บทความนี้จริงจังและยาวมาก  ขออภัยล่วงหน้าด้วยค่ะ  ="=

 
 
เหมาะสำหรับผู้ที่ดูจนจบแล้ว  Spoil หนัก!  
 
 
 
 
รู้สึกว่าตัวเองดูเรื่องนี้ช้าไป  เพราะช่วงที่กระแสเรื่องนี้กำลังแรง  ตัวฉันเองกลับโหลดมันมาดองไว้  แทนที่จะดูเสียตั้งแต่ตอนนั้น  บทวิจารณ์นี้จะได้ดูอินเทรนด์บ้างอะไรบ้าง  ไม่ใช่ล้าหลังไปเป็นปีจนชาวบ้านเขาตลาดวายกันหมดแล้ว 


ฉันเป็นสาววายคนหนึ่ง  ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่ฉันจะรู้จักการ์ตูนเรื่องนี้  และแม้จะยังไม่ได้ดู  แต่ฉันก็อ่านสปอยล์(แม้จะอ่านไม่รู้เรื่องเท่าไร)  รีวิว  กระทู้แม่ยกกรี๊ด  กระทู้ผู้ชายบ่น  จนฉันพอจะรู้ว่ามันเป็นการ์ตูนวายสนิทตามรสนิยมฉันเป๊ะ  แค่มีฉากจูบระหว่างตัวเอกผู้ชายสองคนอย่างโจ่งแจ้ง  เท่านี้ก็ดึงดูดใจสาววายพอแล้ว 


ตอนนั้น  ฉันคิดว่ามันเป็นแค่การ์ตูนชวนจิ้น  ดูเมื่อไรก็ได้  เลยโหลดมาเก็บไว้เฉยๆ  รอเวลาว่างจริงๆถึงจะงัดมาดู


จนเมื่อไม่กี่วันมานี้  ฉันนั่งดูเรื่องนี้ตั้งแต่ตั้งจนจบรวดเดียวทั้งคืนเพราะหยุดไม่ได้  ฉันถึงกับอึ้ง  บางครั้งก็อึ้งจนลืมกรี๊ดคู่วายไปเลยด้วยซ้ำ  ฉันดูแล้วก็คิด  คิดแล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่าเรื่องนี้ต้องการจะสื่ออย่างที่ฉันคิดจริงๆใช่ไหม?  ฉันไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม?  ฉันดูจบแล้วก็ไปหาอ่านกระทู้เก่าๆอีกครั้ง  แต่ครั้งนี้อ่านเข้าใจมากขึ้น  มีหลายเสียงวิพากษ์วิจารณ์การ์ตูนเรื่องนี้  ตั้งแต่เรื่องเบสิคอย่างคู่วายตัวเอก  ว่าวายจริงหรือแค่มิตรภาพ(ตอบแบบไม่ใส่ฟีลเตอร์สาววายยังรู้สึกว่าวายจริงๆเลย  เพื่อนผู้ชายบ้านไหนเขาจูบปากกันวะ)  ไปจนถึงพวกที่ถกกันเรื่องเนื้อหา  ซึ่งฉันสนใจตรงนี้ล่ะ


การพูดถึงเนื้อหาของเรื่องนี้โดยตัดประเด็นความรักออกไป  ก็ยังมีหลายเสียงอยู่ดี  บางคนบอกว่าเนื้อเรื่องดีมาก  คุณภาพคับแก้ว  ดราม่าก็ทำได้ดีจนคนดูบางคนที่ไม่ใช่สาวกสายนี้อินพอสมควรเลยทีเดียว  แต่บางคนก็บอกว่าเนื้อเรื่องไม่มีความสมเหตุสมผลหลายจุด  บางคนบอกดูเพราะความวายเท่านั้น  เพราะหลังๆเรื่องมันออกอาการ WTF มากจนดูเหมือนจะมั่วๆให้จบไปแบบมึนๆ


