหนึ่ง  แถมเป็น "นางเอก" ด้วยนะคะ  นางเอกประเภทที่ทำให้ พระเอก  พระรอง  กลายเป็นคู่วายได้กันเอง  
 
นอกจากพระเอกสุดหล่อ  พระรองแสนอบอุ่น  และนางเอกผู้เป็นตำนานนนน  เรายังมีสาวๆสุดโมเอะให้ท่านได้ชื่นชมในเรื่องอีกมากมาย  ตัวอย่างเช่น...
 
 
 
...น้องนางเหล่านี้...
 
 
ขอย้ำว่า  พวกนางโมเอะจริงๆนะจ๊ะ  โมเอะจนเขย่าหัวใจของคุณให้สั่นสะท้านได้เลยทีเดียว
 
 
จบการแนะนำแล้ว ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจติดตามผลงานของเรานะคะ  เราตั้งใจเขียนเรื่องนี้กันอย่างสุดฝีมือ  รีดเร้นพลังวรรตระเบิดมุขเสื่อมเท่าที่ชะนีกากๆสองคนจะทำร้ายตัวละครหน้าตาดีของตัวเองให้เสื่อมเสียได้เลยล่ะค่ะ
 
หวังอย่างยิ่งว่าท่านจะได้รับความบันเทิงเบาๆระหว่างวันจากนิยายเรื่องนี้ค่าาาา
 

Fic-Attack on Titan: Miss Mary (Jean/Armin) #Oneshot

posted on 28 Dec 2013 15:30 by god-eyes in Fiction directory Fiction, Cartoon
 
ฟิคไททันคู่แจนมินจ้า  เขียนขึ้นตามรีเควสของคุณ R★ ในกิจกรรม Secret Attack on Titan ค่ะ 
เนื้อความคือ  เมื่อแจนพยายามสารภาพรักกับอาร์มิน  แต่ดันกำลังหนีตายจากไททันอยู่เนี่ยสิ!
 
แน่นอนว่าเป็นแนว Yaoi ชายได้ชายคือยอดชายนะจ๊ะ  เราเตือนท่านแล้ว  ถ้าฝืนอ่านแล้วมาด่าเราทีหลังว่าอยากอ้วกอะไีรแบบนี้  เราจะอ้วกใส่หน้าท่านค่ะ
 
เรต PG 13  ใสๆ เบาๆ ไม่มีอะไรในกอไผ่
 
 
--------------------------------------------------------------------
 
 

Miss Mary

 

คงจะมีที่ไหนสักแห่งในจักรวาล ที่พวกเราได้ใช้ชีวิต และตายจากไปอย่างสงบสุข 

ฉันไม่รู้ว่าเธอฝันถึงสิ่งใด  ฉันไม่รู้ว่าสุดขอบจักรวาลนั้น  โลกที่เราใฝ่ฝันถึงจะมีอยู่จริงไหม

...แต่ฉันก็คิดว่าดีแล้ว...

 

สิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้  มันอาจโหดร้ายทารุณ

ทว่านี่คือโลกแห่งความจริง ที่ฉันเหยียบเท้าลงไปอย่างหวาดกลัว

แม้จะเป็นดังนั้น  ฉันก็เลือกที่จะซื่อตรงกับมัน  เลือก...ที่จะสู้อย่างเต็มภาคภูมิ

ไม่ว่าที่ใดในจักรวาล ใจที่ศรัทธาจะไม่มีวันพ่ายแพ้ 

 

 

“ฟังดูดีนะ  แต่พอถึงเวลานั้นจริงๆ เราก็ทำได้แค่วิ่งหนีพวกไททันจนหางชี้”

 

ประโยคนั้นกลั้วเสียงหัวเราะแห้งๆ ผสมอารมณ์ที่หลากหลาย  แจนพูดมันขึ้นมาในคืนหนึ่ง  ขณะก้มหน้าก้มตาขัดอุปกรณ์เครื่องย้ายสามมิติตรงหน้าจนเงาวับ  อาร์มินไม่โกรธเคืองอะไรกับคำพูดนั้น  แม้จะไม่เห็นด้วย แต่ก็รู้สึกเฉยๆ  พวกเขาผ่านอะไรมาด้วยกันมากพอจนรู้ว่ามันไม่ใช่แค่คำพูดคะนองปาก

 

ตอนเจอกับศัตรูที่ยิ่งใหญ่กว่าจนเกินกำลัง  คนเราจะรู้ตัวโดยอัตโนมัติว่า ตนเป็นแค่เศษฝุ่นบนโลกนี้เท่านั้น  ตายจากไปเหมือนใบไม้ร่วง  ที่จริงแล้วพวกเราไม่เคยมีชื่อ  หรือบางที...อาจไม่เคยมีตัวตน  แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะยอมแพ้

 

เพราะคิดแบบนั้นทุกคนจึงเลือกเข้ากองทหารทีมสำรวจ 

 

“นายนี่ก็คิดเพ้อฝันดีนะอาร์มิน” แจนฉีกยิ้มกว้าง เอื้อมมือมาขยี้หัวเขาเบาๆ

 

“รู้ป่ะว่า...ภาษาเขียนของนายเนี่ยเป็นนักกวีได้เลยนา  เอ้อ  นายก็เป็นคนหัวดีอยู่แล้วนี่หว่า  บางทีฉันก็แปลกใจจริงๆ ที่เด็กบ้าเรียนอย่างนายมาเป็นทหาร  อ่า...แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ดีหรอกนะ  กลยุทธ์ของนายน่ะ  สุดยอดไปเลย  รู้มั้ย  เป็นประโยชน์กับทุกคนมากๆ”

 

อาร์มินยิ้มบาง ไม่ตอบอะไร  พลางหันมาจัดการทำความสะอาดในส่วนของตัวเองต่อ

 

กลางดึก  ห้องโถงโล่งกว้าง  นานๆ ทีก็จะเห็นผู้บังคับหมู่ฮันซี่เดินผ่านไปผ่านมาตรงระเบียงทางเดิน  ทำท่าตื่นเต้นเหมือนค้นพบทฤษฎีใหม่  แต่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเมื่อฟ้าสาง  หัวหน้ารีไวคงมีอันได้ฉีกสำเนาเกี่ยวกับความยาวของเส้นผม และเล็บเท้าคุณแมรี่(ไททันตัวใหม่ที่จับมาได้) ซึ่งถูกส่งไปกว่าสองร้อยฉบับก่อนหน้านี้อีกครั้ง

 

นอกจากทหารยาม และผู้บังคับหมู่ฮันซี่  ทั้งกองทหารดูเหมือนจะเข้านอนกันหมดแล้ว  แม้บางครั้งบางคราว ถ้าอาร์มินเดินผ่านห้องหัวหน้าทหารเอลวิน ก็จะเห็นแสงไฟลอดผ่านรอยต่อของประตูสว่างอยู่ตลอดคืนเช่นกัน  แต่ตามปกติ คนอื่นๆ จะไม่ค่อยออกมาเพ่นพ่านตอนกลางดึกเท่าไรนัก 

 

แจนกับเขาจับสลากได้เป็นเวรทำความสะอาดด้วยกัน  เพราะเหตุนี้ ตั้งแต่เข้าทีมสำรวจมา พวกเขาจึงสนิทสนมกันมากขึ้นโดยปริยาย 

 

“เขาไม่หลับไม่นอนบ้างหรือไงนะ” แจนมองตามผู้บังคับหมู่ฮันซี่ ที่กำลังใช้สองแขนประคองขวดแก้วบรรจุสารต่างๆ จนเต็มหอบ วิ่งทั่กๆ อย่างกระตือรือร้น จนหายลับจากสายตาพวกเขาทั้งคู่ไป

 

“ไปเอาพลังมาจากไหนกันนะ  ถามจริงเหอะ...นายเคยเห็นเธอนอนหลับบ้างหรือเปล่า?”

 

อาร์มินยิ้มแหยๆ

 

“อย่าว่าแต่นอนหลับเลย  ผมไม่เคยเห็นเธอเหนื่อยด้วยซ้ำ”

 

“เออ  ถูกของนาย” แจนเออออ  ก่อนหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ  ไม่รู้ทำไม แต่อาร์มินก็พลอยขำไปด้วย

 

“ให้ตายเถอะ  อย่างคุณฮันซี่ถ้าต้องไปอยู่ในจักรวาลที่ไม่มีไททันล่ะก็  คงเฉาตายแน่ๆ”

 

“ความเพ้อฝันของผมไม่เป็นประโยชน์เลยจริงๆ  มีตั้งคนนึงที่จะยอมตายอยู่โลกนี้ ดีกว่าอยู่ในจักรวาลที่ปลอดภัยจากไททัน”

 

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ”

 

“ดีจังนะ  ได้ทำงานที่ตัวเองรักทุกวัน  ถึงจะฟังดูแปลกก็เถอะ  แต่เธอเป็นคนเดียวที่ดูมีความสุขมากจริงๆ” อาร์มินว่า

 

“นั่นสินะ  จะมีใครมาเป็นทหารเพราะใจรักอาชีพได้ขนาดนี้อีกเนี่ย” แจนเห็นด้วย

 

“อืม  เท่าที่เห็นก็มีอยู่คนนึงน่ะนะ  คนที่อยากจะฆ่าให้หมด  ไม่ให้เหลือสักตัวเดียวน่ะ”

 

“ใช่นายเอ.นามสมมติเพื่อนสนิทนายหรือเปล่า”

 

“อา...นายเอ.น่ะเหรอ  ศึกแรกทำผมซึมไปเป็นวันเลยนะ  เล่นโดนงับขาขาดไปต่อหน้าต่อตาผมซะงั้น”

 

“นายนี่มันร้ายกาจ!!!” แจนทำหน้าตกตะลึงปนขำ เอื้อมมือมาขยี้หัวเขาอีกครั้ง

 

“ร้ายกาจมาก!  กัดลับหลังได้เจ็บแสบชะมัด  นายเป็นเสือน้อยหรือไง?  ชักสงสารไอ้บ้าเอเรนขึ้นมาแล้วสิ”

 

อาร์มินยิ้มตอบอย่างรู้สึกผิดนิดๆ

 

“เพราะเรารอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้นมาได้ต่างหาก  เมื่อมองกลับไป เราถึงเห็นมันเป็นเรื่องตลก  ถ้าคราวนั้นเอเรนตายจริงๆ  ผมคงไม่กล้าจับดาบสู้อีกครั้งเหมือนอย่างตอนนี้หรอก”

 

เมื่อได้ฟัง อีกฝ่ายก็ชะงักไปเล็กน้อย

 

“พูดอะไรอย่างนั้น  มันไม่ใช่ความผิดของนายนะ” แจนพูด  น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยอย่างเคย

 

“ผิดสิ” อาร์มินตอบหนักแน่น “ผมไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้  ต่อให้ผมสามารถคิดแผนการได้สักเท่าไรก็ตาม  แต่อ่อนแอก็คืออ่อนแอ  นั่นแหละความจริง”

 

ถึงจะพูดอย่างนั้น  แต่แววตาของอาร์มินปราศจากความสมเพชตัวเองอย่างสิ้นเชิง  กลับกัน...มันดูแข็งกร้าวเสียด้วยซ้ำ

 

“รู้มั้ย  นายน่ะมันเสือน้อยจริงๆ นั่นแหละ”

 

“ผมน่ะ  ขี้ขลาดจะตาย  ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้น  แต่เพราะมิคาสะกับเอเรนไว้วางใจในตัวผม  ผมเลยอยากต่อสู้เพื่อพวกเขาอย่างเต็มที่” อาร์มินพูดด้วยท่าทีสงบนิ่งเหมือนน้ำลึกใต้ทะเลสาบ

 

“แล้วก็คงมีแต่เรื่องใช้ความคิดเท่านั้นแหละ ที่ผมพอจะมีประโยชน์อย่างจริงๆ จังๆ”

 

“เฮ้อ...” แจนถอนหายใจเบาๆ “แค่นั้นก็มีประโยชน์มากแล้วน่า  นายก็รู้ว่ารุ่นเรามีแต่พวกสมองเท่าเมล็ดถั่วเขียวมารวมตัวกัน  รีบร้อนไปตายบ้างล่ะ  คิดถึงแต่เรื่องกินบ้างล่ะ  งี่เง่าไร้สาระบ้างล่ะ  คนที่เก่งกาจพอจะฝากฝังได้ ก็เอาแต่วิ่งตามไอ้บ้าที่รีบไปตายตลอด”

 

“ส่วนนาย...ก็ยังเป็นคนที่คอยใส่ใจคนอื่นเหมือนเดิมเลยนะ”

 

คำพูดนั้นมาพร้อมกับรอยยิ้มแปลกประหลาดของอาร์มิน  ทว่าความจริงแล้วนั่นเป็นรอยยิ้มธรรมดา  คนเห็นมันต่างหากที่เกิดความรู้สึกแปลกๆ ไปเอง

 

“ห๊ะ  พูดบ้าอะไร  ฉันก็แค่ระมัดระวังตัว  อย่าเอาฉันไปรวมกับพวกนั้นสิ  ใครเป็นยังไงฉันก็ต้องรู้เอาไว้บ้าง  พึ่งพาใครไม่ได้จะตายฟรีเอา”

 

  ปฏิเสธเป็นพัลวันในทันทีที่มีคนพูดถึงด้านอ่อนโยนของตัวเอง  แจนเป็นแบบนี้เสมอ  เผินๆ อาจดูเป็นคนปากร้าย  แถมยังเพิกเฉยต่อความรู้สึกของคนรอบข้าง

 

แต่พอคบกันไปนานๆ คนเขาก็รู้กันทั้งกอง ว่านิสัยที่แท้จริงเจ้าหมอนี่ตรงกันข้ามกับบุคลิกภายนอกอย่างสิ้นเชิง  เกิดจากปรากฏการซึนเดเระทั้งนั้น

 

“นายนี่ก็แปลกดีนะแจน” อาร์มินกล่าวต่อเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเขา “เหมือนจะเป็นคนแบบหนึ่ง  แต่จริงๆ แล้วเป็นคนอีกแบบหนึ่ง  จะว่าซับซ้อนก็ไม่ใช่  จะว่าดูออกง่ายก็ไม่เชิง”

 

เด็กหนุ่มทำหน้าวิเคราะห์อย่างจริงจัง  เผลอจ้องหน้าคู่สนทนาเขม็งโดยไม่รู้ตัว

 

“แต่ที่แน่ๆ ก็คือ  แจนเป็นคนรักเพื่อนน่ะนะ”

 

“พูดมากน่า...”

 

ตามปกติอาร์มินไม่ได้มีนิสัยชอบแหย่ใครเล่น  แต่กับคนๆ นี้มันดูน่าสนุกพิลึก  มั่นใจได้เลยว่าเขาจะไม่โกรธจริงจัง  อย่างมากก็แค่แสดงอาการเขินแบบตลกๆ เท่านั้นแหละ

 

ระยะหลังมานี้ แจนค่อนข้างสนิทกับพวกเขาทั้งสามทีเดียว  ถึงแม้จะยังกระทบกระทั่งกับเอเรนเป็นประจำ  แต่ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครถือสาจริงจังเหมือนเมื่อก่อน  การเติบโตเป็นผู้ใหญ่มาพร้อมกัน  บางทีก็ทำให้คนที่เราเคยคิดว่าเป็นศัตรูในอดีต  กลายเป็นมิตรแท้ที่ดีที่สุดไปได้  อาจเพราะรู้เห็นข้อเสียของอีกฝ่ายชัดเจนแจ่มแจ้ง จนมันกลายเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจโดยไม่รู้ตัว

 

ในบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นทั้งหมด  แจนเป็นคนเดียวที่อาร์มินคิดว่าสามารถไว้ใจได้มากที่สุด  เขาแปลกใจอยู่บ้างเวลานึกย้อนกลับไป  แจนเหมือนเพื่อนร่วมรุ่นที่อยู่คนละฝักฝ่ายกับเอเรน  สำหรับชีวิตที่มีเพื่อนทั้งสองเดินนำหน้าสู่แสงสว่างอย่างเขา  อาร์มินมักจะคอยติดตามเพื่อนสนิทอยู่เบื้องหลังมากกว่าจะผูกสัมพันธ์กับใครต่อใครด้วยตัวเอง  แจนไม่ใช่เพื่อนประเภทที่เอเรนเลือกจะปรึกษา หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนอะไรต่อกัน  แต่กลับกลายเป็นว่า  ตอนนี้แจนกลายมาเป็นเพื่อนพวกเขาทั้งสามแบบงงๆ  แล้วอาร์มินก็พบว่าแจนนิสัยดีกว่าที่คิด  เอเรนเองก็เหมือนเพิ่งบรรลุธรรมว่าแจนเป็นพวกซึนเดเระเอาตอนที่เห็นว่าแจนเลือกเข้าทีมสำรวจ  ถึงตรงนี้อาร์มินก็เริ่มรู้สึกเอือมความหัวทึบของเอเรนขึ้นมา

 

เรื่องตลกก็คือ คนที่แจนอยากสนิทด้วยที่สุดอย่างมิคาสะ ยังคงมองแจนด้วยสายตานิ่งเฉย  หรือถ้าจะพูดให้แย่กว่านั้น...ด้วยสายตาว่างเปล่าเย็นชา

 

อาร์มินอยู่กับมิคาสะมานานพอจะตีความท่าทีนิ่งๆ ของเธอได้  เขารู้ดีว่ามิคาสะสังเกตแจนอยู่ห่างๆ  และยอมรับให้แจนเข้ามาเป็นเพื่อนสนิทได้ในระดับหนึ่ง  ซึ่งเพียงเท่านั้นก็ถือว่าน่าทึ่งแล้วสำหรับมิคาสะ  มิคาสะเป็นคนวิตกกังวล และใจร้อนผิดกับภายนอก  เธอมักจะประเมินสถานการณ์รอบตัวภายใต้เงื่อนไขของความหวาดระแวงตลอดเวลา  ต่างกับอาร์มินที่มักจะประเมินสถานการณ์ภายใต้เงื่อนไขของความสงสัยใคร่รู้มากกว่า 

 

เสียแต่ว่า  มิคาสะไม่ใช่คนที่แสดงออกเก่งนัก  เธอจะรู้สึกกับสิ่งต่างๆ แค่เพียงในใจ  และเลือกทำแต่ในสิ่งที่ตนมั่นใจว่าจะทำได้ดีที่สุด นั่นคือการเป็นห่วงเอเรน กับฝึกฝนร่างกาย  คนส่วนใหญ่จึงตีความเอาเองว่าเธอไม่เคยสนใจใครนอกจากเอเรน

 

ยิ่งเป็นแจน  ยิ่งไม่มีทางรู้ตัว  แต่ต่อให้แจนรู้ตัวว่ามิคาสะไว้วางใจเขามากขึ้น  ก็คงไม่ช่วยให้แจนรู้สึกดีกับการถูกจัดให้อยู่ใน Friend Zone ของผู้หญิงที่ตัวเองแอบชอบอยู่หรอก  อาร์มินเลยเลือกที่จะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับมิคาสะให้แจนฟัง

 

ทว่าจู่ๆ แจนที่เห็นอาร์มินเงียบไปนานก็เอ่ยขึ้นมาว่า

 

“อาร์มิน  นายชอบผู้หญิงแบบไหน?”

 

นั่นปะไร  ว่าจะไม่พูดถึงมิคาสะ  เล่นเริ่มหัวข้อมาแบบนี้...แล้วจะเลี่ยงยังไงล่ะเนี่ย?

 

“ไม่มีเป็นพิเศษหรอก...”

 

เลือกตัดบทไป  แต่พอเห็นสีหน้าผิดหวังของอีกฝ่ายที่ชวนเขาคุยไม่สำเร็จ  จึงจำยอมพูดต่อ

 

“ก็...ประมาณว่า  ทั่วไปล่ะมั้ง” พยายามนึกต่อว่า  ไอ้ที่ตัวเองบอกว่า ‘ทั่วไป’ คือแบบไหน

 

“ตามปกติก็ชอบแบบหน้าตาสวย  นิสัยดี  แล้วก็ฉลาดล่ะมั้งนะ”

 

“นี่นายจะรับสมัครเลขาหรือไงน่ะ” แจนทำหน้าอึ้งในคำตอบของเขาซะงั้น 

 

“อ้าว...คุณสมบัติแบบนี้น่าจะเข้ากับผมได้ดีที่สุดนี่นา”

 

“นายนี่ไม่เข้าใจอะไรเอาซะเลยน้า” แจนถอนหายใจเฮือก  อาร์มินไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย  เขาพูดอะไรที่น่าเอือมระอางั้นรึ?