สำหรับฉัน  ตอนดูครึ่งแรกฉันประทับใจกับเนื้อหามาก  แต่พอครึ่งหลังช่วงเฉลยความลับเกี่ยวกับตัวราชินี  ตัวฉันก็ออกอาการ WTF ไม่ต่างกับหลายๆคน  แอบคิดว่าทำไมมันขัดกับอารมณ์ช่วงแรกจัง  แต่ด้วยความที่ประทับใจกับบทตรงช่วงแรกๆมาก  เลยคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่า “พลาด” หรอก  ตงิดใจแปลกๆว่าตัวราชินี  และผึ้งปรสิตมันน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของอะไรบางอย่าง  พอลองคิดดูแล้วก็เกิดปิ๊งขึ้นมาว่า “มันอาจเป็นอย่างนี้ก็ได้นี่นา” ซึ่งอาจเป็นเรื่องฟุ้งซ่านไปเอง  ของคนคิดมากเกินความจำเป็นอย่างฉันก็ได้  แต่ก็อยากเอามาแชร์กัน


อย่างที่รู้กัน  เรื่องนี้พูดถึงสองขั้วความแตกต่าง  รักกับเกลียด  มิตรกับศัตรู  รอดกับตาย  ความฝันกับความจริง  ในกำแพงกับนอกกำแพง  ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องของการแบ่งแยก  ในความคิดฉันแล้วการแบ่งเขตระหว่าง No.6 กับเมืองนอกกำแพงที่เนซึมิอยู่มันไม่ต่างอะไรกับการแบ่งแยกฐานะทางสังคม


คนที่ฉลาดและเชื่อฟัง  จะได้อยู่ในเมืองที่มีแต่ความสบาย  แต่มีข้อแม้ว่าต้องภัคดี  ห้ามตั้งข้อสงสัยใดๆต่อนครทั้งสิ้น  เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวของชิอง “หรือว่าจะมีเจ้าหน้าที่คอยจัดการกับสื่อ” เท่านี้เขาก็ถูกโยนออกจากสถานะพลเมืองกลายเป็นนักโทษอย่างง่ายดายทั้งที่  “แค่สงสัยเท่านั้น  ยังไม่ได้ทำอะไรเลย” ลองสังเกตดีๆ  ชิองเป็นเด็กฉลาดมาก  ไอคิวสูง  มีความรู้ทางวิชาการหลากหลายกระทั่งการใช้เครื่องมือแพทย์  แต่ไม่รู้จักหนังสือ(เพราะในเขต No.6  ใช้แต่อินเตอร์คอม)  ไม่รู้จักศิลปะ  บทกวี  ไม่รู้จักเช็คเสปียร์  ไม่รู้วิธีการเป็นตัวเอง  การแสดงอารมณ์  การเอาตัวรอด  การตัดสินใจ  ในตอนแรกนั้นชิองไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย


ส่วนเนซึมิ  ตัวเอกอีกคน  อาศัยอยู่ในเมืองนอกกำแพงอันป่าเถื่อน  เมืองที่ถูกนำมลพิษทั้งหมดจาก No.6 มาทิ้งไว้  เพียงแค่กำแพงกั้นแต่ต่างกันราวสวรรค์กับนรก  เมืองที่คนเห็นแก่ตัว  สกปรก  เต็มไปด้วยอันตรายและชีวิตที่ต้องปากกัดตีนถีบไม่เว้นวัน  เนซึมิบอกกับชิองว่า “นี่แหละความจริง”


แต่ในทางกลับกัน  เมืองนี้มีโรงละคร  มีคนที่แสดงด้านมืดในใจตัวเองออกมากอย่างเปิดเผย  มีคนที่รักสัตว์จนยอมตายแทนได้แต่กลับเกลียดมนุษย์  และแม้จะมีชีวิตยากเข็ญ  แต่คนอย่างเนซึมิกลับมีบุคลิกขัดแย้งกับภายนอกที่เป็นคนกร้านโลก  เย็นชา  นั่นคือเขาสะสมหนังสือ  บทประพันธุ์ไว้เต็มห้อง  หนังสือที่พูดถึงปรัชญา  ความรัก  และวิถีชีวิตของมนุษย์  แน่นอนว่าเนซึมิไม่มีความรู้หลายด้านเหมือนชิอง  แต่เนซึมิมีชีวิต  มีความปรารถนา  เนซึมิเป็นนักแสดงละครเพลงในเมืองนั้นที่ใช้นามแฝงว่า “อีฟ” ซึ่งบทที่เขารับเป็นบท “นางเอก” เพลงของเขากล่อมให้คนและสัตว์ที่กำลังจะตายจากไปอย่างไม่ทรมานได้  จนหลายคนตั้งคำถามว่าทำไมเนซึมิที่ต้องดิ้นรนใช้ชีวิตในเมืองแบบนั้นจึงมีเวลามาเสพศิลปะ  ราวกับการ์ตูนจงใจสร้างให้เขามีคาแรกเตอร์ที่ดึงดูดใจสาวๆ  จึงใส่แง่มุมที่ดู “คุณชาย” ให้เขาไปทั้งที่ไม่เข้ากับภูมิหลังของเขาเอาเสียเลย