 

“ความชอบน่ะ  ความชอบ  แบบไม่ต้องมีเหตุผล  ความชอบแบบพิเศษเฉพาะตัว  เช่น  หน้าอกเด้งดึ๋งดั๋ง  ผมดำ  มีซิกแพก....”

 

“..........”

 

“....................................”

  

“นั่นมันสเป็กแจนไม่ใช่หรือไง” คราวนี้กลายเป็นฝ่ายอาร์มินที่ทำเสียงเอือมระอา

 

“อย่ามองฉันแบบนั้นนะเฟ้ย!” แจนหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อในทันใด “อย่ามาทำเป็นรู้ดีหน่อยเลยน่า  ฉันรู้นะว่านายคิดอะไร  แต่มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะ!!  ฉันไม่ได้ ชะ ชอบมิคาสะสักหน่อย  เธอก็แค่ตรงสเป็ก  ไม่ได้แปลว่าจะชอบ  อะไรแบบนั้น  เข้าใจมั้ย!”

 

“อืม...”

 

“ก็บอกว่าทำหน้าอย่างนั้นไงเล่า!” แจนยิ่งพูดตะกุกตะกักมากกว่าเดิม “ละ  แล้วเรื่องนี้ก็อย่าไปบอกใครให้เข้าใจผิดตามนายเด็ดขาดเลย  เข้าใจป่ะ!”

 

“.....”

 

...ทุกคนเขารู้กันมาตั้งชาตินึงแล้วนะ  แจน... 

 

“โดยเฉพาะไอ้บ้าเอเรน  อย่าบอกมันนะเฟ้ย!”

 

“..................”

 

...เออ  ทุกคนรู้หมด ยกเว้นเอเรน...

 

“ไม่พูดหรอกน่า” อาร์มินยืนยัน  แจนทำท่าโล่งใจ  ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องกำชับเขาก็ไม่คิดจะพูดอะไรอยู่แล้ว  ตื่นเต้นเกินเหตุไปได้

 

“อีกอย่าง  หน้าอกมิคาสะไม่ได้เด้งดึ๋งดั๋งสักหน่อย” อาร์มินเป็นฝ่ายหน้าขึ้นสีบ้างเมื่อต้องพูดถึงเรื่องในร่มผ้า  เขารู้สึกตะขิดตะขวงใจกับการได้ยินใครสักคนพูดถึงหน้าอกของเพื่อนผู้หญิงไปในทางนั้น

 

“หน้าอกเด้งดึ๋งดั๋งเป็นสเป็กของโคนี่  ไม่ใช่ของฉันสักหน่อย  ฉันแค่ยกตัวอย่าง”

 

“แต่สเป็กที่ชอบ  กับคนที่ชอบ  มันก็น่าจะเป็นคนเดียวกันไม่ใช่หรือไง?  การหลงรักคนที่ไม่ได้เป็นในแบบที่เราชอบ  มันดูไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลยนะ”

 

“แปลว่า  ถ้ามีผู้หญิงสวยมาก  นิสัยดีมาก  ฉลาดมาก  นายจะหลงรักเธอแน่นอนงั้นเหรออาร์มิน”

 

“หืม?” อาร์มินเลิกคิ้ว  สงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเปลี่ยนไปใช้น้ำเสียงจริงจังซะขนาดนั้น

 

“แล้วผมจะรู้ได้ยังไง  ในอนาคตมันอาจมีอะไรที่ทำให้ผมไม่รักเธอก็ได้  ต่อให้เธอจะตรงสเป็กผมก็ตาม”

 

“นั่นแหละ” แจนรีบสำทับ “แล้วนายจะรู้ได้ยังไง  ว่ามันจะไม่มีอะไรมาทำให้นายหลงรักคนที่แตกต่างจากสเป็กของนายน่ะ”

 

“แตกต่างจากสเป็กของผมเหรอ...” อาร์มินพึมพำ “ประมาณว่า หน้าตาธรรมดา  การแสดงออกแย่  แล้วก็ไม่ค่อยฉลาด...”

 

ทั้งสองสบตากัน  เกิดความเงียบชวนฉงนขึ้นชั่วขณะ  ก่อนที่แจนจะโพล่งออกมาว่า

 

“ฮ่าๆๆๆๆๆ  ถ้าขนาดนั้นมันก็น่าเกลียดเกินไปเนอะ  ผู้หญิงแบบนั้นนายคงชอบไม่ลงอยู่แล้ว”

 

เสียงหัวเราะดังลั่นของแจนทำให้อาร์มินรู้สึกขุ่นเคืองอย่างไร้เหตุผล

 

“แล้วถ้าผมชอบจริงๆ  นายว่ามันน่าหัวเราะเยาะงั้นเหรอ?”

 

“เอ๊ะ?”

 

“......”

 

แจนหยุดหัวเราะแทบจะในทันที  เขาจ้องมองใบหน้าน่ารักเหมือนเด็กของอีกฝ่ายที่อยู่ๆ ก็ขมวดคิ้วไม่พอใจ

 

ไม่พอใจ...อะไร?

 

“นายโกรธอะไรอ่ะ?”

 

“เปล่า  ไม่ได้โกรธ” อาร์มินปฏิเสธ “แต่ถ้าหากว่าคนที่ผมรักเป็นคนที่ไม่ตรงสเป็กผมจริง  ก็แปลว่าเขาต้องมีดีอย่างอื่นที่ทำให้ผมรักได้ไม่ใช่เหรอ  เช่น  เข้าใจผม  ดูแลผมตลอดอะไรแบบนี้”

 

“..................” แจนอึ้ง

 

“..................................” อาร์มินเงียบ

 

“นายโกรธแทนแฟนในอนาคตงั้นเหรอ?  น่ารักดีแฮะ  ฮ่าๆๆๆๆ” แจนตั้งท่าจะเอื้อมมือมาขยี้หัวเขาอย่างเคย  แต่ครั้งนี้อยู่ๆ แจนก็หยุดมือไว้ครึ่งทาง ก่อนค่อยๆ ชักกลับ  อาร์มินทำเป็นไม่เห็นการกระทำนั้น

 

“ขอโทษที...”

 

“แจนไม่เห็นต้องขอโทษเลย  ผมบอกแล้วว่าไม่ได้โกรธสักหน่อย” อาร์มินรีบพูด  เมื่อเห็นสีหน้าแปลกๆ ของอีกฝ่าย

 

“อืม....”

 

“พูดถึงแฟนในอนาคต  ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นมาก่อนเลยแฮะ  อันที่จริงผมไม่เคยจินตนาการว่าตัวเองจะมีความรักรูปแบบไหนด้วยซ้ำ”

 

“นั่นสิ” แจนว่า “ฉันคิดภาพคนอย่างนายมีแฟนไม่ออกเลย”

 

“หา?”

 

“เอ้อ...เปล่าๆ  ฉันไม่ได้หมายความว่านายดูแย่จนถึงขั้นหาแฟนไม่ได้หรอกนะ  เอ๊ย! นี่ฉันพูดบ้าอะไรวะเนี่ย  คืองี้อาร์มิน นายน่ะดูไม่เหมือนผู้ชาย  ฉันเลยคิดภาพนายมีแฟนสาวไม่ออก  ฉะ ฉันไม่ได้ว่านายไม่สมชายหรอกนะ  คือนายก็แค่...ตัวเล็ก....”

 

แจนหยุดแค่นั้น  กลืนคำสุดท้ายว่า ‘น่ารัก’ ลงลำคอไป  ก่อนเปลี่ยนเป็น

 

“นายก็แค่ตัวเล็ก แล้วก็หน้าหวาน เหมือนเด็กน่ะ”

 

อาร์มินถอนหายใจเฮือก 

 

“มีคนบอกผมแบบนี้บ่อยๆ ผมชินแล้วล่ะ  แต่ถึงยังไง  ตัวผมเองก็คิดถึงเรื่องงานมากกว่าเรื่องความรักอยู่ดี  ผมมีสิ่งที่อยากทำมากมาย  อยากเรียนรู้โลกภายนอก  อยากผจญภัย  อยากเขียนหนังสือ...”

 

“แต่ฉันกลับเห็นนายในอนาคตได้เป็นผู้บัญชาการทหารแฮะ  นายต้องเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้แน่”

 

แจนพูดจากใจจริง  ระดับมันสมองของอาร์มินไม่ธรรมดาเลย  ทั้งความมั่นคง  ทั้งการตัดสินใจ  ราวกับเป็นหัวหน้าทหารเอลวินรุ่นจูเนียร์  ถ้าหากสั่งสมประสบการณ์มากพอ  อาร์มินคงจะกลายเป็นผู้นำที่เด็ดขาด หรืออาจถึงขั้นอำมหิตได้อย่างไม่ยากเย็น  แจนรู้สึกแบบนั้น

 

แต่ถ้าวันนั้นมาถึงจริง  อาร์มินคงไม่เหลือความสดใสร่าเริงอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้อีกแล้ว

 

นั่น...น่าเสียดายที่สุด 

 

“อย่าเอ็ดไปเชียวนะแจน” อาร์มินพูดเตือน “พูดแบบนี้มันฟังดูไม่เคารพหัวหน้ารู้มั้ย”

 

“อา...เปลี่ยนเรื่องดีกว่าเนอะ”

 

“กลับไปพูดเรื่องสาวที่ชอบแล้วกัน  แจนน่ะ  จะชอบผู้หญิงที่ไม่ตรงสเป็กของตัวเองงั้นเหรอ” อาร์มินลดเสียงลงเล็กน้อย “แปลว่า นายจะเลิกชอบมิคาสะงั้นสิ”

 

“มะ  ไม่ได้ชอบเฟ้ย!!  บอกแล้วไงว่าสเป็กน่ะ  สเป็กเฉยๆ”

 

“เฮ้อ~ ท่าทางนายดูออกง่ายจะตายไป  อยู่กับฉันจะพูดตรงๆ ก็ได้น่า  ฉันไม่บอกใครหรอก”

 

“นี่แหละพูดตรงๆ แล้ว  ฉันไม่ได้ชอบมิคาสะ!” แจนยืนยันคำเดิม “ฉันบอกแล้วไงว่า  แค่ตรงสเป็ก  ไม่ได้แปลว่าฉันจะรักมิคาสะ  คนที่ฉันรักอาจจะตรงกันข้ามกับมิคาสะทั้งหมดเลยก็ได้  แล้ว ฉะ ฉันก็ยินดีมากกว่าด้วย ถ้าหากได้อยู่กับคนที่ฉันชอบจริงๆ ไม่ใช่แค่ชื่นชม”

 

“ตรงข้ามกับมิคาสะเหรอ” อาร์มินพึมพำ

 

“ช่ายยยย” แจนบอก “แบบน่ารักเหมือนตุ๊กตา  ผมสีทอง  ตาสีฟ้า  ตัวเล็ก  บอบบางน่าปกป้อง....”

 

“............”

 

“......................................”

 

“นายหมายถึงคริสต้า?” อาร์มินเอียงคอถาม “หรือแอนนี่?”

 

แจนเกือบจะอ้าปากค้างให้กับประโยคนั้น  ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงมองตอบกลับมาอย่างงุนงง  ดวงตาสีฟ้าใสเหมือนลูกแก้ว สะท้อนเล่นแสงไฟจากตะเกียงแวววาว      

 

เด็กผู้ชายที่อ่อนแอที่สุดในรุ่น  อ่อนแอกว่าผู้หญิงเสียอีก  ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ  นอกจากฉลาดเป็นกรด และมีหน้าตาผิวพรรณนุ่มนวลจนมองพลาดเป็นสาวน้อยได้ง่ายๆ  ผมสีทอง  ตาสีฟ้า  น่ารักเหมือนตุ๊กตา  แล้วก็น่าปกป้องโคตรๆ!!!

 

“อาร์มิน...” แจนพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบ “แอนนี่เนี่ย ควรจำกัดความด้วยคำว่า ‘บอบบาง  น่าปกป้อง’ หรือไง”

 

“แต่...” อาร์มินว่า “ถึงยังไงแอนนี่ก็เป็นผู้หญิงนะ”

 

...ใช่! แล้วคนอย่างนายก็ดันเป็นผู้ชายไงล่ะ...

 

บรรยากาศเริ่มจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก  อาร์มินพยายามประเมินอารมณ์ของคนตรงหน้า  แต่บังเอิญตัวแจนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไรกันแน่

 

 

บึ้มมมม!!

 

“เอ๊ะ!”

 

เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นจนอาคารสั่นสะเทือน  การสนทนาของคนทั้งสองจึงจบลงด้วยเหตุนั้นอย่างง่ายดาย  บรรยากาศเปลี่ยนจากความเงียบชวนอึดอัด กลายเป็นความตื่นตกใจเข้ามาแทนที่

 

“เกิดอะไรขึ้น!  พวกไททันงั้นเรอะ  แต่นี่มันกลางดึกนะ  แถมยังเป็นที่นี่อีก  จะเป็นไปได้ยังไงกัน?”

 

“ไม่ใช่หรอกแจน  เสียงมันเหมือนดินปืนมากกว่า  อาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นในคลังอาวุธก็ได้”

 

“ห๊ะ!  แต่หน่วยสำรวจมีปืนใหญ่กับเขาซะที่ไหนกันเล่า” แจนทักท้วง

 

“ปืนใหญ่น่ะไม่มี  แต่คนผสมดินปืนได้น่ะมีนะ”

 

คำตอบนั้นทำให้แจนยิ่งงงหนักกว่าเดิม  จนกระทั่งได้ยินเสียงทหารยามคนหนึ่งดังแว่วมา  

 

“ผู้บังคับหมู่ฮันซี่  เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ!  เหวอ!!!  ผนังทะลุเลยเชียวเหรอเนี่ย!!”

 

หลังจากนั้น  เหล่าสมาชิกทีมสำรวจก็วิ่งหน้าตั้งจากเตียงมายังห้องโถงกันอย่างแตกตื่น 

 

......................................................................

 

แคว่กกกกกกกก

 

กระดาษในมือหัวหน้ารีไวถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ ทันทีที่สายตาเฉียบคมเหลือบไปเห็นหัวข้อ “ความยาวของเล็บเท้าที่ถูกดึงออกของคุณแมรี่ (ฉบับที่ 215)”

 

“เฮ้ย!  นั่นฉันเขียนตั้งสองชั่วโมงเชียวนะ” ฮันซี่ร้องโวยวายข้ามโต๊ะอาหาร  หน่วยรีไวที่นั่งอยู่ด้วยพยายามปั้นหน้าให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะนิ่งได้  ส่วนรีไวมองอากาศธาตุเบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า พลางยกกาแฟขึ้นมาจิบอย่างเยือกเย็น...

 

“โชคดีนะเนี่ย  ที่ฉันมีฉบับคัดลอกสำรองไว้อีกสามฉบับ”

 

แม้รีไวจะยังไม่เปลี่ยนท่าที  แต่ทุกคนแถวนั้นค่อนข้างมั่นใจว่า ได้ยินเสียงแก้วกาแฟในมือหัวหน้าร้าวดังเปรี๊ยะ  ฮันซี่ไม่ทันสังเกต พูดต่อไปว่า

 

“ฉันคงต้องเก็บฉบับที่เหลือให้ไกลจากจอมทำลายอย่างนายซะแล้วสิ”

 

ประโยคนั้นทำให้รีไวชะงักไปเล็กน้อย 

 

“จอมทำลาย?  ฉัน?”

 

ดวงตาของเขาค่อยๆ หรี่ลงต่ำอย่างส่อสัญญาณอันตราย 

 

“คนที่เพิ่งจะทำตึกบัญชาการเป็นรูไปเมื่อคืน  มีสิทธิ์พูดแบบนั้นด้วยรึไง” 

 

ฮันซี่ยักไหล่อย่างไม่แคร์

 

“นายนี่น้า  ไม่เข้าใจความยิ่งใหญ่ของงานวิจัยเอาซะเลย  ฉันน่ะทุ่มเทให้กับการค้นพบอะไรใหม่ๆ ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง  รู้มั้ย...มันก็ต้องแลกกับอะไรบางอย่างบ้าง  เสียสละน่ะ  เสียสละ”

 

“แต่แรงระเบิด  ทำให้ฝุ่นฟุ้งเต็มทางเดินไปหมด...” รีไวพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนทั้งกองขนหัวลุก

 

“ฝุ่น เต็มไปหมด...”

 

บรรดาทหารที่นั่งร่วมวงมื้อเช้าด้วยกันเริ่มหน้าซีด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...เอเรน  เยเกอร์

 

“เอเรน  กินขนมปังเยอะๆ หน่อยสิ”

 

จู่ๆ เสียงอันราบเรียบของมิคาสะผู้ไม่เคยสนหน้าอินทร์หน้าพรหมก็ดังแทรกขึ้น  เอเรนยังไม่ทันจะได้ตอบอะไร  แม่คุณก็เล่นยัดขนมปังใส่ปากเขาทั้งก้อนจนแทบหายใจไม่ออก

 

“อุ่ก! อั่ก!!!”

 

“มิคาสะอย่าทำแบบนี้สิ  เดี๋ยวก็เอเรนก็ตายหรอก!”

 

“หมั่นไส้โว้ย!  จู๋จี๋กันอยู่ได้ทุกวัน!!”

 

“มันนึ่งเนี่ย  ฉันขอนะ”

 

“อย่านะยัยบ้า!”

 

บรรยากาศมาคุดูจะคลายลงไปทันตา  เมื่อความวุ่นวายของกลุ่มทหารใหม่เข้ามาแทนที่  หัวหน้ารีไวยังคงหมกมุ่นกับเรื่องฝุ่นผงในห้องโถง  จนเพทราต้องหันไปปลอบว่าจะช่วยทำความสะอาดสุดแรง  แต่เขาก็ยังไม่วายหันไปสั่งต่อ

 

“เธอคนเดียวไม่พอ  ไปเรียกเอเรนมาช่วยด้วยแล้วกัน”

 

“หา?” ฮันซี่หันขวับกลับไปทางรีไวทันที

 

“อะไรกัน  วันนี้ฉันกะจะจองตัวเขาแท้ๆ  อุตส่าห์เตรียมโปรแกรมฝึกพิเศษไว้ให้เลยนะเนี่ย”

 

อากาศรอบด้านดูเหมือนจะเย็นเยือกลงอีกครั้ง 

 

“คุณฮันซี่ครับ!”

 

อาร์มินเห็นท่าไม่ดี  จึงรีบพูดแก้สถานการณ์ก่อนที่ทีมสำรวจจะขวัญกระเจิงเพราะจิตสังหารรีไวมากไปกว่านี้

 

“เดี๋ยวมีอะไรให้ผมช่วยแทนก็ได้ครับ  ผมไม่ค่อยเก่งเรื่องภาคสนาม  อยากฝึกฝนเพิ่มอยู่พอดีเลยครับ!”

 

“เอ้อ...อาร์มินเองเหรอ” ฮันซี่หันมาสบตารุ่นน้องอย่างชั่งใจ “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก  ฉันแค่อยากได้เด็กไปช่วยงานนิดหน่อยน่ะ  แต่ว่านายคนเดียวอาจจะไม่ไหวนะ”

 

“ไม่เป็นไรครับ  แจนจะไปด้วย”

 

“ห๊ะ!”

 

คนที่ถูกพาดพิงถึงขั้นสำลัก 

 

“เฮ้ย  อาร์มินฉันไม่....”

 

“โอเค  ตกลงตามนั้นแล้วกันนะ  สองคนนี้มาช่วยงานฉันหลังกินมื้อเช้าเสร็จ  รีบหน่อยล่ะ” ฮันซี่ทำท่าโล่งใจ  แต่คงไม่เท่าหน่วยรีไวที่นั่งเกร็งมาตลอดงาน

 

“ฉันอยากทดสอบมันจนทนไม่ไหวแล้ว~”

 

ไม่รู้ทำไมแสงแดดอบอุ่นยามเช้าที่ตกกระทบเลนส์แว่นตาของผู้บังคับหมู่ฮันซี่ ถึงทำให้แจนขนลุกเกรียวพร้อมกันทั้งตัวได้อย่างน่าประหลาด

 

......................................................................

 

โลกใบนี้มันโหดร้าย และงดงามมาก 

 

...แต่บางที มันก็ทุเรศมากเช่นกัน...

 

เขาไม่อาจเข้าใจมิคาสะ  เธอเป็นหญิงสาวที่แข็งแกร่งสง่างาม  แต่เขารู้ดีว่าเธอก็เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ฝันใฝ่ถึงโลกในอุดมคติที่อยู่สูงเกินกว่ามนุษย์จะเอื้อมมือไปถึง

 

สำหรับเขา  โลกใบนี้ทั้งสับสนวุ่นวาย  บ้าบอ  น่ารังเกียจเดียดฉันท์  ไม่ใช่แค่โหดร้าย  แต่ยังชวนสิ้นหวัง  และสกปรกโสโครกอีกด้วย

 

...มันจะไม่มีอะไรเป็นเหมือนที่เธอคิดหรอก... 

 

ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น  แต่นี่ก็คือโลกที่เราเกิดมา  โลก...ที่เรามีชีวิตอยู่จริง

 

หากเราตายไปเช่นคนไร้ชื่อ ไร้ตัวตน ดุจใบไม้แห้งกรอบร่วงโรย  และเสื่อมสลายบนผืนดิน

แต่จะมีคนจำเราได้  ความทรงจำในวันนี้  ยังคงเป็นเรื่องจริง  ไม่มีวันเปลี่ยนผันเป็นอื่น

 

เขาไม่ใช่คนฉลาดหลักแหลมเหมือนอาร์มิน  เขาไม่สามารถจินตนาการถึงความเป็นไปได้ที่จะต่อสู้  ไม่อาจมองเห็นความอัศจรรย์พันลึกของโลก

เขาไม่ใช่คนกล้าบ้าบิ่นเหมือนเอเรน  ที่พยายามต่อสู้อย่างไม่เคยกลัวตาย  เพื่อสนองจิตวิญญาณแห่งเสรีภาพของตัวเอง

เขาไม่ใช่คนมั่นคง  และมีหัวใจรักอันยิ่งใหญ่อย่างมิคาสะ  ที่สามารถยืนหยัดปกป้องคนสำคัญของตัวเองได้  แม้จะต้องเป็นศัตรูกับพระเจ้า

 

เขา...เป็นแค่คนธรรมดา ซึ่งใช้ชีวิตไปตามครรลองที่ควรจะเป็น  อยากเอาตัวรอด  อยากมีความสุข  มีกินมีใช้  ปลอดภัย  บางครั้งก็หัวเราะ  บางครั้งก็ร้องไห้  มีคติประจำใจบ้านๆ เหมือนหน้าตาว่า เจตนารมณ์ที่สูงส่งไม่ได้ช่วยให้ท้องอิ่มแต่อย่างใด

 

...ทั้งที่เป็นอย่างนั้น...

 

 

 

“อาร์มิน!  เฮ้!!”

 

ฝ่ามือเย็นๆ ตบเข้าที่แก้มของร่างที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นเบาๆ  ดวงตาสีฟ้าค่อยๆ เปิดออกอย่างมึนงง  อาร์มินกระพริบตาสองสามครั้ง  สิ่งแรกที่เห็นคือแจนนั่งอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

 

“ให้ตายสิ  นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย”

 

ทั้งคู่อยู่ในอาคารเล็กๆ ทำจากหิน  ภายในมีข้าวของเก่าๆ จำพวกกล่องไม้  เศษเกวียนผุพัง  และชิ้นส่วนอุปกรณ์วางกระจัดกระจายตามมุมห้อง  อาร์มินยันร่างตัวเองลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล  เมื่อยกฝ่ามือมาดูก็พบว่าเปื้อนฝุ่นบนพื้นที่จับตัวหนาเตอะ  แม้กระทั่งอากาศที่สูดเข้าปอดยังรู้สึกได้ว่ามีแต่ฝุ่นผงและใยแมงมุม

 

ที่นี่คงเป็นโกดังเก็บของที่แยกตัวออกมาจากตึกบัญชาการ  ถ้าเขาจำไม่ผิด  ที่นี่ตั้งอยู่แถวๆ....

 

...อา สถานที่กักกันไททันของผู้บังคับหมู่ฮันซี่...

 

“เจ็บมั้ยนั่น” แจนเอื้อมมือมาสัมผัสหน้าผากเขาแผ่วเบา  ทันใดนั้นอาร์มินก็รู้สึกเจ็บแปลบ

 

“นายหัวแตกนิดหน่อย  ฉันไม่มีผ้าพันแผลติดมาเลย  เอาไอ้นี่กดไว้ก่อนสิ” แจนส่งผ้าเช็ดหน้าให้  เขาจึงรับมันมาซับห้ามเลือด

 

“โชคดีนะเนี่ยที่โกดังสร้างมาจากหิน  ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้ามันเป็นไม้  เราคงได้ไปนอนเล่นอยู่ในกระเพาะคุณแมรี่แล้วแหง”

 

อาร์มินรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย  พยายามปรับสมองให้ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ช้าๆ

 

ดูเหมือนว่าเขากับแจนจะถูกคุณฮันซี่วานให้มาช่วยทำการทดสอบไททันสองตัวที่จับมาใหม่  ถึงแม้จะต้องเผชิญกับไททันแต่ก็ไม่มีอะไรมาก  แค่ดูคุณฮันซี่คุยกับคุณแมรี่ และแจค ซึ่งถูกพันธนาการอย่างแน่นหนาด้วยแท่งเหล็กและตะปูขนาดยักษ์  เขากับแจนมีหน้าที่จดทุกอย่างที่เธอบอกให้จด   

 

สักพัก  คุณฮันซี่ก็ขอพักกลางวัน  เธอบอกให้เขากับแจนอยู่เฝ้าคุณแมรี่กับแจคพร้อมกับทหารรุ่นพี่จำนวนหนึ่ง  เพื่อคอยสังเกตพฤติกรรมและจดบันทึก

 

วันนี้แสงแดดแรงผิดปกติ  คุณฮันซี่เอาเหล็กแหลมยาวเสียบเข้าที่ลำคอของคุณแมรี่  แล้วทิ้งคาไว้อย่างนั้น เพื่อที่จะดูรูปแบบการรักษาตัวเองของไททัน  แต่คุณแมรี่ยังคงดิ้นไม่หยุด  แม้จะทำอะไรไม่ได้มากเพราะถูกตรึงไว้กับพื้นก็ตาม

 

อาร์มินคิดแบบนั้นจนกระทั่งเห็นตะปูยักษ์ตัวหนึ่งหลุดกระเด็นออกมาต่อหน้าต่อตา 

 

พวกทหารรุ่นพี่เกิดวิตกจริต  ชวนพรรคพวกสามสี่คนไปช่วยกันดึงแท่งเหล็กออกจากคอของคุณแมรี่  แต่ก็เกือบจะถูกมือข้างหนึ่งตะปบเอา เพราะตะปูที่ช่วยยึดไว้หลุดไปแล้วหนึ่งตัว  คุณแมรี่ดิ้นสุดแรง  พยายามอ้าปากงับทหารที่อยู่ใกล้ที่สุด  ด้วยความตกใจ หรือโกรธเกลียดไททันของรุ่นพี่คนนั้นก็ไม่อาจทราบได้  อยู่ๆ เขาก็ร้องโวยวายออกมาอย่างขวัญเสีย  คว้าดาบขึ้นมาตวัดใส่ต้นแขนคุณแมรี่จนขาดสะบั้น

 

“ไอ้สัตว์นรกเอ๊ย!”

 

มันเป็นการกระทำที่ไร้การยั้งคิดสิ้นดี  วินาทีที่ทุกคนยังคงตกตะลึงกับเหตุการณ์นั้น  อาร์มินเป็นคนเดียวที่ดวงตาเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนก  เผลอตวาดเสียงดังลั่น

 

“พวกคุณทำบ้าอะไรกัน!!”

 

“หา?”

 

ก่อนที่จะมีใครเข้าใจในความโกรธเกรี้ยวของอาร์มิน  แขนของคุณแมรี่ที่ขาดออกก็ค่อยๆ งอกขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว...โดยไร้เครื่องพันธนาการอย่างสิ้นเชิง

 

“ชิบล่ะสิ” แจนสบถ  เผลอเอื้อมมือไปคว้าดาบ  แต่ลืมไปว่าพวกเขาทั้งคู่ไม่ได้เอาอาวุธอะไรมาด้วยนอกจากกระดาษกับปากกา

 

“ระวัง!”

 

ในบรรดาไททันที่จับมาทั้งหมด  คุณแมรี่เป็นตัวเดียวที่เป็นประเภทวิปริต  และเป็นตัวเดียวที่มีพละกำลังมหาศาล จนผู้บังคับหมู่ฮันซี่แทบจะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าคอยสังเกตความยาวของเส้นผม และเล็บเท้าของมัน

 

คุณแมรี่ดิ้นแรงมากขึ้นจนกระชากแขนขาตัวเองขาด  และแน่นอนว่า มันงอกใหม่ทันที  อย่างรวดเร็ว...

 

“มันคลั่งแล้ว!”

 

“แจน! ไปตามคุณฮันซี่กันเดี๋ยวนี้เลย!!”

 

อาร์มินร้องบอก  พร้อมกระชากแขนแจนมาด้วย 

 

ทว่าคุณแมรี่หลุดออกมาแล้วอย่างสมบูรณ์  ทหารรุ่นพี่กระเจิดกระเจิงไปคนละทาง  อาร์มินเหลือบมองไปด้านหลัง  ก่อนเปลี่ยนเส้นทางการวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต

 

“อาร์มิน!  นี่มันไม่ใช่ทางไปหน่วยนะ  นายจะวิ่งไปไหน”

 

“นี่เป็นวันพักผ่อนนะแจน  ที่ตึกใหญ่ไม่มีใครสวมอาวุธอยู่แน่  ถ้าเราวิ่งไปที่นั่นเท่ากับนำทางมันไปฆ่าทุกคนน่ะสิ!”

 

“หา?”

 

“ผมบอกว่า  มันวิ่งตามเรามาข้างหลังไงเล่า!!!”

 

......................................................................

 

“ดูแลอาร์มินดีๆ นะ  เข้าใจมั้ย?  ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขาฉันเล่นงานนายแน่  แล้วก็นี่ น้ำดื่มกับขนมปัง  ติดตัวเอาไว้  นายคงไม่ได้คิดจะเตรียมอะไรเลยล่ะสิ  ไม่รู้หรือไงว่าคุณฮันซี่จะใช้งานนายหนักเป็นชั่วโมงๆ กลางแดดร้อนๆ  เธอจะลืมปล่อยนายไปกินมื้อกลางวันด้วยซ้ำ  ถ้าเป็นนายคนเดียวฉันก็ไม่สนใจหรอกนะ  แต่เพราะอาร์มินไปด้วย  แล้วก็อย่าลืม...”

 

“หุบปากได้แล้ว! ตั้งแต่เช้ามาเนี่ยแกยังบ่นไม่จบอีกเหรอ!”

 

แจนหันไปแหวใส่เอเรนที่เจ้ากี้เจ้าการยัดเยียดโน่นนี่มาให้ตั้งแต่รู้ว่าเขากับอาร์มินจะไปช่วยงานคุณฮันซี่ด้วยกัน

 

เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเจ้าคนที่ดูภายนอกโผงผางซื่อบื้อ  จริงๆ แล้วนิสัยไม่ต่างอะไรกับป้าแก่ๆ คนหนึ่งที่สามารถด่าใครสักคนได้ยืดยาวกว่าครึ่งชั่วโมงด้วยเรื่องเดิมๆ ซ้ำซาก เช่น เสื้อผ้ามีคราบ หรือกินอาหารไม่ตรงเวลา

 

“เหมือนแม่เขานั่นแหละ” อาร์มินแอบกระซิบบอก

 

อาร์มินมีเพื่อนเหมือนมีแม่แบบนี้นี่เอง  เขาจึงโตมาเป็นพวกไม่ค่อยสู้คน(ด้วยกำลัง)  ตลอดเวลาที่ผ่านมา เอเรนมักจะเอาตัวเองเข้าไปปกป้องอาร์มินจากพวกอันธพาล  แม้สิ่งที่ทำได้จริงๆ จะมีแค่ด่าทอเด็กเกเรเหล่านั้นซะเป็นส่วนใหญ่(เพราะคนที่สู้ชนะจริงๆ คือมิคาสะ)  นั่นยิ่งทำให้เอเรนดูเหมือนแม่ไก่มากเข้าไปอีก   

 

แม่ไก่คงไม่รู้ตัวหรอกว่า  ไอ้ที่กกอยู่น่ะ มันไม่ใช่ลูกเจี๊ยบ  แต่เป็นลูกเสือ...

 

“ผู้ชายในสเป็กเธอเหรอเนี่ย  มิคาสะ” แจนบ่นอุบ  รู้สึกเสียชาติเกิดที่ผู้หญิงเลือกคนแบบนี้มากกว่าเขา

 

“นั่นแหละคือความน่ารัก...” มิคาสะพูดด้วยดวงตาเป็นประกาย  ราวกับกำลังเห็นนางฟ้าเต้นรำอยู่กลางทุ่งดอกลาเวนเดอร์ 

 

แจนได้แต่ถอนหายใจเฮือก

 

“แจน...” อยู่ๆ มิคาสะก็เรียกชื่อเขา อย่างที่นานน้านนนนนทีจะเรียกสักครั้ง

 

“หะ  หา?”

 

สายตานิ่งเฉยของเธอตวัดมองเขาเหมือนจังหวะตวัดดาบ

 

“ฟังที่เอเรนพูดเอาไว้ด้วย  อาร์มินก็เพื่อนสนิทของฉันเหมือนกัน  นายรู้ใช่มั้ยว่าฉันไม่ใจดี”

 

“......”

 

แจนถึงขั้นใบ้แดกไปเลยทีเดียว

 

...ถึงแม่จะเป็นไก่  แต่ยังไงพ่อก็เป็นเสือสินะ...

 

แต่ประเด็นคือ  ตูไม่ได้มาสู่ขอลูกสาวพวกเอ็งโว้ย!!

 

......................................................................

 

“แปลว่า  คุณแมรี่ก็ยังวนเวียนอยู่ข้างนอกงั้นสินะ”

 

อาร์มินถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ  ตึกนี้ไม่มีหน้าต่าง  พวกเขาจึงไม่สามารถรู้ได้ว่าเวลาผ่านไปแล้วนานเท่าไร  แต่จากไอเย็นที่เริ่มแผ่ออกมาจากผนังหินก็น่าจะคล้อยบ่ายแล้ว

 

“คิดว่างั้นนะ” แจนบอก

 

หลังจากเขากับอาร์มินวิ่งล่อมันมาอีกทางจากตึกบัญชาการ  อาร์มินก็เสนอให้เข้ามาหลบอยู่ในนี้อย่างเฉียดฉิว  ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองคงไม่มีทางรอดแน่  แต่ก็ยังอุตส่าห์หนีพ้นจนได้  แจนกระแทกประตูเหล็กปิดดังปังจนตึกสะเทือน  วัดใจกันว่าคุณแมรี่จะทุบตึกพังภายในกี่นาที  เขากับอาร์มินก็คงทำอะไรไม่ได้อีกแล้วในสถานการณ์ที่มีแต่ตัวเปล่าๆ  ไม่มีอะไรสักอย่างทั้งเครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติทั้งอาวุธ  สิ่งที่ทำได้คงมีแต่นั่งเคาท์ดาวน์รอถูกฉีกเป็นชิ้นๆ เท่านั้น

 

ตอนแรก ดูเหมือนคุณแมรี่จะพยายามพังโกดังนี้ประมาณสองสามครั้ง  แรงสั่นทำให้กล่องไม้ที่วางซ้อนกันถล่มลงมากระแทกหัวอาร์มินสลบไป

 

ตกใจแทบตาย  แต่อย่างน้อยเขาก็ฟื้นแล้ว

 

ทั้งคู่ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ  พวกเขาไม่สามารถรับรู้ความเป็นไปจากภายนอกได้เลย  ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่คุณแมรี่เป็นพวกวิปริต  เพราะหลังจากนั้นคุณแมรี่ก็ไม่ได้พยายามทุบตึกอีก  แต่ใครจะรู้ว่าถ้าพวกเขาเปิดประตูออกไปจะไม่จ๊ะเอ๋กับปากคุณแมรี่ที่ดักรออยู่  ในเมื่อไม่สามารถคาดเดาการกระทำของพวกวิปริตได้  พวกเขาจึงทำได้แค่นั่งรอความช่วยเหลือ ที่หวังว่าจะมาถึงโดยเร็ว

 

“ขอโทษนะอาร์มิน” แจนพูดขึ้นแผ่วเบา  ทว่าโกดังนี้ทำให้เสียงของเขาสะท้อนก้องซ้ำไปซ้ำมา

 

“แจนจะขอโทษทำไม  มันเป็นอุบัติเหตุ”

 

“ก็...” อีกฝ่ายเงียบไป

 

...ก็ฉันปกป้องนายไม่ได้...

 

“แจนว่าเราจะตายที่นี่มั้ย” อาร์มินพูด พลางทอดสายตามองดูข้าวของระเกะระกะอย่างเลื่อนลอย

 

“ไม่หรอกน่า  เดี๋ยวก็มีคนมาช่วยเรา  ไททันตัวเดียวไม่เกินกำลังทีมสำรวจหรอก”

 

“แต่บางที  หัวหน้ารีไวอาจจะกำลังถูพื้น  ส่วนมิคาสะก็อาจจะกำลังแอบดูเอเรนผ่านรอยแตกบนกำแพงห้องน้ำชาย...  จนไม่รู้ตัวว่าคุณแมรี่กำลังเดินมาด้านหลัง”

 

“มิคาสะทำแบบนั้นเรอะ!  ไม่สิ!!  นายกังวลเกินไปแล้ว  นั่นคุณแมรี่ขนาดหกเมตรนะไม่ใช่ลูกแมว  ถ้าสองคนนั้นจะเอาแต่หมกมุ่นกับเรื่องบ้าๆ จนไม่ทันเห็นคุณแมรี่ล่ะก็....”

 

แจนชะงัก  กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น  หมกมุ่นกับเรื่องบ้าๆ งั้นเหรอ?  หมกมุ่นจริงๆ นั่นแหละ  ไม่ใช่หมกมุ่นธรรมดานะ  หมกมุ่นมาก!!

 

“นายก็เห็นด้วยสินะ...”

 

แจนหน้าซีด  จับไหล่อาร์มินมาเขย่าๆ เรียกสติ

 

“ใจเย็นๆ สิอาร์มิน  อย่าให้ความคิดด้านร้ายของนายมันหลอกเอาได้  เรื่องแบบนั้นมันไม่มีทางเกิดขึ้นแน่  ถึงหัวหน้ารีไวจะหมกมุ่นกับการถูพื้นจริงๆ  และมิคาสะจะหมกมุ่นกับการสโตรกเกอร์เอเรนจริงๆ ก็เถอะ!”

 

“นี่แหละ...ร่างจริงของผม” อาร์มินยิ้มน้อยๆ ทำให้แจนขนลุกขึ้นมาแวบหนึ่ง

 

“ผมไม่ใช่คนฉลาด  ไม่ใช่คนเก่ง  ผมเป็นแค่คนที่ชอบจินตนาการถึงการตายของตัวเองในรูปแบบต่างๆ เท่านั้น”

 

“ถ้าอย่างนายไม่เรียกฉลาด  ฉันก็คงเป็นสัตว์เซลล์เดียวแล้ว!”

 

“ผมคิดมาตลอดว่าตัวผมคงตายได้อย่างง่ายดาย  แต่ที่แย่ที่สุดคือตายในเรื่องงี่เง่า  ในขณะที่คนอื่นตายในหน้าที่  ผมกลับลื่นล้มหัวฟาดพื้นตาย  ขนมปังติดคอตาย  หรือไม่ก็....”

 

“พอเถอะ...”

 

“แจนไม่กลัวเหรอ”

 

“กลัวสิ”

 

“ก็รู้อยู่แล้วล่ะว่ากลัว  ถามไปงั้น”

 

“......”

 

“ผมว่าเราตายแหง”

 

“อาร์มิน”

 

“ถึงพวกเขาจะฆ่าคุณแมรี่ได้  แต่ก็อาจหาเราไม่เจอ  แล้วเราก็ถูกขังตายอยู่ในนี้”

 

“อาร์มิน...”

 

“หรือถ้าออกไปได้  เราอาจจะพบว่าคุณแมรี่กินทั้งทีมสำรวจไปหมดแล้ว  เหลือแต่เอเรนคนเดียวที่กลายเป็นบ้า”

 

...ไม่  นายต่างหากที่กำลังจะเป็นบ้า...

 

“หยุดพูดเดี๋ยวนี้  ขอเตือนครั้งสุดท้าย”

 

“......”

 

อาร์มินหยุดพูด  ก่อนหันไปมองหน้าแจนด้วยสายตาว่างเปล่า

 

“มานี่มา”

 

โดยไม่ถาม  แจนรั้งร่างของอีกฝ่ายมาโอบไว้ในอ้อมแขนเบาๆ  เหมือนแม่ไก่กกไข่ของตัวเอง  ว่าแต่...ทำไมถึงเป็นแม่ไก่กกไข่ล่ะเนี่ย?

 

อาร์มินสงบลง 

 

“ตายก็ตาย  คนเราเกิดมาก็ต้องตาย  อย่าคิดมาก  เข้าใจมั้ย”

 

“อืม...”

 

“ทำหัวให้โล่งเข้าไว้  เดี๋ยวเขาก็หาเราเจอ”

 

อาร์มินวางหัวลงบนไหล่ของอีกฝ่าย  รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา  สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ  

 

ถึงขนาดนี้เผลอคิดว่า  ถ้าได้ถูกกอดแบบนี้  ต่อให้ตายก็คงไม่เป็นไร

 

...อุ่น...

 

...แล้วก็...

 

...อ่อนโยน...

 

แก้มนุ่มๆ แนบลงไปบนหน้าอกของเขา  ลมหายใจแผ่วเบาระเรี่ยผิวกายเป็นจังหวะช้าเนิบนาบ

 

อาร์มินสงบลง

 

แต่แจน...ไม่สงบแล้ว

 

“หัวใจนายเต้นแรงจัง  แจนเองก็คงกลัวสินะ”

 

...เปล่า  ไม่ได้กลัวไททัน...

 

“ผมขอโทษที่พูดจาไม่ดี”

 

“ไม่เป็นไร” แจนตอบสั้นๆ  ใบหน้าร้อนผ่าว

 

...บ้าจริง...

 

“ขอบคุณนะ  ผมรู้สึกดีจัง”

 

อาร์มินกอดเขาตอบกลับมาเหมือนเด็กตัวเล็กๆ กำลังอ้อนพ่อแม่  ให้ตายเถอะ! ขอบคุณครับคุณแมรี่!!!

 

“ชีวิตคนเรามันสั้นเนอะ  ถึงจะเจอกับเรื่องเฉียดตายมาหลายครั้ง  แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจชีวิตอยู่ดี  ผมมีความฝัน  แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำมันเมื่อไร  ผมกลัวว่าผมจะตายไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย”

 

...ตายไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลยงั้นเหรอ?...

 

“เรื่องนั้นฉันก็กลัว”

 

“แจนมีความฝันอะไรเหรอ”

 

“......” แจนเงียบ

 

“ถ้าหากวันนี้เราต้องตายจริงๆ  ผมก็อยากจะรู้ก่อนว่าแจนมีความฝันอะไร”

 

อาร์มินเงยหน้าขึ้น  ใช้ดวงตาเหมือนลูกแก้วมองเขาอีกครั้ง

 

แจนหน้าแดง 

 

“สะ  สารภาพรัก”

 

“ผมขอโทษ...”

 

“เอ๊ะ  นายรู้เหรอ”

 

“ก็นายแสดงออกมาตั้งแต่แรกแล้วนี่  แต่มิคาสะยังไงก็ชอบแต่เอเรน  ถึงอย่างนั้นแจนก็ยังมั่นคงกับเธอ  แจนนิสัยดีมากนะ”

 

“แล้วถ้าหากฉันไม่ได้มั่นคงกับมิคาสะล่ะ” เสียงที่ถามออกไปขาดห้วงเล็กน้อย

 

“แจนชอบคนอื่นเหรอ?”

 

“ก็...ใช่”

 

“ใคร?”

 

“ฉันไม่กล้าบอก....”

 

“ผมบอกแล้วไงว่าแจนไว้ใจผมได้  ผมไม่ได้บังคับให้แจนไปสารภาพรักเขาสักหน่อย”

 

แจนนิ่งไปนาน  อาร์มินเริ่มขยุกขยิกอย่างอึดอัด  พยายามจะละจากอ้อมกอดแต่อีกฝ่ายไม่ยอม

 

“ก็นายกำลังบังคับอยู่เนี่ย!  ยังบอกไม่ได้บังคับอีก!!!”

 

......................................................................

 

“เอ้า!  กินเข้าไปเยอะๆ  พวกนายไม่ได้กินอะไรนอกจากขนมปังกับน้ำมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนี่  ถือเป็นคำขอโทษของฉันละกันนะ”

 

ผู้บังคับหมู่ฮันซี่  ยกหม้อซุปมาตั้งตรงหน้าพวกเขา  พร้อมกับหัวมันนึ่งอีกเต็มจาน

 

แจนกับอาร์มินไม่ลังเลที่จะรับมากินอย่างหิวจัด  ไม่มีใครพูดอะไรกันสักคำ 

 

ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่แจนพูด  หลังจากผ่านไปหนึ่งคืน ทีมสำรวจก็มาช่วยพวกเขาในที่สุด

 

ตอนแรกทุกคนเกือบจะสิ้นหวัง  และคิดว่าอาร์มินกับแจนคงถูกกินไปแล้ว  แต่เอเรนโวยวายว่าอาร์มินไม่มีทางตายง่ายๆ แบบนั้น  และควานหาตัวทั้งสองต่อไปอย่างบ้าคลั่ง  จนกระทั่งหัวหน้ารีไวไปยังโกดังที่ทั้งสองซ่อนตัวอยู่  เพื่อที่จะทำความสะอาดเป็นที่สุดท้าย!

 

“เหลือเชื่อจริงๆ ที่พวกนายยังไม่ตาย” ไรเนอร์น้ำตาไหลพราก ฟูมฟายอยู่ข้างอาร์มิน  ทั้งสองถูกรุมล้อมด้วยเพื่อนร่วมรุ่น 104 แต่ละคนดูเหมือนจะปลาบปลื้มกับการรอดชีวิตของพวกเขาทั้งคู่เหลือเกิน

 

“แต่แปลกแฮะ  ปกติไททันน่าจะทำลายตึกได้ไม่ยาก  แต่มันกลับไม่ทำลายตึกซะอย่างนั้นแหละ” ซาช่าตั้งข้อสังเกต  พลางเอื้อมมือไปหยิบหัวมันนึ่งที่ฮันซี่ยกมาให้แจนไปหัวหนึ่งแบบเนียนๆ

 

“มันเป็นพวกวิปริต  คาดเดาอะไรไม่ได้หรอก” โคนี่บอก

 

“โชคดีนะที่เป็นไททันขนาดหกเมตร  ถ้าเป็นไททันเกราะนายคงตายไปแล้ว  ขนาดกำแพงเมืองยังพังเลย” เอเรนพูดบ้าง 

 

“เอเรน!  นายก็พูดบ้าๆ  ไททันเกราะจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันเล่า” ไรเนอร์ที่นั่งข้างๆ ดุด้วยน้ำเสียงจริงจังจนเกินพอดี

 

“ฮ่าๆๆๆๆ  นั่นสินะ”

 

“ฮ่าๆๆๆๆๆ”

 

เสียงหัวเราะของทั้งกลุ่มดังขึ้น  ในขณะที่เบลทรูทเป็นคนเดียวนั่งเหงื่อตกอยู่เงียบๆ เช่นเคย

 

......................................................................

 

โลกใบนี้บางทีก็โหดร้าย  บางทีก็งดงาม  บางทีก็น่าเกลียด

 

แล้วบางที...ก็โคตรน่ารัก

 

เด็กหนุ่มที่น่ารักบอบบางเหมือนกับผู้หญิง  เสือน้อยที่ไม่ค่อยแข็งแรงแต่ฉลาดเป็นกรด  เด็กเงียบๆ ที่เข้าใจยาก  แต่ก็เป็นห่วงเขาทุกที

 

ในความมืดสลัว  อาร์มินหลบสายตาเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

เขาอยากเห็นใบหน้านั้นมากกว่านี้  อยากเห็นว่ามีสีแดงระเรื่อหรือเปล่า  แววตานั้นปรากฎสิ่งใดระหว่างความเขินอาย  รังเกียจ  ลำบากใจ  แต่ติดตรงที่ว่า  นอกจากเค้าโครงร่างที่ลางเลือนแล้ว  เขามองเห็นอะไรไม่ถนัดนัก

 

“ผม...” อาร์มินเริ่มพูด

 

“ผมไม่ใช่ผู้หญิง”

 

แจนไม่สามารถคาดเดาอะไรจากประโยคนั้นได้  แต่ก็ใจหายอย่างบอกไม่ถูก

 

“ผมไม่ได้มีผมสีดำ  ไม่มีซิกแพ็ก  แล้วก็ไม่มีหน่มน้มเด๋งดึ๋งนะ”

 

“อะ  อืม” แจนรู้สึกถึงจังหวะหัวใจที่เต้นระทึก

 

“ฉันก็หน้าตาบ้านๆ  นิสัยเสีย  แถมซื่อบื้อด้วยน่ะ”

 

“ไม่ใช่สักหน่อย!” อาร์มินปฏิเสธทันที

 

“ผมบอกไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้วว่าแจนนิสัยดี  แล้วก็ฉลาด”

 

“งั้น....” แจนว่า “ก็เหลือแค่หน้าตาดีข้อเดียวสินะ...  สเป็กนายน่ะ”

 

 “แจน...”

 

“อืม”

 

“นายโอเคจริงๆ เหรอ  ไม่ใช่มิคาสะหรอกเหรอ” อาร์มินสับสน  นี่ไม่ใช่แบบที่เขาเคยคิดไว้  แต่อาจจะ...เคยฝันถึงบ้าง

 

“ไม่ใช่มิคาสะ” แจนยืนยัน  ก่อนยกมือขึ้นชี้ไปที่อาร์มิน  แล้วพูดว่า “แต่เป็นนาย”

 

“ผม...”

 

“นายรังเกียจหรือเปล่า?”

 

อาร์มินชะงัก

 

“ผมไม่เคยรังเกียจแจนนะ  ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม”

 

“ขอบคุณนะ  แค่นี้ฝันของฉันก็เป็นจริงก่อนตายแล้ว”

 

“ความฝันของแจนต้องการแค่สารภาพรัก  หรือต้องการได้รับความรักด้วยล่ะ”

 

“ก็...ฉันไม่อยากบังคับใจนาย”

 

“อยากได้หรือเปล่าล่ะ”

 

“มะ  มันก็ต้องอยากได้อยู่แล้วสิ!” แจนโพล่งออกไป

 

“แจนช่วยเหลือผมหลายอย่าง” อาร์มินว่า พยายามสบตาเขา แต่สักพักก็หลบสายตาอีก

 

“ดังนั้น  ผมจะทำให้ความฝันของแจนทั้งหมดเป็นจริงเอง”

 

......................................................................

Fic-Gintama: Do You...? (Gintoki/Hijikata) #9

posted on 28 Dec 2013 15:22 by god-eyes in Fiction directory Fiction, Cartoon
 
 
คำเตือน: ฟิคเรื่องนี้เป็นแนวYaoi หรือพูดง่ายๆคือความรักของเกย์(ฮา)  เตือนมาด้วยความหวังดี  กลัวท่านผู้ไม่รู้จะอ่านไปพะอืดพะอมไป  พวกเธอว์คนใดไม่ใคร่เสพจงรีบจรลีพลัน
 

 

 Part IX: การร่ำสุราใต้แสงจันทร์  คือสิ่งที่คนเราควรทำสักครั้งหนึ่งในชีวิต

 

 

สตรีร่างสูงโปร่งในชุดกิโมโนเนื้อดีเดินนำชายสองคนเข้ามาในห้องกว้างแบบญี่ปุ่น  แสงเทียนสีเหลืองอมส้มบนโต๊ะเตี้ยกลางห้องส่องวูบไหวท่ามกลางความมืดสลัว    สะท้อนเส้นผมสีเงินเป็นประกายประหลาด  ยิ่งมีคนหัวเงินเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งหัว  ฮิจิคาตะก็ยิ่งรู้สึกแสบตาพิลึก  ทั้งที่มันก็ไม่ได้ขึ้นเงาขนาดจะทำให้แสบตาได้จริงๆสักหน่อย  แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกราวกับว่าสองคนนั้นสามารถปล่อยลำแสงจากเส้นผมมาสู้กันได้ก็ไม่ปาน

 

ท่านรองสะบัดหัวแรงๆไล่จินตนาการบ้าๆบอๆออกจากสมอง  ก่อนที่ฟิคเรื่องนี้จะเปลี่ยนแนวจากYไปสู่ความเสื่อมเหมือนเนื้อเรื่องหลัก

 

มาม่าซังทรุดร่างลงบนเสื่อทาทามิ  ก่อนเลื่อนบานประตูปิดแผ่วเบา  นางหันหน้ามายังแขกสองคน  คนหนึ่งมาที่นี่แล้ว  และเพิ่งกลับไป  ส่วนอีกคนมาเป็นครั้งแรก

 

...ผู้ชายคนนี้เองสินะ...     

 

หญิงสาวยิ้มน้อยๆให้อย่างเป็นมิตร  แต่กินโทกิกลับรู้สึกถึงเลศนัยบางอย่างที่ชวนให้กระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก    

 

จะไม่ให้เขารู้สึกแบบนั้นได้ยังไงกัน  พอหมอนี่ลากเขาเข้ามาในหอคณิกาแห่งนี้  ทั้งที่ไม่ได้เลือกสาวๆสักคนมาบริการ  ไม่ทันได้เอ่ยปากถึงสาเหตุที่เดินเข้ามาที่นี่เลยสักคำ  เพียงแค่มาม่าซังเห็นฮิจิคาตะ  แล้วก็เบนสายตามามองเขา  นางก็ดูเหมือนจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง  จากนั้นจึงพามาที่นี่โดยไม่มีคำถามอะไรเลย

 

เหมือนรู้อยู่แล้ว  เหมือนรู้ว่าเขามาที่นี่ทำไม  ทั้งที่เธอไม่น่าจะรู้  ถ้าไม่มีใครเล่า....

 

คุณกินหันขวับกลับไปมองท่านรองทันที

 

แต่ฮิจิคาตะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้  คุณกินเส้นเลือดปูดน้อยๆ  พลางข่มความหงุดหงิดก่อนที่จะเผลอวีนแตกต่อหน้าสาวเจ้าให้ได้ขายขี้หน้า 

 

...ไหนบอกจะไม่เล่าไง  นี่พูดไปแล้วสินะ  พูดไปหมดเปลือกเลยใช่มั้ยไอ้บ้าเอ๊ยยย!!...

 

“วางใจได้เลยค่ะ  หอคณิกาแห่งนี้มีกฎรักษาความลับของลูกค้าทุกคน  ใครฝ่าฝืนดิฉันจะลงโทษให้หนัก”

 

มาม่าซังกล่าวหนักแน่น  ดวงตาคมกริบฉายชัดว่าไม่ได้ล้อเล่น 

 

“ที่นี่เก็บงำความลับมากมายเจ้าค่ะ  ทุกคนที่มาต่างมาพร้อมกับความลับเสมอ  หลายๆความลับเป็นอันตรายต่อประเทศด้วยซ้ำไป  พวกเราเคยชินกับการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เจ้าค่ะ  สอดรู้มาก  ปากเปราะมาก  จะเป็นภัยต่อความอยู่รอดของพวกเราเอง” หญิงสาวสบตากินโทกิเล็กน้อย  ก่อนเอ่ยประโยคถัดมาซึ่งแทบจะทำให้เขากระอักเลือด

 

“เพราะฉะนั้น  ความลับธรรมดาๆประเภทใครนิยมไม้ป่าเดียวกันกับใคร  พวกเราไม่ใส่ใจหรอกเจ้าค่ะ”

 

ทว่าเธอกลับไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าปุเลี่ยนๆของลูกค้าหัวขาวเลยสักนิด  ปากยังเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยเปื่อย 

 

“บางคนมาพิสดารกว่านี้อีกเจ้าค่ะ  ชายสอง  หญิงหนึ่ง  แล้วเรียกเด็กสาวเข้าไปบริการอีกสองคน  โดยที่ทั้งหมดนั่นใช้ห้องเดียวกัน......”

 

...บอกทำไมครับเจ๊  ผมไม่ได้อยากรู้ครับ  ไม่ได้อยากรู้เลย...

 

หลังจากนั้นไม่นาน  มาม่าซังก็กล่าวราตรีสวัสดิ์  ก่อนจากไปอย่างเงียบเชียบ  ทิ้งไว้เพียงเสียงงับบานประตูปิดสนิทตามหลัง  และคำพูดสุดท้ายที่ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของทั้งสองคน

 

มาที่นี่ได้ทุกเมื่อที่คุณท่านต้องการนะเจ้าคะ  ดิฉันจะคิดราคาพิเศษให้ในฐานะเพื่อน

 

...มาที่นี่ได้ทุกครั้งที่ต้องการ...

 

...งั้นเรอะ!...

 

ในที่สุดมันก็มาถึงช่วงเวลาแบบนี้จนได้  ทั้งที่เป็นฝ่ายชวนมาเองแท้ๆ  แต่พอเอาเข้าจริงๆคุณพระเอกของเรา  กลับทำอะไรไม่ถูก  ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง  จึงเอาแต่นั่งนิ่งงันเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นหินซะงั้น

 

และเมื่อเหลือบตาไปดูไอ้คนนั่งข้างๆ  ก็พบว่ามันมีอาการไม่ต่างอะไรกับเขาเลยสักนิด  ไอ้ที่คิดอยากจะทำก่อนหน้านี้  อยู่ๆก็หายแว้บไปดื้อๆ 

 

ฮิจิคาตะหันมามองหน้าเขาช้าๆด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนผิดปกติ  ก่อนจะพยายามเอ่ยปากทำลายความเงียบ

 

“สาเกสักหน่อยเหอะ...”

 

สั้นๆ  ง่ายๆ  ฮิจิคาตะเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงเหมือนกัน  อยู่ๆจะให้ลุกขึ้นมาแก้ผ้าแล้วทำกันเลยมันก็....

 

...อ๊ากกกกก!  ตรูทำไม่ลงหรอกเฟ้ย!!!...

 

แต่ไหนๆเรื่องมันก็เลยเถิดมาถึงขนาดนี้แล้ว  วันนั้นที่เขาทำได้ก็เพราะเมา  ถ้าหากวันนี้เขาเมาเหมือนวันนั้น  อะไรๆมันก็คงง่ายขึ้นใช่มั้ย 

 

...แล้วทำไมตูต้องอยากให้มันง่ายด้วยล่ะโว้ย  นี่ตูกำลังทำอะไรอยู่วะเนี่ย  ตูกำลังจะยอมนอนกับผู้ชายด้วยความเต็มใจงั้นเหรอ  ไม่นะ!  นี่ตูกำลังทำบ้าอะไร๊!!...

 

“เออ  ก็ดีนะ” กินโทกิเลื่อนมือไปหยิบจอก  ก่อนรินเหล้าลงไปช้าๆ  ลมพัดผ่านช่องหน้าต่างเปิดอ้าเข้ามาวูบหนึ่ง  หอบเอากลิ่นหอมของอะไรบางอย่างเข้ามาด้วย

 

มือใหญ่หนาส่งจอกเหล้าให้กับอีกฝ่ายที่รับไว้แต่โดยดี

 

หมอนี่เป็นผู้ชาย  แน่ล่ะ...เรื่องนั้นใครๆก็รู้  มันเป็นซามูไรไร้นาย  เป็นอดีตนักรบที่ตอนนี้ใช้ชีวิตอิสรเสรี  เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและความทระนง  ไม่ได้อ่อนหวาน  บอบบางน่ารักเหมือนผู้หญิง  ไม่มีอะไรเหมือนผู้หญิงเลย

 

ใช่...ผู้หญิงเป็นสิ่งหอมหวานสำหรับเขาเสมอ

 

แต่กับชายคนนี้  เขาก็ไม่รู้  ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกว่ามันมีแรงดึงดูดมากมายจนเขาไม่อาจละสายตา

 

บางทีมันอาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศเลยก็เป็นได้

 

รสแปร่งของสาเกผ่านปลายลิ้นสู่ลำคอ  ส่งความร้อนวาบไปทั่วร่างกาย 

 

“โอ้!  เหล้าของที่นี่ยอดไปเลยแฮะ”

 

กินโทกิอุทานอย่างชื่นชม  พอมีเหล้าแล้วก็ดูจะสบายใจขึ้นมาหน่อยๆ  เขาเทสาเกให้ตัวเองอีกจอกหนึ่ง

 

“ว่าแต่ที่นี่เนี่ย  บรรยากาศดีจริงๆแฮะ  ดูนั่นสิ”

 

ดวงจันทร์กลมเกลี้ยงส่องแสงสีเงินอย่างอ่อนโยนอยู่บนฟ้าสีดำ  เป็นความงามที่สงบ  เรียบง่ายท่ามกลางแสงไฟราตรีในเมืองใหญ่  ไม่ได้โดดเด่น  แต่มั่นคงที่จะส่องแสงอยู่ในที่ของมันเสมอ

 

“สวยจริงๆ” ดวงตาสีแดงเข้มจับจ้องพระจันทร์บนฟ้า  แต่ดวงตาสีดำจับจ้องที่ดวงตาของคนที่กำลังมองพระจันทร์

 

“อืม...ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่ถึงขึ้นชื่อนัก  บรรยากาศแบบนี้  ห้องสวยๆแบบนี้  ต่อให้ตอนแรกไม่ได้อยากติ๊ดชึ่งๆกัน  แต่พออยู่สองต่อสองแล้วก็คงเผลอไปจนได้นั่นแหละ  ฮ่ะๆๆ.....” เสียงหัวเราะขาดช่วงไปเมื่อเห็นว่าอีกคนกำลังมองเขาอยู่ด้วยสายตาแบบไหน

 

“อะ...เอ่อ...จะ...จะ...เริ่มกันเลยไหม?”

 

คำถามที่ถึงแม้จะตะกุกตะกักแต่ก็ตรงอย่างไม่น่าเชื่อ  ทำเอาคุณกินทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว

 

...มันไม่ใช่อ่ะ  มันไม่ใช่  ความรู้สึกแบบนี้มันไม่เหมือนกำลังอยู่กะไอ้บ้ามายองเนสเลยสักนิด  ทำไมไม่หาเรื่องกันเลยล่ะเหวย  ชวนทะเลาะสักเรื่องก่อนเด้มาดแบบนี้ของแกเห็นแล้วขนลุกโว้ย... 

 

“ขะ...ขอเวลาบิวด์หน่อยสิ”

 

เมาอีกสักนิด  จะได้หน้าด้านขึ้นอีกหน่อย  และจะได้มีข้ออ้างเวลาหน้ามันเกิดจะแดงแป๊ดขึ้นมา

 

“งั้นคุยอะไรกันหน่อยไหม” รองปีศาจบอก  อย่างหวังจะหาเรื่องทำลายความอึดอัดที่พร้อมจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่เขากับมันไม่มีอะไรกัดกัน

 

“ก็คุยอยู่นี่ไง  เรื่องเหล้า  กับพระจันทร์” คุณกินแถไปอย่างรวดเร็ว “แกไม่รู้หรือไงว่าโอกาสแบบนี้มันหาไม่ได้ง่ายๆนาเหวย  เหล้าใต้แสงจันทร์น่ะมันให้อารมณ์ที่สุดยอดจริงๆ”

 

ฮิจิคาตะไม่ตอบ  เขาเพียงแค่ยกจอกเหล้าขึ้นมาจิบ  เริ่มรู้สึกมึนๆขึ้นมาบ้างแล้ว

 

“แกเป็นคนชวนมาเองนะ” เขาเอ่ยฟื้นความจำ  เผื่อใครบางคนจะมั่วนิ่มเลยเถิด

 

เท่านั้นแหละ  คุณกินถึงกับปึ๊ด

 

แล้วจะให้ฉันทำยังไง  แก้ผ้าแล้วเข้าไปกอดแกหรือไง  เร่งอยู่ได้ไอ้เบื๊อกเอ๊ย!  ขอเวลาทำใจหน่อยสิฟะ

 

แน่นอนว่าคุณฮิจิคาตะสวนกลับทันทีอย่างรู้ทางมวย

 

ใครอยากเร่งใครไม่ทราบแกน่ะชวนมาเองแล้วยังจะมัวพล่ามเรื่องฟ้าฝนอะไรอยู่ได้  มันอึดอัดนะโว้ยเจ้าบ้า!!!”

 

“..............................................................”

 

“...................................................................................................................”

 

ปล่อยหมัดใส่กันคนละดอก  ก่อนน็อกเอาท์พร้อมกันทั้งคู่

 

สิ้นเสียงตวาด  ทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบ  แทรกด้วยเสียงหอบหายใจเป็นระยะ  ต่างคนต่างหันหน้าออกไปคนละทาง  จนกระทั่ง...

 

“จูบ  ได้ไหม?”

 

เสียงอ่อนๆของรองปีศาจเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน  กินโทกิเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง  หันขวับกลับไปมองหน้าคู่อริ  แต่แล้วก็ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น  เมื่อนัยน์ตาดุดันคู่นั้นจ้องตอบกลับมาที่ตัวเองแน่นิ่ง 

 

ลมพัดมาอีกระลอกหนึ่ง  แสงเทียนริบหรี่ดับวูบลง  ตามด้วยกลิ่นควันหอมจางๆชั่วครู่  เหลือเพียงแสงจันทร์ฤดูร้อนที่ยังคงส่องสว่างทาบทับผืนเสื่อทาทามิ

 

“ได้สิ”

 

กินโทกิได้ยินตัวเองตอบกลับไปเช่นนั้น 

 

แม้จะมองไม่ค่อยเห็นอะไร  แต่เขาก็รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสว่า  ร่างตรงหน้านั้นขยับเข้ามาใกล้  นิ้วเรียวยาวนั้นยกขึ้นมาแตะข้างแก้มอย่างเบามือ  จมูกได้กลิ่นสาเกที่ปะปนมากับลมหายใจอุ่นระเรี่ยใบหน้า  ไอร้อนของร่างกายที่ชิดกันเข้ามาเรื่อยๆ  เขาเคยตั้งคำถามว่าทำไมเวลาคนเราจูบกันจะต้องหลับตา  แต่ก็ไม่เคยหาคำตอบให้คำถามนั้น 

 

...จนกระทั่งเปลือกตาเขาค่อยๆปิดลงช้าๆ...

 

  สัมผัสอ่อนนุ่มบนริมฝีปากเริ่มกดทับแรงขึ้น  หัวใจเต้นถี่กระชั้นจนเสียงของมันดังก้องอยู่ในหู  ร่างในชุดยูคาตะสีดำรวบเขาเข้ามาในอ้อมแขน 

 

...ในเมื่อคิดจะเล่นเกมนี้กับฉัน  แกต้องสัญญาว่าจะยอมลองทุกอย่าง...

 

คำพูดของคนตรงหน้าดังขึ้นมาในหัว  ตอนนั้นเขายังไม่ทันคิดอะไร  แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่า...เจ้าบ้ามายองเนสนี่ต้องการพลิกมวยแน่นอน

 

...บ้า-เอ๊ยกลายเป็นว่าตรูชวนมันมาทำลายเอกราชตัวเองหรือไงวะเนี่ย!!!...

 

อยากจะโวยวาย  แต่ร่างกายมันไม่ยอมฟังคำสั่ง  ลิ้นที่ยังมีรสของสาเกตกค้างอยู่ถูกสอดเข้ามาในปากที่จำยอมจูบตอบอย่างไม่อาจขัดขืน  ความขม  และหวานผสมปนเปกันจนแยกไม่ออกอยู่ในรสชาตินั้น

 

...ไอ้บ้านี่  โคตรเก่ง... 

 

แค่จูบอย่างเดียว  ร่างกายก็ร้อนผ่าวไปหมด  รู้สึกดีจนแทบไม่อยากละจากไปไหน

 

“อืม...อย่าสิ” 

 

เสียงประท้วงดังขึ้นทันทีที่ริมฝีปากของฮิจิคาตะค่อยๆถอนออกมา  ทว่าคุณกินไม่ยินยอม  คราวนี้เลยเป็นฝ่ายเข้าไปจูบเอง  ก่อนจะผลักร่างฮิจิคาตะให้ล้มลงบนพื้นเสื่อ  แล้วเริ่มทำการรุกรานบ้าง

 

“จะทำอะไร”

 

เสียงเข้มๆถามขึ้นเมื่อซามูไรรับจ้างกระตุกโอบิของเขาให้หลุดออก  กินโทกิยิ้มหวานจนน่ากลัวแทนคำตอบ  เส้นผมสีเงินสะท้อนประกายล้อแสงจันทร์

 

...ไอ้สีผมบ้าๆของแกเนี่ยมันน่านัก...

 

“ไม่ต้องห่วงน่า  ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะรู้สึกยังไง”

 

ไอ้บ้านี่กำลังจะบอกว่า  มันยอมเป็นฝ่ายเสียอธิปไตยใช่ไหมนั่น

 

“ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น  ฉันหมายความอย่างที่แกเข้าใจนั่นแหละ”

 

กินโทกิลากริมฝีปากผ่านลงมายังปลายคาง  ลำคอ  หน้าอก  ก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้ฮากามะ  สัมผัสแผ่วเบาไล้ผ่านต้นขาทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก

 

“ดะ  เดี๋ยวสิ...”

 

“ถอดกางเกงฉันออกให้หน่อย” คนที่บอกจะยอมเป็นฝ่ายรับแต่ดันออกคำสั่ง  ฮิจิคาตะขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์  แต่สัมผัสบีบรัดในกำมือของกินโทกิทำให้เขายอมทำตามโดยไม่โต้แย้ง

 

“รู้สึกดีไหม”

 

ผู้คุมเกมเอ่ยถาม  ซึ่งไม่ได้คำตอบอะไรนอกจากเสียงหอบหายใจหนักหน่วงกับสีหน้าอึดอัดทรมาน 

 

“อยู่เฉยๆนะ”

 

“แกจะทำอะไร”

 

“จะลองดู  ลองทำอย่างที่เคยทำกับแก”

 

“มันเจ็บนะ...” คำเตือนเงียบหายไปพร้อมกับริมฝีปากที่ประกบเข้ามาอีกครั้ง  คุณกินละมือเปียกชื้นออกมา  ก่อนจะค่อยๆทิ้งน้ำหนักตัวลงไปแทนที่  แล้วปล่อยให้แรงโน้มถ่วงดันร่างตัวเองลงสู่การรุกรานอย่างช้าๆ

 

“อุ่ก...”

 

และแน่นอนว่า...มันเจ็บ

 

“เฮ้ย!  ใจเย็นก่อน”  ผู้มีประสบการณ์เตือนอีกครั้งด้วยใจจริง 

 

อีกฝ่ายยังไม่ยอมหยุด  และไม่พูดอะไรสักคำ  กัดฟันแน่นไม่ยอมส่งเสียงออกมาสักแอะ  แต่ดูจากสีหน้าก็รู้แล้วว่ากำลังรู้สึกยังไง

 

“บ้าหรือเปล่าฟะ  แกเนี่ย”

 

“คิดว่าบ้านะ  โคตรบ้าเลยว่ะ  นี่ฉันกำลังทำบ้าอะไรกับก้นตัวเองอยู่เนี่ย”

 

เสียงกวนๆตอบกลับมา  ฮิจิคาตะไม่รู้จริงๆว่าหมอนี่จะขยันปล่อยมุขไปทำไมกับฉากแบบนี้

 

สีหน้าของกินโทกิเคร่งเครียดขึ้น  ดูเหมือนว่าหมอนี่จะตั้งใจทำให้ได้แบบสุดๆ  นิสัยไม่ยอมแพ้ในทุกเรื่องแม้แต่เรื่องสุดแสนจะงี่เง่าทำให้เขายังคงพยายามต่อไป  ทั้งที่สายตาแสดงออกชัดเจนว่ากำลังเจ็บปวด

 

“ระวังหายใจไม่ทัน”

 

“อืม...” คนหัวหงอกตอบเหมือนเข้าใจ  แต่ทำไม่ได้ 

 

“อึ่ก  เจ็บ...”

 

ฉับพลันนั้น  ทุกอย่างก็หยุดลง  พร้อมกับหยดน้ำตาที่ร่วงแปะๆลงบนยูคาตะสีดำ  กินโทกิวางหน้าผากลงบนไหล่ของฮิจิคาตะ  พลางหอบหายใจหนักๆออกมา

 

“ไม่ไหว...ไม่ไหวแล้ว  ต่อให้ที”

 

คนที่ถูกสั่งว่าให้อยู่เฉยๆทำหน้าระอาน้อยๆ  ก่อนยกแขนขึ้นโอบกอดคนตรงหน้าจนแน่นราวกับจะป้องกันการดิ้นหนี

 

“งั้นก็อยู่เฉยๆล่ะ” คำสั่งเดียวกับถูกส่งกลับไป  ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในอารมณ์อยากต่อปากต่อคำ

 

“เจ็บหน่อยนะ”

 

นิ้วมือของกินโทกิกำยูคาตะสีดำแน่นอย่างอดกลั้น  น้ำตาไหลอาบอย่างควบคุมไม่อยู่

 

“บ้า...เอ๊ย...ฉัน...เจ็บ...”

 

มืออุ่นยกขึ้นลูบหัวสีเงินอย่างเบามือ  อ่อนโยนขนาดตัวเองยังขนลุก

 

...พวกเรากำลังทำบ้าอะไรกันอีกแล้วเนี่ย...

 

...ทำไมแกถึงทำให้เกิดเรื่องเหลือเชื่อได้ทุกทีเลยนะ  กินโทกิ...

 

“อือ...เจ็บ...เจ็บเป็นบ้า...อะ...อา...”

 

เสียงครางยาวสั่นสะท้านอยู่ข้างหู  เสียงของผู้ชายที่ปราศจากความอ่อนหวานใดๆ  ทั้งที่เคยคิดว่าน่ารังเกียจ  แต่ตอนนี้เขากลับเกิดความคิดบ้าๆขึ้นมาว่ามันเร้าอารมณ์ดีชะมัด

 

อยากได้ยินเสียงนั้นเรื่อยๆ  อยากกอดเจ้าของเสียงนั้น  อยากมองหน้าเจ้าของเสียงนั้น

 

แปลกไหมที่เป็นแบบนี้  กับคนที่ไม่เคยคิดพิศวาสอย่างหมอนี่  แต่กลับรู้สึกโหยหาอย่างบอกไม่ถูก  ครั้งนี้ความรู้สึกมันก็ไม่ต่างอะไรกับครั้งก่อนเลย  มันไม่เหมือนเซ็กส์  บรรยากาศกึ่งฝันกึ่งจริง  สติจ่อมจมอยู่ในวังวนอารมณ์ที่สับสน  เหมือนการทำพิธีกรรมอะไรบางอย่าง 

 

พวกเขา...กำลังหลอมรวมวิญญาณเข้าไว้ด้วยกัน   

 

หลอมรวม...เหมือนกับทุกครั้งที่พวกเขาต่อสู้  เหมือนกับทุกครั้งที่พวกเขาโต้เถียง  เหมือนกับทุกครั้งที่พวกเขาคอยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน   

 

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหาคำมาจำกัดความได้  เหมือนจะขัดแย้งแต่ก็เข้าใจ  ไม่ได้ชอบแต่ก็รู้สึกยอมรับ  เกินขอบเขตของคำว่ารักและเกลียด

 

...บ้าบอสิ้นดี...

 

“โอเคมั้ย?”

 

“อืมมม”

 

“กินโทกิ...”

 

“อะไร?”

 

“ฉัน...” ฮิจิคาตะหยุดชั่งใจชั่วขณะ  ก่อนเอ่ยต่อไป “...ขอดูหน้าแกหน่อยสิ”

 

อีกฝ่ายนิ่งไป  แต่แล้วก็ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาโดยดี  หน้าของมันก็เหมือนทุกครั้งที่เขาเคยเห็น  เพียงแต่ขึ้นสีแดงระเรื่อ  สายตาที่มองมาดูสับสนว้าวุ่น  มันก็คงเหมือนเขานั่นแหละ...ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี  แล้วที่แย่ที่สุดก็คือไม่รู้กระทั่งว่าตัวเองควรจะรู้สึกยังไงแน่

 

“อือ...”

 

เสียงครางในลำคอดังขึ้นอีกครั้ง  ความร้อนวูบวาบทำให้เขารู้สึกราวกับทั้งร่างกำลังจะลุกเป็นไฟ 

 

“อะ...อา...อา...”

 

อ้อมกอดรัดแน่นเข้ากว่าเดิม  สีหน้าบ่งชัดว่าทนต่อไปไม่ไหวแล้ว 

 

เสียงครางสุดท้ายถูกปล่อยออกมา  ไม่รู้เสียงใครเป็นเสียงใคร  พร้อมร่างกายที่เกร็งจัดจนกระตุกวูบ  ยังคงกอดรัดซึ่งกันและกัน

 

“สุด...ยอด...”

 

นั่นคือคำพูดแรกของหมอนั่น  หลังจากทุกอย่างสิ้นสุดลง  กินโทกิหอบหายใจหมดเรี่ยวแรง  เขาไม่รู้ว่าควรจะสนุกไปกับมันด้วยหรือเปล่า

 

หน้าของซามูไรผมเงินยังคงซบอยู่บนไหล่รองปีศาจแห่งชินเซ็นงุมิ  เหงื่อออกจนเปียกโชกเสื้อผ้าที่ถึงแม้จะถูกแหวกจนหลุดลุ่ย  แต่ก็แทบไม่ได้ถอดออกจากตัวสักชิ้น 

 

“ติดใจซะแล้วว่ะ  ฮะๆๆ” คุณกินหัวเราะเหนื่อยๆ  แต่ท่านรองไม่รู้สึกตลกเอาซะเลย

 

“เป็นอะไรหือ?  ทำหน้าเครียดตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

 

ดวงตาสีดำในความมืด  ดูหม่นหมองเหมือนคืนนั้นไม่มีผิด 

 

“หรือว่าเป็นระบบอัตโนมัติของแกวะ  เวลาทำเรื่องอย่างว่าต้องทำหน้าตาแบบนั้นด้วยตลอด” กินโทกิขมวดคิ้ว 

 

...ถึงสายตาแบบนั้นจะทำให้แกดูดีก็เถอะ  แต่เห็นแล้วรู้สึก...ไม่ค่อยสบายใจเลยว่ะ...

 

พอถูกทักเข้า  ฮิจิคาตะจึงเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเป็นค่า default ของตัวเอง  ก่อนพูดเฉไปเรื่องอื่น

 

“จะนอนแล้ว”

 

“ห๊ะ!!”

 

“ก็บอกว่าจะนอนแล้วไง”

 

“พูดงี้หมายความว่าไงวะ  หมายความว่าฉันมันจืดชืดขนาดทำให้แกทำไปง่วงไปได้เลยงั้นใช่มั้ย!” คุณกินชักสีหน้าอย่างหงุดหงิด  หาเรื่องตามมารยาททันที

 

“เปล่า  แค่ตอนนี้อยากนอนแล้ว”

 

“แก...” คนถูกปฏิเสธกัดฟันกรอด  ไอ้บ้านี่วอนส้นเท้าซะแล้วไง “เออ!  อยากนอนก็ไสหัวไปนอนไป  ฉันจะกลับล่ะ”

 

ทว่าฮิจิคาตะยังคงกอดเขาไว้  ก่อนจะโน้มศีรษะลงมาอิงบ่าของเขาช้าๆ  หลับตาลง  แล้วพูดหน้าตาเฉย

 

“ที่บอกว่าจะนอนแล้วน่ะ  หมายความว่าฉันจะหลับท่านี้  เพราะงั้นแกคงกลับไม่ได้หรอกว่ะ”

 

“หา?” อีกฝ่ายชักเง็งไปกันใหญ่ 

 

“ไม่เข้าใจอะไรเล่า  ฉันบอกว่าจะทำแบบนี้ถึงเช้าไง”

 

ท่านรองเอนร่างพิงผนังห้อง  โดยรั้งอีกร่างให้เอนตามมาด้วย  และไม่ยอมคลายอ้อมแขนออกจากคนตรงหน้า

 

“ราตรีสวัสดิ์”

 

ไม่มีคำถามอะไรอีก  หลังจากคนที่บอกว่าง่วงนอนหลับตาลงไม่นาน  ก็มีเสียงกระซิบจากกินโทกิแผ่วเบา

 

ราตรีสวัสดิ์

 

............................................................................................................................................    


Fic-Gintama: Do You...? (Gintoki/Hijikata) #8

posted on 28 Dec 2013 15:20 by god-eyes in Fiction directory Fiction, Cartoon
 
 
คำเตือน: ฟิคเรื่องนี้เป็นแนวYaoi หรือพูดง่ายๆคือความรักของเกย์(ฮา)  เตือนมาด้วยความหวังดี  กลัวท่านผู้ไม่รู้จะอ่านไปพะอืดพะอมไป  พวกเธอว์คนใดไม่ใคร่เสพจงรีบจรลีพลัน
 
 

Part VIII: การสูบบุหรี่ในร้านอาหารเป็นมารยาทที่ไม่พึงกระทำ 

 

หา?  บุหรี่

 

ฮิจิคาตะ  โทชิโร่ทวนคำอย่างประหลาดใจ  ไอ้หมอนี่มันไม่มีข้ออ้างอะไรที่ดูดีกว่านี้แล้วรึไงวะ  มันเป็นคนสูบบุหรี่ที่ไหนกัน  อยู่ๆก็มาขอสูบแบบนี้เด็กอนุบาลยังรู้เลยว่าแถเห็นๆ  ช่างเป็นข้ออ้างที่บรมห่วยจริงๆ

 

แต่ก็ดีกว่าต้องนั่งกระอักกระอ่วน  ยอมตามน้ำสักทีก็ได้ฟะ

 

“เออ  เอาสิ” ท่านรองโยนซองให้  คุณกินหยิบมาหนึ่งมวนอย่างเสียไม่ได้  เขาเคยสูบมันครั้งสุดท้ายสมัยยังวัยสะรุ่น  แต่เขาไม่เคยชอบมันเอาซะเลย  สู้ของหวานก็ไม่ได้

 

“เอ่อ...คุณครับ  ถ้ายังไงช่วยไปสูบด้านนอกจะได้ไหม”

 

คุณลุงเจ้าของร้านเอ่ยปากของร้อง  คงจะเกรงใจแขกที่เริ่มมากันมากขึ้น  ร้านก็ค่อนข้างแคบ  หลายคนอาจถูกรมควันตายไปซะก่อน

 

“ครับๆ  ขอโทษด้วยนะครับ” ฮิจิคาตะรีบลุกขึ้นจ่ายเงิน  ก่อนออกไปอย่างรวดเร็ว

 

กินโทกิมองบุหรี่ในมือ  ก่อนชั่งใจชั่วครู่ว่าควรจะตามออกไปสูบด้วยไหม  ไหนๆก็ขอมามวนหนึ่งแล้ว 

 

...เอ๋?  มวนหนึ่งเรอะ  นี่มันอยู่ในมือตูทั้งซองเลยต่างหาก  ไอ้หอกนั่นเดินออกไปไม่ได้แหกตาดูเล้ยว่าลืมอะไรบ้าง... 

 

“เอ้าลุง!  ผมไปด้วยดีกว่า”

 

กินโทกิวางเงินลงบนเคาท์เตอร์ก่อนเดินตามออกมา  จะเอาของไปคืนเฉยๆ  ไม่มีอะไรหรอก 

 

...จริงๆ  จะเอาซองบุหรี่ไปคืนอย่างเดียวจริงๆ  ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนั้น... 

 

ซอกตึกแคบๆ  ไม่ไกลนัก  ฮิจิคาตะแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่หลุดพ้นจากสภาพตรงนั้นมาได้  บุหรี่หมดไปครึ่งมวนแล้ว  เขาหาข้อสรุปให้ตัวเองว่าควรจะห่างกับหมอนั่นให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ 

 

แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ให้ความร่วมมือเลยสักนิด  เพราะอยู่ๆมันก็โผล่มาอยู่ข้างๆเขาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้

 

“จะตามมาทำไมวะ  ไอ้หอกหักนี่!”

 

เสียงทักทายครั้งที่สองดังขึ้นทันทีที่กินโทกิโผล่หัวขาวๆเข้ามา  ก่อนยื่นซองบุหรี่ให้

 

“ใครอยากตามไม่ทราบ  ฉันขอมวนเดียวล่อให้มาซะทั้งซอง  ช่วงโปรโมชั่นหรือไงวะ”

 

ฮิจิคาตะมองซองบุหรี่ของตัวเองแล้วเถียงไม่ออก  ได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับขณะหยิบซองบุหรี่เก็บเข้ากระเป๋า

 

“คืนแล้วก็รีบๆไป”

 

สีหน้ากลับมาเป็นเจ้าบ้ามายองเนสคนเดิม  บูดๆเบี้ยวๆเหมือนเหม็นส้วมตลอดเวลา

 

“เหอะ  แกนี่ก็ตลกนะ  ฉันไม่มีไฟแช็กแล้วจะให้ฉันสูบยังไง  เคี้ยวเข้าไปเรอะ”

 

คุณกินโชว์บุหรี่ในมือให้ดูอย่างหงุดหงิด

 

...ทำเหมือนฉันอยากอยู่กับแกตายแหละ...

 

ฮิจิคาตะอยากจะจับหัวมันโขกกำแพงให้สมองน้อยๆของมันไหลออกมาจริงๆ  เสียแต่คงไม่มีให้ไหลออกมาหรอกมั้งสมองเอ็งน่ะ

 

“อยากจะเคี้ยวก็เคี้ยวๆแล้วกลืนลงไปเลยสิโว้ย  จะได้ตายๆไปสักที  เห็นแกแล้วเกะกะลูกตาเป็นบ้า”

 

“อย่ามาเรื่องมากได้มั้ย  ขอไฟแช็กนิดหน่อยจะตายหรือไง!”

 

“ยาจกขนาดไม่มีเงินซื้อไฟแช็กสักอันเลยเรอะแกน่ะ”

 

“สิบปีสูบครั้งเนี่ยนะ  จะให้ฉันซื้อไฟแช็กเก็บไว้ทำซากอนารยธรรมโบราณรึไง”

 

น่ารำคาญเป็นบ้าเลยว้อย!

 

ฮิจิคาตะพยายามข่มความโกรธนับหนึ่งถึงร้อย  คนที่ยั่วโมโหเขาได้เก่งที่สุดนอกจากไอ้บ้าซาดิสม์นั่นแล้ว  ก็มีแต่ไอ้บ้าน้ำตาลเนี่ยแหละ  ที่สุดของที่สุดแห่งความกวนส้นจริงๆ

 

“เอ้า  รีบๆจุด  แล้วก็รีบๆไสหัวไปซะ”

 

ขวดมายองเนสน้อยๆถูกยื่นให้  กินโทกิรับไว้ก่อนเอาไปจ่อตรงปลายบุหรี่ที่คาบไว้ในปาก    

 

แชะ!

 

แชะ!  แชะ!

 

แชะ!  แชะ!  แชะ!  แชะ!

 

“หมดไฟแล้วอ้ะ” ไฟแช็กรูปขวดมายองเนสถูกส่งคืนให้โดยที่ยังไม่ได้ใช้งาน

 

“ขอต่อของแกหน่อยดิ”

 

อ๊ากกกก!!  นี่แกจงใจป่วนประสาทฉันใช่มั้ย  ทำไมทุกครั้งที่เจอแกจะต้องมีเรื่องงี่เง่าตามมาเป็นพรวนเหมือนซื้อผงซักฟอกแถมกะละมังแบบนี้ด้วยวะ

 

“ฮะ  เฮ้ย!”

 

ร่างสูงโปร่งในชุดยุคาตะสีดำถอยกรูดจนชิดกำแพง  เมื่อจู่ๆอีกฝ่ายก็เอาบุหรี่ที่คาบไว้ในปากมาต่อไฟจากบุหรี่ในปากเขาแบบไม่รอคำตอบ

 

ความร้อนจากปลายบุหรี่ที่เหลืออยู่ครึ่งมวนถ่ายทอดไปยังบุหรี่ที่เอามาต่อไฟ  ก่อนที่บุหรี่นั้นจะเกิดรอยไหม้และควันสีขาวหม่นอย่างช้าๆ

 

“ติดไฟแล้วนี่  ออกไปห่าง...”

 

ถ้าบุหรี่มันพูดได้  มันคงอยากถามว่า  จะจุดไฟให้มันทำไม  ในเมื่อพอติดไฟแล้ว  คนที่คาบมันไว้กลับปล่อยให้มันร่วงลงพื้น  จากนั้น...บุหรี่ครึ่งท่อนก็ร่วงตามลงมาทับบนมวนบุหรี่ตัวยาว  และค่อยๆถูกเผาไหม้ไปด้วยกัน 

 

ไม่มีใครเคลื่อนที่ออกห่าง  ไม่มีบุหรี่แล้วแต่คนบางคนยังต้องการให้ความร้อนจากอีกฝ่ายถ่ายทอดมายังตัวเอง  แค่เปลี่ยนตัวกลางจากบุหรี่เป็นริมฝีปากก็เท่านั้น

 

ท่ามกลางแสงสีในเมืองราตรี  ไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งที่เป็นไปภายใต้เงามืดของซอกอาคารเล็กๆแห่งหนึ่ง  ไม่มีใครรู้ว่าคนสองคนต้องผจญคลื่นความสับสนมากมายเพียงใด  เมื่อพวกเขาได้รับรู้ในวินาทีนั้นเองว่าการ “ฝังเรื่องทั้งหมดลงหลุม” มันเป็นเรื่องที่ไม่มีวันจะทำได้อีกแล้ว

 

จูบนั้นหวาน  และอบอุ่น  นี่ใช่ไหมคือสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวเขานับหมื่นครั้ง  นี่หรือเปล่าคือสิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดแทบบ้าตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา

 

“อือ...อืม...ปล่อยก่อน...” เสียงทักท้วงดังขึ้นจากคนที่เป็นฝ่ายถูกรุกราน  ฮิจิคาตะพยายามผลักอีกฝ่ายออกห่างแต่ไม่ค่อยมีประโยชน์สักเท่าไร

 

ไม่รู้แน่ชัดว่าดวงตาสีดำคู่นั้นกำลังสื่ออารมณ์แบบไหน  เหมือนจะโกรธแต่ก็ดูอ่อนแรงเกินกว่าจะเรียกว่าโกรธได้เต็มปาก

 

“ขอโทษ” สีหน้าแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของกินโทกิมองตอบกลับมา  “ฉันเป็นคนพูดเองแท้ๆว่าให้ลืม  แต่ขอโทษนะ...ฉันทำไม่ได้จริงๆ”

 

...ในหัวฉันมีแต่เรื่องนั้น...

 

...ไม่ว่าจะทำอะไร  ฉันก็คิดถึงแต่เรื่องนั้น...

 

“แกมันบ้าไปแล้ว!” เสียงเข้มตวาดกลับเบาๆ  ต่อให้อยากเตะไอ้ปัญญานิ่มนี่สักเท่าไร  แต่ก็ต้องจำยอมให้มันประชิดตัวกดร่างเขาจนติดกำแพงอยู่อย่างนั้น  เพราะถ้าเอะอะขึ้นมาตอนนี้ล่ะก็  มันก็เท่ากับเรียกสายตาของคนแถวนี้ให้หันมาเป็นพยานยืนยันความตุ๊ดของเขาแน่นอน

 

กินโทกิทำสีหน้าปุเลี่ยนๆเหมือนอยากจะอาเจียน  มีเสียงมากมายแย้งขึ้นมาในใจว่า

 

...ถ้าเอ็งถลำลึกมากกว่านี้  เอ็งจะกู่ไม่กลับแล้วนะโว้ย!...

 

...ไอ้บ้านี่มันมีดีตรงไหนกัน  ผู้ชายล่ำๆถึกๆเหมือนกัน  เอ็งไม่ขยะแขยงเหรอวะ...

 

...ตัวก็ตรงๆทื่อๆ  ไม่มีส่วนโค้งส่วนเว้าเอาซะเล้ย  แถมยังกวนตีนอีกตะหาก... 

 

ถึงจะคิดอย่างนั้น  แล้วทำไม...ทำไมตูถึงจูบมันอีกแล้ววะเนี่ย!!!!!!

 

“อย่า...อื้อ...อือ...” เสียงร้องห้ามดังขึ้นสั้นๆก่อนแผ่วหายไปพร้อมกับปลายลิ้นอุ่นๆที่ถูกส่งเข้ามา  ให้ตายเถอะ...ให้ตายเถอะ...ให้ตายเถอะ!!

 

...ฆ่าแม่งซะเลยดีมั้ย  ดาบก็แขวนอยู่ที่เอวนี่เอง  แค่ชักออกมาแล้วแทงพุงมันซะ...

 

...บังอาจมาก  เหยียบศักดิ์ศรีตูถึงขนาดนี้  มันก็เพียงพอแล้วที่จะไม่ต้องปรานีมันอีก...

 

มือข้างหนึ่งของฮิจิคาตะเลื่อนไปยังตำแหน่งของดาบที่ผูกติดกับโอบิไว้ช้าๆ  พร้อมที่จะดึงมันออกฝักทุกเมื่อ  รอแค่จังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น

 

แต่ว่าจังหวะนั้นมันเมื่อไรล่ะ

 

“ขอโทษ  ขอโทษนะ  ขอโทษจริงๆ” อีกฝ่ายไม่ทันสนใจว่าเขาเตรียมจะฆ่ามันอยู่รอมร่อ  ซึ่งดูจากสีหน้ามันตอนนี้ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรหรอก  เพราะเหมือนสติมันจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเอาซะเลย  เอาแต่จ้องหน้าเขาอยู่อย่างนั้น  ส่งสายตาไม่เข้าใจตัวเองมาให้  ก่อนหลบหนีเมื่อเขาจ้องกลับไป

 

อยู่ๆคุณกินก็ถอยห่าง  พยายามตั้งสติ

 

“ฉันมันบ้าเองแหละ  ฉันมันบ้าไปเอง” กินโทกิกล่าวพลางยิ้มฝืนๆ “ไม่ต้องเจอกันอีกสักพักใหญ่ๆเลยน่าจะดีนะ”

 

มือที่กระชับดาบไว้อ่อนแรงลงทันที  อ่อนแรงลง...ไม่ใช่แค่มือข้างนั้น  แต่ทั้งหมด  ทั้งร่างกายเหมือนจะทรงตัวไม่อยู่ขึ้นมากะทันหัน

 

มันถอยห่างออกไปครึ่งก้าว  แต่ความรู้สึกหนาวเยือกกลับผ่าเข้ามาจนเกือบวูบ

 

“คำว่าไม่ต้องเจอกันอีกสักพักใหญ่ๆของแกน่ะ...นานสักแค่ไหนกัน?”

 

คำถามนั้นเดิมเป็นเพียงความคิดชั่วแล่น  แต่บัดนี้เขาเผลอถามมันออกไปอย่างลืมตัว  ลืมตัวแม้กระทั่งการปั้นสีหน้าไร้ความรู้สึกอย่างที่เขาทำได้ดีมาตลอด

 

...ไม่ต้องเจอกันอีกสักพักใหญ่ๆน่ะ  นานสักแค่ไหนกันงั้นเรอะ  เราพูดเหมือนอยากจะรั้งมันไว้แบบนั้นออกไปได้ยังไงกันฟะ  พูดออกไปได้ยังไง  โธ่โว้ย!... 

 

                “บ้าเอ๊ย!  แกนี่ไม่คิดก่อนพูดเลยใช่มั้ย” คุณกินบอกอย่างหงุดหงิด  “ถ้าแกพูดแบบนี้  รู้มั้ยผลมันจะเป็นยังไง”

 

“ยังไง?”

 

“แกนี่รำคาญที่สุดเลยว่ะ  สู้สาวๆก็ไม่ได้  ช่างเอาใจกว่ากันเยอะ”

 

“งั้นก็ไปหาสาวๆแกไป๊”

 

“ไม่ว่ะ” คุณกินเข้ามาประชิดอีกครั้ง  คราวนี้ไม่ประชิดเปล่า  แต่มือยังดึงคอเสื้อแหวกออกด้วย  ก่อนจะ...

 

“ทำบ้าอะไรของแก!!  ที่นี่มัน...”

 

“ฉันอยากได้แก  ขออีกสักครั้งได้มั้ย”

 

หื่น!  หื่นมาก!!  นี่มันกล้าพูดแบบนี้กับสาวๆด้วยหรือเปล่าวะ  โคตรจะไร้ลีลาและชั้นเชิง  ทุเรศสุดๆ

 

“กล้ามากนะแก...กล้ามาก...” ท่านรองกัดฟันกรอด  เจ็บใจตัวเองที่เผลอไปพูดอะไรบ้าๆ  ทั้งที่เมื่อกี้มันก็ทำท่าจะหยุดอยู่แล้ว

 

“ขอเถอะนะ  เดี๋ยวเลี้ยงข้าวราดมายองเนสเลยเอ้า!”

 

...นี่เอ็งเล่นมุขใช่มั้ย...

 

“ออกไป!” ฮิจิคาตะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงประสาทๆ  แต่ไม่รู้ว่าไอ้บ้าน้ำตาลนี่มันไปกินไวอากร้ามาหรือไง  เรี่ยวแรงมันถึงได้เยอะผิดปกติแบบนี้  หรืออาจจะเป็นเขาเองที่อ่อนปวกเปียกก็ได้  น่าสังเวชที่สุด 

 

“บ้าเอ๊ย!  ตูเป็นผู้ชายนะโว้ย  ผู้ชาย!!  ได้ยินมั้ยไอ้บ้านี่!”

 

“อย่าย้ำมากนักจะได้มั้ย   ฉันก็ใช่ว่าจะอยากทำแบบนี้” คุณกินตอกกลับด้วยน้ำเสียงประสาทไม่แพ้กัน  “ก็บอกว่าจะเลี้ยงข้าวราดมายองเนสไงเล่า  แถมพาเฟ่ต์ราดมายองเนสด้วยเลยก็ได้  เพราะงั้นไปโรงแรมกันเถอะ”

 

...โอ้โหเอ็งนี่สุดยอดแห่งความถ่อยจริงๆเลยว่ะ  ถึงว่าไม่มีสาวหน้าไหนกล้าคบกับแก  เล่นหน้าหนาซะขนาดนี้...

 

“ไม่!  จะไปตายที่ไหนก็ไปคนเดียวเหอะแก”

 

“เออ!  อยากให้ทำตรงนี้ใช่มั้ย!”

 

“เฮ้ย!!”

 

เป็นประสบการณ์ในสถานที่ที่แย่ที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเคยเจอมา  ถึงจะเป็นในที่ลับตาแต่ก็ยังเป็นที่สาธารณะ  กินโทกิเหมือนจะหลุดไปอีกโลกหนึ่งแล้ว  ริมฝีปากของมันแนบลงบนต้นคอของเขาก่อนลากลงมาช้าๆ

 

“ไอ้...ไอ้........” คิดคำด่าไม่ออก  อารมณ์เริ่มกระเจิดกระเจิง  ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นเริ่มกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้ง

 

ไอร้อนที่โลมเลียร่างกาย  สัมผัสนุ่มละมุน  อบอุ่นและอ่อนโยน 

 

คารมห่วยแตก  แต่ฝีมือนับว่าเยี่ยม  นี่แหละตัวตนของหมอนี่...ไม่มีคำพูดสวยหรูอะไรมากมาย  มีแต่การกระทำที่มั่นคง...เสมอ

 

นี่ตูเอามาเปรียบเทียบกันได้ยังไงฟะ!

 

ฝ่ามือลากผ่านกลางหลัง  ก่อนเลื่อนลงไปใต้ฮากามะ  อีกฝ่ายสะดุ้งไม่คิดว่ามันจะเอาจริง  ที่สำคัญคือ...ในที่แบบนี้

 

“อย่าเชียวนะแก” ท่านรองรีบบอกอย่างรวดเร็ว  แต่ก็ยังช้าไป

 

“แกก็อยากอยู่นี่  จะเรื่องมากทำไมกัน” กินโทกิตอบเรียบๆ  ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้  ลมหายใจร้อนๆระเรี่ยปลายจมูกทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก  ริมฝีปากประกบลงไปอีกครั้ง  จะได้ไม่มีเสียงร้องอะไรให้ชาวบ้านแถวนี้ได้ยิน  เลือดฝาดแดงระเรื่อปรากฏบนใบหน้าคมเข้มขึ้นมาจางๆ 

 

...นี่เรากำลังทำอะไรอยู่... 

 

กินโทกิตั้งคำถามกับตัวเอง  มือเร่งเร้าการกระทำภายใต้ฮากามะสีเข้ม  จ้องมองดวงตาสีดำเนิ่นนาน  ในนั้นมีแววทรมานปนสับสน  มันดูน่าหลงใหลสำหรับเขาเหลือเกิน  ทำไมกันนะ    

 

คุณกินถอนริมฝีปากออก  เพราะเริ่มกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายใจไม่ทัน  ฮิจิคาตะหอบหายใจหนักหน่วง  อดกลั้นที่จะไม่ร้องจนกัดปากตัวเอง  เลือดค่อยๆไหลซึมจากมุมปากผ่านลงสู่ปลายคาง

 

“เออ...ถ้าจะขนาดนี้ก็ร้องสักหน่อยก็ได้นะ  เบาๆ  ไม่มีใครได้ยินหรอก”

 

สายตาคมกริบตวัดใส่ทันที

 

“ใครอยากร้องกัน...ไอ้....” ด่ากลับไปเพียงเท่านั้นก็เผลอร้องออกมาจนได้ “อึ่ก...อะ...อา  ไอ้บ้านี่  เดี๋ยวก่อน  เร็วไปแล้ว”

 

“เออน่า...ไม่ชอบรึ”

 

“อืม...กินโทกิ  กิน...”

 

ไอ้เสียงครางบ้าๆนี่มันหลุดออกมาได้ยังไงกันวะ  ตูอยากจะผูกคอตายมันซะตรงนี้เลยจริงๆ

 

“ไปต่อกันเถอะนะ  ไปโรงแรมกันเถอะ”

 

“หุบปาก!  แล้วรีบทำให้เสร็จๆซะ”

 

“ร้องอีกหน่อยสิ”

 

“แกนี่มัน...อ๊ะ...อา........” ยอมให้เสียงลอดผ่านออกมาเพียงแผ่วเบาแทบเป็นเสียงกระซิบ  ร่างกายตอบสนองจนถึงที่สุด  เผลอจิกนิ้วลงบนไหล่อีกฝ่ายแน่น

 

“ไปไหม?”

 

“ปะ  ไป”

 

รอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นบนใบหน้าของกินโทกิ  แต่เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยแววแห่งความกังวล  แม้จะบอกตัวเองว่าเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ก็ตาม  ลึกๆมันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่น

 

...เราแค่อยากสนุกกันเท่านั้นเองใช่ไหม...

 

ร่างสูงโปร่งในอ้อมกอดสั่นสะท้าน  ซุกหน้าลงบนยูคาตะสีขาว  กลิ่นหอมสะอาดของเส้นผมสีดำแม้จะไม่หอมหวานเหมือนกลิ่นของผู้หญิง  แต่มันกลับดึงดูดอย่างประหลาด

 

ฮิจิคาตะพ่นลมหายใจออกจากปาก    ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา  มีสิ่งที่เขาไม่รู้จักอยู่ในแววตานั้น  มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่เขามีในตอนนี้ 

 

“เปียกหมดเลยสินะ”

 

“.....................”

 

คิ้วเข้มกระตุกอย่างหงุดหงิดในคำถามโง่ๆของซามูไรรับจ้าง  ก่อนจะเอ่ยปากไปอีกเรื่อง

 

“เราแค่เล่นสนุกกันเท่านั้น  เข้าใจมั้ย”

 

“เออ” มันพูดในสิ่งที่เขาคิดออกมาอีกแล้ว  ไอ้ที่หนีกันไม่เคยพ้นก็คงเป็นเพราะความเหมือนจนชวนสยองของเขากับมันนั่นแหละ

 

“ฉันมีข้อแม้อยู่สองข้อ” ฮิจิคาตะเริ่มใช้สมองจัดการปัญหานี้ให้รวบรัดและง่ายที่สุด  ในเมื่อแผน “ฝังลงหลุม” มันไม่ได้ผล  ก็คงเหลืออยู่วิธีเดียว

 

“ข้อแม้?”

 

“เรื่องนี้ห้ามบอกใครเด็ดขาด  แม้แต่หมาที่บ้านแก”

 

“หน้าฉันก็มียางอายนะโว้ย  ใครจะพูดให้อายตัวเองวะ!”

 

ฮิจิคาตะก็คิดอย่างนั้นแหละ  กินโทกิกับเขามักจะคิดอะไรเหมือนกัน  เพราะงั้นเรื่องที่ว่ามันจะปากโป้งน่ะลืมไปได้เลย

 

แต่ไหนๆก็คิดจะเลยตามเลยแล้ว  เขาคงต้องขออะไรบางอย่างมาแลกเปลี่ยนหน่อยล่ะ

 

“อีกข้อหนึ่งก็คือ...” ฮิจิคาตะแสยะยิ้ม

 

“ในเมื่อคิดจะเล่นเกมนี้กับฉัน  แกต้องสัญญาว่าจะยอมลองทุกอย่าง  แกเคยบอกว่าสิ่งที่เราทำกันมันเป็นการหาประสบการณ์ใช่มั้ยล่ะ  เพราะฉะนั้นเราก็ควรที่จะลองมีประสบการณ์ทุกรูปแบบ”

 

“ตามสบาย  จะโซ่  แส้  กุญแจมือ  ยังไงก็ได้ทั้งนั้น”

 

คุณกินตอบไปโดยไม่คิดอะไร  เขาก็กะแบบนั้นอยู่แล้ว  แค่เล่นสนุก  ได้ลองอะไรแผลงๆที่เคยอยากทำ  ในที่สุดก็หาคนที่กล้าเล่นด้วยได้สักที  ถึงจะเป็นผู้ชายทั้งแท่งก็เหอะ

 

ฮิจิคาตะไม่พูดอะไรต่อ  ได้แต่ยิ้มเย็นๆกับตัวเอง

 

...เดี๋ยวได้รู้กัน... 

 

............................................................................................................................................

 

หารครึ่งสิวะ  ห้องใช้กันสองคนจะให้ฉันออกคนเดียวเรอะ  พูดหมาๆ

 

“เอ๊ะ!  นี่ฉันมันประชาชนหาเช้ากินค่ำตาดำๆนาเหวย  แล้วดูเลือกโรงแรมเข้า  หรูขนาดนี้ใครจะไปมีปัญญาจ่าย  เอ็งน่ะเป็นตำมะหรวดล่ำซำก็จ่ายไปสิ ”

 

“ไอ้ที่ถูกๆน่ะมันเต็มหมดแล้วโว้ยดึกดื่นป่านนี้  แล้วไง  ยังไงแกก็ต้องหารครึ่ง  ไม่งั้นแกยืนหน้าประตู  ฉันยืนในห้องแล้วทำมันตรงนั้นเลยดีมั้ย  จะได้ไม่ต้องหาร!”

 

...ช่างกล้าพูด...

 

พนักงานหน้าเคาท์เตอร์โรงแรมได้แต่ยืนเหงื่อตกกับลูกค้าสองคนที่มาเถียงกันด้วยเรื่องติดเรท18+อยู่นานนับสิบนาทีแล้ว  ที่จริงประเด็นมันก็คือตังค์มีไม่พอตั้งคู่  การแก้ปัญหาที่ง่ายกว่าการมาเถียงกันจนประเด็นออกทะเลมันมีตั้งเยอะแยะ  แต่กลับยืนทะเลาะกันอยู่ได้ตั้งนาน 

 

...หน้าตาก็ดี๊ดี  ดันเป็นเกย์ซะงั้น  แถมไม่เต็มเต็งพอๆกันอีกต่างหาก...

 

“คุณลูกค้าคะ  ถ้ายังไงใจเย็นๆกันก่อน...”

 

“เออ...ไม่หารก็ไม่หาร  งั้นเปลี่ยนที่!” ฮิจิคาตะตัดบทอย่างรำคาญ  ก่อนลากกินโทกิออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว  ทิ้งให้พนักงานยืนมองตาปริบๆ  นอกจากจะมาเถียงกันให้ฟังตั้งนานแล้ว  ยังชิ่งหนีไม่เช่าห้องซะงั้น

 

“แกจะไปที่ไหนของแกวะ” คนหัวขาวถามขณะเกาหัวแกรกๆ  แถวนี้มันไม่ใช่ย่านโรงแรมนี่หว่า

 

ฮิจิคาตะไม่ตอบ  เมื่อมาถึงร้านเล็กๆร้านหนึ่งก็หยุด  มันเป็นร้านสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ  ดูแล้วน่าจะเป็นหอคณิกา  ซึ่งเขาคิดถูก

 

สาวน้อยในชุดกิโมโนเดินออกมาต้อนรับ 

 

“สวัสดีค่ะคุณท่าน...อ้าว!”

 

เธอชะงักเมื่อเห็นหน้าฮิจิคาตะ  จำได้ว่าแขกคนนี้มาม่าเพิ่งส่งกลับไปเองนี่นา  ฮิจิคาตะทักทายเธอเล็กน้อยก่อนสั่งว่า

 

ขอคุยกับมาม่าซังหน่อยสิ 

 

............................................................................................................................................


Fic-Gintama: Do You...? (Gintoki/Hijikata) #7

posted on 28 Dec 2013 15:18 by god-eyes in Fiction directory Fiction, Cartoon
 
 
คำเตือน: ฟิคเรื่องนี้เป็นแนวYaoi หรือพูดง่ายๆคือความรักของเกย์(ฮา)  เตือนมาด้วยความหวังดี  กลัวท่านผู้ไม่รู้จะอ่านไปพะอืดพะอมไป  พวกเธอว์คนใดไม่ใคร่เสพจงรีบจรลีพลัน
 
 
 

Part VII: เรื่องน่าแปลกของคนเราก็คือ...ชอบปรึกษาปัญหาชีวิตกับคนแปลกหน้า 

 

เหลืออีกสองวันจะสิ้นสุดสัปดาห์แห่งการลาป่วยอันยาวนาน  ในที่สุดร่างกายของเขาก็กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม  แถมยังดูจะกระปรี้กระเปร่าเอามากๆเสียด้วย  และนั่นก็เป็นสาเหตุให้รองหัวหน้าแห่งชินเซ็นงุมิออกมาเดินเพ่นพ่านอยู่แถวย่านเมืองราตรีในคาบูกิโจ

 

ทำไมต้องมาแถวนี้น่ะเหรอ

 

ใบหน้าคมเข้มยิ้มแสยะเล็กน้อยอย่างนึกสนุก  เขาแค่อยากพิสูจน์อะไรบางอย่างก็เท่านั้น

 

ท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดหม่นไม่มีแม้ดาวสักดวง  ฮิจิคาตะในชุดนอกเครื่องแบบสีเข้มเหมือนทุกครั้งมุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง  ภายนอกมันเป็นตึกทรงญี่ปุ่นเก่าแก่  แต่ยังอยู่ในสภาพดีและสะอาดสะอ้าน  แสงไฟเหลืองนวลจากโคมแขวนหน้าร้านส่องสว่างอาบไล้ทางเดิน  เพียงแค่มาหยุดยืนอยู่ที่ร้านนี้  แสงสีจากผับบาร์รอบๆกลับดูห่างไกลราวกับอยู่คนละโลก  แม้จะเป็นสถานที่ที่ให้บริการในแง่ที่ไม่ต่างกันนัก  แต่ค่านิยมของร้านนี้เป็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม  ราวกับลอกเลียนมาจากขนบของเกอิชา  เขาชอบบรรยากาศสงบเงียบแบบนี้มากกว่า

 

...แต่ถ้าเป็นไอ้บ้านั่น  ต้องเลือกผับเพลงดังๆ  สาวๆรุมล้อม  ร้องคาราโอเกะได้ยันสว่างแหงๆ... 

 

...แต่ก็หลายครั้งอยู่นา  ที่คิดว่ามันจะไม่ไปที่นี่แน่ๆ  แต่กลับเจอกัน  ถ้าเจอมันที่นี่จะทำไงดีวะ  มันกับเรายิ่งชอบทำอะไรเหมือนๆกันอยู่ด้วย  ลืมคิดไปสนิทเลย  เฮ้ยหรือว่ามันจะอยู่ที่นี่จริงๆ... 

 

ความคิดชวนสติแตกของเขาหยุดลงเมื่อหญิงสาวนางหนึ่งเดินออกมาต้อนรับ

 

“สวัสดีเจ้าค่ะ  คุณท่าน” เธออยู่ในชุดกิโมโนยาวกรุยกราย  ผิวขาวจัด  ค้อมหัวให้เขาอย่างนอบน้อม “เชิญด้านในสิเจ้าคะ”

 

ขาที่เริ่มจะถอยหลังกลับอย่างกล้าๆกลัวๆเลยจำต้องเดินเข้าไปในร้านแต่โดยดี

 

ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องหอม  และแสงเทียนสลัว  เขาตรงเข้าไปยังห้องรับรอง  นางโลมราวสิบกว่าคนกำลังนั่งคุยกันเบาๆ  ได้ยินมาเหมือนกันว่าของที่นี่เน้นคุณภาพ  แต่นึกไม่ถึงว่าจะสวยกันขนาดนี้  ชนิดที่ในสิบกว่าคนนั้นไม่มีคนหน้าตาเกณฑ์ธรรมดาหรือมีจุดติด้านความงามแม้แต่คนเดียว

 

...หึ  หึ  งานนี้แกได้พิสูจน์ตัวเองแจ่มแจ้งแดงแจ๋แน่  โทชิโร่เอ๋ย... 

 

“มาอิ  สาเกหนี่งชุด” เสียงออกคำสั่งดังขึ้นจากหญิงสาวหนึ่งในนั้น  เธอคงนี้คงจะเป็นมาม่าซัง  สาวน้อยคนหนึ่งกุลีกุจอจัดมาเสิร์ฟเขาตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว 

 

ท่านรองจดจ้องหญิงสาวตรงหน้า  นี่เป็นมาม่าซังที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา  โดยเฉพาะขนาดของบางสิ่งที่เนินนูนออกมากจากกิโมโนแหวกอกเผยไหล่ขาวเนียน  เอาจริงๆคือเห็นแล้วแทบละสายตาไปไหนไม่ได้

 

“ค้างคืนหรือเปล่าคะคุณท่าน”   

 

“ค้าง!” เสียงเฉียบขาดราวกับกำลังสั่งลูกน้องอยู่ยังไงยังงั้น  ทำเอามาม่าซังยิ้มน้อยๆอย่างนึกขัน 

 

“ตามสบายเลยค่ะ” เธอผายมือไปยังเหล่านางโลมหน้าตาสะสวย  แต่สายตาเขายังไม่อาจละไปจากหน้าอก...เอ่อ...มาม่าซังได้

 

“เอ่อ...ถ้าไม่รังเกียจอะไร  ผมขอมาม่าได้ไหมครับ”

 

มาม่าซังเลิกคิ้ว  เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าผมของผู้หญิงคนนี้เป็นสีเงิน  น่าแปลกที่เขาไม่สะดุดตาตั้งแต่ทีแรก  ทั้งที่มันควรจะเป็นจุดเด่นแท้ๆ

 

...เหมือนเจ้าบ้านั่นเลย... 

 

...แล้วจะไปนึกถึงทำไมเล่า  บ้าเอ๊ย  ไอ้บ้าน้ำตาลนั่นมีไอ้นี่ที่ไหนกัน!...

 

ฮิจิคาตะด่าตัวเองในใจ  พลางตวัดสายตาแลหน้าอกของมาม่าซังอีกครั้ง

 

“ดิฉันมีหน้าที่จัดเด็กอย่างเดียวเจ้าค่ะ...”

 

...เฮ้ยจะปฏิเสธฉันเรอะ  ไม่ได้หรอกนะพี่สาว  ฉันน่ะต้องการของคุณภาพสูงเพื่อบำบัดตัวเองอย่างด่วนจี๋...

 

“งั้นหรือครับ  น่าเสียดายจริงๆ  พิเศษให้ผมหน่อยไม่ได้เหรอ  แค่รินเหล้ากับเป็นเพื่อนคุยอย่างเดียวก็ได้”

 

มาดนุ่มกินขาดของรองปีศาจอันเลื่องลือเริ่มทำงานอีกแล้ว  สายตาคมๆกับเสียงทุ้มลึกที่สาวคนไหนได้พบเจอเป็นต้องกรี๊ดสลบทำเอามาม่าซังชะงักก่อนตอบตกลงอย่างง่ายดาย

 

“ถะ  ถ้าแค่รินเหล้าล่ะก็...ได้เจ้าค่ะ”

 

...ใช่ตอนแรกน่ะแค่รินเหล้า  ตอนจากนั้นผมจะสานต่อเองครับมาม่าซัง  ยังไงคืนนี้มาม่าก็ไม่รอดผมหรอกครับ   หึ  หึ...

 

ซึ่งแน่นอนว่าผู้ชายระดับฮิจิคาตะ  โทชิโร่ทำได้สบายๆอยู่แล้ว

 

 

............................................................................................

 

..........................................

 

................

 

“อะ  อา  อย่าเจ้าค่ะ  ไหนบอกแค่รินเหล้า...”

 

หญิงสาวพยายามดันร่างสูงออกห่าง  ใบหน้าหล่อเหลากำลังซุกไซ้เนินอกอิ่มอย่างแผ่วเบา

 

...อะไรกันนะเรา  ไม่เห็นจะต้องกังวลเลย  เราก็ยังเป็นผู้ชายปกติอยู่นี่...

 

บอกไม่ถูกหรอกว่าตอนนี้เขายินดีขนาดไหน  ที่ในที่สุดก็หาข้อสรุปให้กับรสนิยมของตัวเองได้สักที  เขาเป็นผู้ชาย  ถึงจะเคยลองทำกับผู้ชายไปแล้ว  แต่ก็ยังชอบผู้หญิง  ผู้หญิงยังคงเป็นสิ่งหอมหวานสำหรับเขาเสมอ

 

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มเคลิ้ม  เขาก็เริ่มรุกคืบ  ประทับริมฝีปากลงไปทันที  บรรยากาศราวกับอยู่ในห้วงฝัน  แสงเทียนกระทบกับเส้นผมสีเงินวาววับ

 

...งดงาม...

 

“อึ่ก!”

 

ทุกการกระทำหยุดลงอย่างรวดเร็ว  ความรู้สึกหนึ่งแล่นวาบเข้ามา  เป็นความรู้สึกที่ประหลาดมาก  คล้ายกับอาการตกตะลึงผสมกับความเจ็บปวด

 

...ทำไมเขาถึงเลือกมาม่าซังกันนะ...

 

...นางโลมคนอื่นก็สวยเหมือนกันหมด  ทำไมถึงเลือกมาม่าซังกันนะ...

 

...หรือเพราะมีมาม่าซังคนเดียวที่มีผมสีเงิน...

 

ความคิดนี้ทำให้ร่างกายแทบจะไร้ความรู้สึก  หวนคิดเป็นครั้งแรกถึงสาเหตุที่ทำให้เขาถลำลึกในคืนนั้น

 

...เพราะแสงสีเงินนั้น  งดงามและอบอุ่น...

 

...เพราะเขาเผลอไผลให้กับความงามของมันจนลืมตัว...

 

...ไม่!  มันไม่มีทางเป็นแบบนั้น!...

 

“ขออภัยเจ้าค่ะ  ดิฉันให้ไม่ได้จริงๆ”

 

มาม่าซังได้ทีช่วงที่เขาเผลอหยุด  ถอยออกห่างทันทีก่อนก้มคำนับอย่างรู้สึกผิด

 

“ทำไมล่ะ  ฝีมือฉันไม่ดีขนาดนั้นเลยรึ?” ฮิจิคาตะรู้สึกแย่ขึ้นมาดื้อๆ  มือควานหาบุหรี่มาจุดสูบ  ก่อนปล่อยควันสีขาวลอยคว้างในอากาศ

 

“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ  เพียงแต่ว่าดิฉันน่ะ...”

 

“มีเรื่องอะไรเหรอ?” เห็นสีหน้าทุกข์ใจของเธอแล้วชักอยากรู้เรื่องขึ้นมา  ดีเหมือนกัน...ถึงจะไม่ได้ทำอย่างว่า  ก็ถือซะว่าหาเพื่อนปรับทุกข์

 

“คือ...ดิฉันท้อง”

 

“อ้าวเหรอ  ยินดีด้วยนะ  กี่เดือนแล้วล่ะ”

 

“สองเจ้าค่ะ”

 

“สองเดือน...ห๊าว่าไงนะ  เธอท้องอยู่เรอะ!

 

เสียงแปดหลอดดังไปสามบ้านเจ็ดบ้านดังขึ้น  หญิงสาวตีความเอาเองว่าเขาคงโกรธมาก  แทบจะเอาหัวโขกพื้นเพื่อขอโทษ

 

“ดิฉันไม่ได้ตั้งใจจะหลอกคุณท่านนะเจ้าคะ  คือคุณท่านบอกเองว่าแค่รินเหล้า...  ดิฉันขออภัยจริงๆเจ้าค่ะ!”

 

“เฮ้ยๆ  พอแล้วน่า  ใครจะบ้าไปโกรธกับเรื่องแบบนี้กันเล่า  ปัดโธ่!  แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก”

 

ฮิจิคาตะดับบุหรี่ในมืออย่างรวดเร็วก่อนหาเสื้อคลุมมาห่มให้เจ้าหล่อนซึ่งบัดนี้มีแทบไม่มีอะไรติดตัวเพราะเขาเปลื้องมันออกจนเกือบหมด

 

อีกนิดเดียว...อีกนิดเดียวเขาก็เกือบทำเรื่องวิปริตลงไปซะแล้ว  โชคดีจริงๆที่...

 

...ที่เผลอคิดถึงหมอนั่น...

 

“ดิฉันจะหาเด็กใหม่ให้นะเจ้าคะ” มาม่าซังกล่าวชดใช้ให้แต่โดยดี  แต่ฮิจิคาตะไม่อยากทำอะไรพรรคนั้นแล้วล่ะ

 

“ไม่ต้องหรอกมาม่า  ผมขอแค่รินเหล้าอย่างเดิมแล้วกัน”

 

ร่างสูงส่งจอกสาเกให้ก่อนยิ้มน้อยๆปลอบใจ  มาม่าซังค่อยโล่งใจยิ้มตอบ  ก่อนรับจอกนั้นมารินสาเกให้จนเต็ม

 

“ใครเป็นพ่อล่ะ  แขกรึ?”

 

“เปล่าเจ้าค่ะ”

 

“คนรัก?”

 

“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ”

 

“เอ๋?  แล้วใครกัน” ท่านรองสงสัย  “ขอโทษที่ถามซักไซ้นะ  ฉันแค่อยากหาเพื่อนคุย  ไม่ตอบก็ไม่เป็นไร”

 

“ไม่หรอกเจ้าค่ะ  ที่จริงเราก็ต่างเป็นคนแปลกหน้า  ถึงจะรู้เรื่องของกันและกันไปก็เท่านั้น”

 

“จริงของมาม่า  งั้นเชิญมาม่าซังเล่าก่อนเถอะ”

 

“อาชีพอย่างพวกดิฉันน่ะ  ที่จริงแล้วไม่ยอมปล่อยให้พลาดได้หรอกเจ้าค่ะ  ทุกครั้งจะมีการป้องกันอย่างดี  ไม่ทางเราก็ต้องทางแขก  เพราะถ้าเกิดท้องขึ้นมาจะเสียงานเอาได้” มาม่าซังอธิบาย   

 

“แต่วันนั้น  ดิฉันพลาดเจ้าค่ะ  เพราะไม่คิดว่าชีวิตนี้จะเผลอไปมีอะไรกับไอ้บ้านั่นได้”

 

“ไอ้บ้านั่น?” ท่านรองรู้สึกขัดๆกับคำพูดของเธอ  นี่คงจะแค้นหมอนั่นน่าดูสินะ

 

“หึ!” หญิงสาวแค่นเสียงหัวเราะขื่นๆ

 

“มันเป็นกะเทยอยู่บาร์คุณไซโกะเจ้าค่ะ”

 

พรวด! 

 

สาเกที่ดื่มเข้าไปถูกพ่นออกมาจากปาก  ตามด้วยเสียงไอแค่กๆ

 

กะเทยทำผู้หญิงท้อง!  มันก็น่าจะสำลักอยู่หรอก 

 

ในบรรดามวลมนุษย์ทั้งหมดที่มีอะไรกันโดยไม่ได้ตั้งใจ  เขาเริ่มรู้สึกว่าเคสของเขาไม่ได้เลวร้ายที่สุด

 

“นังตุ๊ดนั่นเป็นเพื่อนของดิฉันเอง  ที่จริง...จะเรียกว่าเพื่อนคงไม่ถูกนัก  เรียกว่าคู่แข่งน่าจะเหมาะกว่า  ดิฉันกับมันรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆแล้วเจ้าค่ะ  มันก็เป็นพวกผิดเพศอย่างนี้มาตั้งแต่จำความได้  ดิฉันกับมันแข่งกันในทุกๆเรื่อง  แล้วเวรกรรมอะไรไม่รู้ที่เรามักจะทำอะไรได้เหมือนๆกันไปซะหมด  คู่กัดตลอดกาลน่ะเจ้าค่ะ  แข่งกันสวย  แข่งกันเรียกแขก  แล้ววันหนึ่ง...”

 

ฮิจิคาตะนั่งฟังเงียบๆ  ตะหงิดๆว่าทำไมเรื่องที่หล่อนเล่ามันช่างคุ้นๆ

 

“มีเหตุบังเอิญให้ฉันไปนอนค้างบ้านมัน  แล้วก็สนุกสนานกันตามประสาสาวๆน่ะเจ้าค่ะ  ไปไงมาไงไม่รู้  พอดื่มจนเมาได้ที่มันก็บ่นประมาณช่วงนี้ขาดแคลนผู้ชาย  ทำงานที่บาร์ก็ได้เป็นแต่ฝ่ายแสดง  ไม่ได้รับแขกสักที  แล้วมันก็...ก็ขอให้ดิฉัน...ช่วย...”

 

ไม่คุ้นๆแล้วล่ะงานนี้  มันใช่ชัดๆเลยต่างหาก

 

จากทั้งสองเหตุการณ์ที่เขารู้มา  สรุปได้ว่าถ้าไม่อยากเผลอตัวไปนอนกับใคร  มีกฎง่ายๆอยู่สามข้อ  หนึ่งห้ามอยู่ด้วยกันสองต่อสองขณะกำลังเหงา  สองห้ามให้เหล้าเข้าปากเด็ดขาด  สามห้ามพูดเรื่องเศร้าๆเพราะจะทำให้เคลิ้มได้ง่าย  หากมีส่วนประกอบครบสามองค์นี้เมื่อไร  ต่อให้เป็นผู้ชายแท้ๆแมนๆด้วยกันทั้งคู่  หรือกะเทยกับผู้หญิง  ก็มีโอกาสเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นได้เสมอ

 

“ใครจะคิดว่าคนที่เป็นกะเทยมาทั้งชาติอย่างมันจะอยากทำอะไรกับผู้หญิงขึ้นมา  ตอนนั้นเราคิดแค่อยากจะลองอะไรแปลกๆเท่านั้น  เพราะเหล้าแท้ๆเชียว  ปกตินังนั่นแค่เห็นผู้หญิงก็ยี้จนไม่อยากเข้าใกล้  แล้วทำไม...ทำไม...”

 

จากคนสวยๆ  พอพูดถึงเรื่องนั้นมากเข้ากลับทำท่าเหมือนใกล้บ้าเข้าไปทุกที  ใช่เลย...นี่แหละสภาพของเขาตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา  แต่อย่างน้อยที่สุดก็นับว่าโชคดีที่เขาไม่มีมดลูก

  

“เอาน่า...ฉันเข้าใจ  แล้วเธอจะทำยังไงต่อไปล่ะเนี่ย”

 

“เลยเถิดมาถึงขั้นนี้แล้วก็คงต้องช่วยกันทำมาหากินเลี้ยงลูกล่ะเจ้าค่ะ  ดิฉันไม่คิดมากหรอก  เพราะยังไงกะเทยก็ไม่มีวันรักผู้หญิงได้อยู่แล้ว  ต่อให้ดิฉันมีลูกกับมันอีกสักสิบคน  สุดท้ายจิตใจของมันก็ยังคงรักผู้ชายอยู่ดี  ดิฉันถือว่ากำไรเจ้าค่ะ...ได้ครอบครัวแต่ไม่ต้องผูกมัด  ที่จริงก็ไม่เลวร้ายเท่าไร”

 

นั่นสินะ  ที่จริงเมื่อกี้เขาก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าไม่ได้ตายด้านกับผู้หญิงสักหน่อย  ต่อให้เขามีอะไรกับกินโทกิอีกสักเท่าไร  สุดท้ายเขาก็ยังคงรักผู้หญิงอยู่ดี

 

เซ็กส์กับความรักมันคนละเรื่องกัน  เหมือนที่มาม่าซังบอกไงล่ะ  ก็แค่อยากลองอะไรแปลกๆ

 

...คิดซะว่าเมื่อคืนนี้เราเล่นอะไรพิเรนทร์ๆสนุกๆไว้เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตก็แล้วกัน...

 

เป็นอย่างที่เจ้านั่นพูดไว้ไม่มีผิด  เฮ้อ! ป่านนี้มันคงไม่คิดอะไรแล้วล่ะมั้ง 

 

นี่น่ะเหรอสิ่งที่เรากังวลมาตั้งนาน  ในที่สุดก็ได้คำตอบให้สบายใจสักที

 

ใบหน้าที่มักจะเคร่งเครียดอยู่เป็นนิจกลับมีรอยยิ้มจางๆผุดขึ้นมา  เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความโล่งอก  ฮิจิคาตะถอนหายใจเฮือกหนึ่ง  ปลดปล่อยความวิตกทุกอย่างออกไปพร้อมกับอากาศ 

 

“มีอะไรหรือเจ้าคะ?”

 

“เปล่าหรอก  มาม่าซังอยากฟังเรื่องของฉันบ้างมั้ยล่ะ”

 

โดยไม่รอฟังคำตอบ  ฮิจิคาตะก็เริ่มเล่าให้เธอฟัง 

 

เพราะสำหรับคนแปลกหน้า  ถึงจะรู้ความลับของกันและกันไป  มันก็เท่านั้น...จริงไหม?

 

............................................................................................................................................

 

  “ขอบคุณนะมาม่าซัง  ผมประทับใจที่นี่จริงๆ”

 

ร่างสูงโปร่งบอกกับสตรีในชุดกิโมโนยาวที่เดินมาส่งหน้าร้าน

 

“ดิฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะเจ้าคะ  ก็แค่คุยกัน”

 

“คุยกันนั่นแหละดีแล้ว”

 

“ไว้โอกาสหน้าดิฉันจะบริการให้นะเจ้าคะ” มาม่ายิ้มบอก

 

“อีกสักเก้าเดือนมาหาใหม่แล้วกัน  จะแวะมาดูไอ้ตัวเล็กด้วยดีมั้ย” จากที่ตั้งใจว่าจะมาสนุกกับสาวๆ  กลายเป็นงานชุมนุมคุณแม่ไปซะงั้น

 

“ที่บอกจะบริการให้ดิฉันไม่ได้หมายถึงตัวเองเจ้าค่ะ  ยกเว้นแต่คุณท่านจะชอบไซส์คุณแม่”

 

“คุณแม่นั่นแหละ......ดี” ท่านรองเผลอมองหน้าอกเธออีกแล้ว “ยังไงผมก็สนแต่มาม่านั่นแหละ”

 

มาม่าซังหัวเราะคิก  ก่อนกล่าวคำอำลา 

 

นาฬิกาข้อมือบอกเวลาตีสองกว่า  ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกลนัก  ไหนๆก็ได้โอกาสออกมาเที่ยวทั้งที  ไปดื่มต่ออีกหน่อยดีกว่า

 

ยิ่งดึกคาบูกิโจยิ่งดูเหมือนจะคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆสมกับเป็นเมืองราตรี  ดวงตาสีดำมองหาร้านนั่งดื่มสบายๆ  ก่อนตัดสินใจเลือกร้านตึกแถวเล็กๆร้านหนึ่ง 

 

“ลุงครับขอสาเก...”

 

เสียงสั่งเครื่องดื่มชะงักกึก  เพราะแทนที่เสียงที่พูดกับลุงจ๋าจะมีแค่เสียงเดียว  กลับกลายเป็นสองเสียงดังประสานกันขึ้นมา

 

ไม่ต้องคิดอะไรอีกต่อไป  ไอ้ความบังเอิญซ้ำซากบัดซบแบบนี้มันแปลความหมายได้แค่...

 

“แก!”

 

ซากาตะ  กินโทกิชักสีหน้าหงุดหงิดขึ้นมาทันทีไม่ต่างกัน  ท่านรองเส้นเลือดปูดตรงขมับน้อยๆก่อนกัดฟันทักทายอย่างมีมารยาท

 

“ไหนบอกหน่อยสิว่า  ไอ้คนไส้แห้งขนาดไม่มีจะกินทำไมยังเสนอหน้ามานั่งกินเหล้าอยู่ที่นี่ได้กันล่ะหือ?”

 

“เห...ใครเหรอออ~ฮิจิคาตะคุง  ไหนๆ  ใครไส้แห้งกัน  ไม่เห็นมีเลยนะ  มีแต่พวกชอบโดดงานราชการดูดภาษีชาวบ้านไปวันๆ”

 

“ลาป่วยต่างหากโว้ย  ไอ้โง่นี่!” คนถูกกล่าวหาตอบกลับอย่างมีน้ำโห  ให้ตายเถอะ!  พระเจ้าคิดจะแกล้งเขาไปถึงไหนกันนะ  คนตั้งมากมายทำไมต้องเป็นหมอนี่(อีกแล้วฟะ)ทำเวรทำกรรมร่วมกันมาก็ไม่รู้  ซวย  ซวยสุดๆ!!

 

“คนที่เอามาปล่อยฉันก็แกไม่ใช่หรือไงห๊ะ!”

 

พูดออกไปโดยไม่คิด  รู้แค่อยากจะด่ากลับเท่านั้น  แต่ดันลืมไป...ว่าตัวเองกำลังพาดพิงถึงขั้นตอนในการแพร่เชื้อวันนั้นอยู่

 

พอจบประโยคไม่ทันไร  คุณกินก็อ้าปากพร้อมโต้  แต่พูดอะไรไม่ออก  ทั้งที่สกิลการแถขั้นเทพของคุณกินเนี่ย  สามารถทำเป็นเนียนไม่รู้ไม่เห็นได้ทุกสถานการณ์  แต่พอมาตอนนี้เวลานี้  กลับทำได้แค่อ้าปากค้าง  ทำตาปริบๆ  ท่านรองก็ดูจะตกตะลึงกับเรื่องที่ตัวเองพูดออกไปไม่น้อย  ต่างฝ่ายจึงหันหน้าหนีแก้เก้อ 

 

“เปลี่ยนเรื่องเถอะ” ฮิจิคาตะกล่าวชัดๆ  บอกว่าจะฝังลงหลุมก็ลงหลุมไปเลย  มันจะได้นอนตายอยู่ในนั้นตลอดชีวิตของเขาจริงๆสักที

 

“อืม...เปลี่ยนอย่างด่วน”

 

ถึงจะบอกให้เปลี่ยนเรื่อง  แต่สำหรับคนสองคนที่ไม่เคยพูดคุยกันดีๆสักครั้ง  พอไม่ขุดคุ้ยเอาอะไรมาทะเลาะกันแล้ว  หัวข้อสนทนาก็ว่างเปล่า  ความเงียบชวนอึดอัดแผ่ลงมาปกคลุมช้าๆ

 

บรรยากาศเรียบๆที่เหมือนจะไม่มีอะไร  แต่แทบจะทำให้เขาเป็นบ้า  กินโทกิยกจอกเหล้าขึ้นจิบ  ไม่กล้าแม้แต่จะเบนสายตาไปยังคนนั่งข้างๆ  ไม่อยากเห็นแม้แต่ชายยูคาตะสีดำของมัน  การต่อสู้ภายในจิตใจยังคงเป็นไปอย่างดุเดือดว่าควรจะลุกออกไปหรือควรจะนั่งอยู่ตรงนี้ต่อ

 

ถ้าเขานั่งอยู่ก็จะยิ่งอึดอัด  ยิ่งไม่สามารถทำตัวเหมือนที่ผ่านมาได้  แต่ถ้าเขาลุก  นั่นก็หมายความว่าเขาไม่สามารถทำตัวเป็นปกติกับมันได้อีกแล้ว

 

เสีย  เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง!

 

เขาอุตส่าห์ได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ  หลังจากชินปาจิกลับมาทำงาน  พวกเขาสามคนก็เข้าสู่โลกใบเก่า  ทำงานบ้าง  อู้งานบ้าง  กัดกันบ้าง  ดีกันบ้าง  ทำเรื่องบ้าๆบอๆด้วยกันเหมือนเคย  เหมือนช่วงเวลาแห่งความประสาทหลอนของเขาก่อนหน้านั้นเป็นเพียงความฝัน  เขาไม่รู้ว่าคางุระแอบเล่าอาการจิตตกของเขาให้ชินปาจิฟัง  แต่เขาก็รู้ดีว่าอารมณ์เขาขึ้นๆลงๆขนาดไหน  กว่าจะปรับให้เป็นปกติได้ก็แทบแย่

 

คืนนี้เป็นครั้งแรกที่เขาออกมาเที่ยวเตร็ดเตร่นับจากสองอาทิตย์ที่เขาหมกตัวอยู่แต่ในร้านรับจ้างสารพัด  เป็นคืนที่ชินปาจิกลับไปนอนที่บ้าน  และคางุระก็เข้านอนแต่หัวค่ำ  ดูเหมือนจะแอบเข้าไปเขียนจดหมายถึงอุมิโบซุอีกตามเคย  แม้แต่ซาดาฮารุยังไม่สนใจจะงับหัวเขา  ทั้งที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาจะต้องเริงร่าออกมาเที่ยวอย่างสบายใจที่ไม่มีตัวก่อกวนแท้ๆ 

 

แต่คืนนี้เขากลับออกมาด้วยอารมณ์น้อยใจนิดๆ

 

ตอนแรกไม่มีความคิดอยากจะออกมาอยู่ในสมองเลยด้วยซ้ำ  เพียงแต่พออยู่ในห้องคนเดียวเงียบๆแล้วมันรู้สึกแปลกๆอย่างไม่มีเหตุผล  อยู่ๆก็กลับหวาดกลัวห้องนอนที่ว่างเปล่าของตัวเอง  อยู่ๆก็รู้สึกไม่อยากอยู่ที่นั่น  แล้วอยู่ๆก็ออกมานั่งที่นี่แล้ว

 

แชะ! 

 

กลิ่นควันบุหรี่เริ่มลอยปะปนอยู่ในอากาศ  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันมาจากไหน  ถึงจะไม่หันกลับไปมองคนสูบ  แต่เขาก็จับจ้องควันสีหม่นที่ลอยเอื่อยผ่านหน้าไปเนิ่นนาน  มองดูควันบุหรี่เหล่านั้นละลายหายไป  แล้วก็ลอยมาอีกเรื่อยๆ

 

รู้อยู่ว่ามันเป็นพิษ  แต่ได้กลิ่นแล้วกลับรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก  ความรู้สึกแปลกๆตอนอยู่คนเดียวหายไปเป็นปลิดทิ้ง  คุณกินแอบเหลือบมองตัวต้นเหตุของมลภาวะในร้านเหล้า  แต่ฮิจิคาตะไม่ทันสนใจ  เขากำลังอัดควันบุหรี่เข้าปอด  พลางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง  เหม่อมองไปไกลอย่างไร้จุดหมาย  ชั่ววินาทีนั้นเขารู้สึกว่าดวงตาสีดำมีแววเศร้าหมอง  หน้าตาที่มักจะบูดบึ้งตลอดเวลากลับปรากฎความเหงาลึกล้ำ  ผมสีดำ  ชุดสีดำ  ยิ่งทำให้ทุกอย่างในตัวเขาดูมืดมน

 

สีหน้าแบบนี้  เหมือนกับคืนนั้นไม่มีผิด  บางทีความอ่อนไหวที่เขาเห็นอาจเป็นตัวตนที่แท้จริงของหมอนี่ก็ได้

 

กว่าจะรู้ตัวว่าเผลอมองนานเกินไป  ก็เมื่อเจ้าของร่างนั้นรู้สึกเหมือนถูกจ้อง  จนหันมาสบตากันเข้านั่นแหละ

 

ฝ่ายที่ถูกจับได้สะดุ้งโหยง  สายตาที่เฝ้าวนเวียนอยู่ในความคิดของเขามาตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมากำลังอยู่ตรงหน้าเขา  ณ ตอนนี้  เขาปั้นหน้าไม่ถูก  อยากจะหลบตาแต่กลับชาไปทั้งตัวจนขยับเขยื้อนแทบไม่ได้

 

...เฮ้ยไอ้สกิลแถของตูหายหัวไปไหนหมดฟะ  ทำงานหน่อยโว้ย  ทำงานหน่อย  เร็วๆเข้า... 

 

เอ่อ...ขะ...ขอสักตัวหนึ่งสิ  บุหรี่น่ะ

 

............................................................................................................................................