นั่นสินะ  ฉันเองก็สงสัย  ทำไมทีในเขต No.6 ที่ทุกคนใช้ชีวิตอย่างปกติสุข  จึงไม่เคยเห็นงานศิลปะ  ไม่เคยได้ยินเสียงเพลงอะไรนอกจากเพลงประจำนคร  กระทั่งตอนที่ซาฟุกลับมางานศพคุณยาย  กองตรวจคนเข้าเมืองยังถาม
 
 
“หนูชอบปิกัสโซ่รึ  แต่คงเอาเข้า No.6 ไม่ได้หรอกนะ”
 
 
ทำไมละ?  ทำไมกัน  ทั้งที่คนที่มีชีวิตสะดวกสบายน่าจะมีเวลาว่างเสพและสร้างสรรค์ศิลปะมากกว่าคนที่ใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบไม่ใช่หรือ?


คำถามนี้ได้รับคำตอบในตอนที่เนซึมิและชิองโดนจับไปพร้อมกับชาวเมืองนอกเขตกำแพง  เพื่อ “กำจัดขยะ” ทุกคนอยู่ในภาวะสิ้นหวัง  จนกระทั่งเนซึมิร้องเพลงออกมา  เนซึมิบอกว่า
 
 
“ดนตรีทำให้เราสบายใจ  แต่ก็ไม่ช่วยให้เรารอดตายได้”


คนในรถคันนั้นตอนฟังเพลงของเนซึมิก็ตื้นตัน  แต่สุดท้ายทุกคนก็ถูกฆ่า


หรือที่จริงแล้ว  คนที่มีชีวิตสะดวกสบายต่างหากที่ไม่ต้องการศิลปะ?  ศิลปะเป็นสิ่งเยียวยาหัวใจมนุษย์  เพราะอย่างนั้นในเมืองที่สกปรกและโหดร้ายจึงมีคนชื่นชอบอีฟ(เนซึมิ)ยอดนักแสดงละครเพลงล้นหลาม(ทั้งที่เป็นผู้ชาย 555)  นั่นทำให้ฉันรู้ว่า  เรื่องนี้ไม่ได้ยัดเยียดความเป็นคุณชายที่ไม่สมเหตุสมผลให้เนซึมิ  แต่มันเป็นความสมเหตุสมผลอย่างที่สุดต่างหาก  ถ้าใครสักคนต้องผ่านความสิ้นหวังมานับครั้งไม่ถ้วน  การที่เขาจะเยียวยาหัวใจตัวเองด้วยการร้องเพลงออกมาไม่ใช่เรื่องแปลกเลย  ศิลปะจะมีพลังก็ต่อเมื่อเกิดมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรง  เช่นนั้นแล้ว  ผู้คนในเมือง No.6 ที่เพียบพร้อมเสียจนไม่รู้จะทำอะไรในวันพรุ่งนี้เหมือนที่ยายของซาฟุว่า  พวกเขาจะสรรค์สร้างงานศิลปะได้อย่างไร  ในเมื่อพวกเขาที่ไม่มีความรู้สึกรุนแรง  กรณีของชิองถึงขั้นไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำ 


แล้วทำไม No.6 จึงไม่ต้องการให้ชาวเมืองเสพศิลปะ  อันนี้ตอบง่ายๆในฐานะคนเคยเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์  คือพวกเขาต้องการจะควบคุมความคิดของชาวเมืองนั่นเอง  แต่ไหนแต่ไรมาศิลปะก็มีหน้าที่รับใช้ความเชื่ออยู่แล้ว(ยกเว้นบางลัทธิ)  ศาสนาบ้าง  การเมืองบ้าง  เพราะศิลปะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวใจคน  การที่เมืองๆนี้ทำได้แม้กระทั่งกำจัดคนที่มีแนวโน้มว่าจะสงสัยในระบบออกไปง่ายๆ  การทำแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย


จุดสังเกตอีกอย่างหนึ่งของเรื่อง  คือเรื่องผึ้งปรสิตและตัวนางพญา  ซึ่งว่ากันว่ามีพลังอำนาจมหาศาล  สามารถบันดาลได้ทุกอย่าง  จน No.6 ต้องช่วงชิงจากชนเผ่าอื่นมาครอบครอง  ฉันลองตีความว่าผึ้ง  และนางพญานี้เป็นสัญลักษณ์แทนอะไร


นางพญานั้น  อย่างแรกคือต้องเป็นอะไรที่มีอำนาจมาก  ฉันก็ลองคิดดู  อาวุธสงคราม  ความรู้  วิทยาการ  แต่สิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นสมบัติดั้งเดิมของชนเผ่าชาวป่า  ดังนั้น  สิ่งที่ดูจะเข้าเค้าที่สุดก็คือ “ธรรมชาติ” ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว  ฉันก็ไม่แปลกใจเลยที่ซาฟุได้เป็นผึ้งนางพญา  เพราะคาแรกเตอร์ของซาฟุนั้นเป็นเถรตรงมาก  อย่างตอนที่ขออสุจิจากชิองก็บอกเรื่องนี้ได้ดี  ซาฟุเป็นผู้หญิงที่ชัดเจน  มุ่งมั่นแรงกล้า  คิดอย่างไงแสดงออกอย่างนั้น  ฉันก็คิดว่าสมควรอยู่ที่เธอจะเป็นตัวแทนของธรรมชาติซึ่งเรียบง่ายและรุนแรง


แล้วผึ้งปรสิตคืออะไร?  อะไรที่เหมือนจะมีอยู่ในตัวชาวเมือง No.6 ทุกคนเพียงแต่รอเวลาฟักออกมาเท่านั้น  และต้องเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในคนนอกเขต  ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับธรรมชาติด้วย  ฉันเองก็เดาไปเรื่อยว่ามันคงจะเป็น “ความจริง” 


เนซึมิเคยบอกชิองว่า  ลึกๆแล้วชิองนึกสงสัยในระบบของเมืองนั้นมาตลอด  เช่นเดียวกับคนอื่นๆ  สัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ล้วนมีความช่างสงสัยฝังอยู่ในวิญญาณกันทุกคน  เพียงแต่การหล่อหลอมทางสังคมที่เปรียบดังอุปทานหมู่ทำให้คิดไปเองว่าไม่มีอะไร  กดความเคลือบแคลงนั้นให้นิ่งสงบอยู่ภายใน  จนกระทั่งมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างมากระทบจนรู้สึกขึ้นมาได้    


เมื่อเริ่มสงสัย  ก็เริ่มมองหาความจริง  และหลายครั้งที่ความจริงนั้นมันโหดร้ายจนเกินรับไหว  บางคนอาจรับไม่ได้จนสูญเสียความเป็นตัวเอง  ซึ่งก็คือคนที่ถูกผึ้งปรสิตเล่นงานจนตายไป  ส่วนคนที่ใจกล้าพอที่จะเอามีดเจาะเนื้อตัวเองเพื่องัดมันออกก็จะรอด  เหลือแต่แผลเป็นที่ถูกความจริงทำร้ายทิ้งไว้บนร่างกายตลอดชีวิต  เจ็บครั้งเดียวแล้วตาสว่าง  ยอมรับความเลวร้ายนั้นให้ได้ก่อนมีชีวิตอยู่ต่อไป  เหมือนที่เนซึมิบอกชิองว่า
 
 
“ให้รอยแผลนั้นเป็นเหรียญรางวัลที่นายรอดมาได้”


คิดแบบนี้แล้วเหมือนจะตอบคำถามได้ว่า  ทำไมผึ้งปรสิตจึงไม่มีผลกับคนนอกกำแพง  รวมถึงแม่ชิองด้วย  นั่นก็เพราะคนเหล่านี้ “รู้จักความจริงอยู่แล้ว” นั่นเอง 


ตัวนางพญาคือธรรมชาติ  ตัวผึ้งปรสิตคือความจริง  ตามเรื่องนางพญาสั่งให้ผึ้งปรสิตเล่นงานเฉพาะคนในเขต No.6 เท่านั้น  นั่นก็คือธรรมชาติย่อมแสดงความจริงแก่คนที่ไม่ยอมรับความจริงเข้าสักวันหนึ่งจนได้  แล้วก็เหมือนกับการคัดเลือกผู้แข็งแกร่ง  ใครรับความจริงไม่ได้ก็ตาย  ใครรับได้และต่อสู้กับมันก็รอด  และเมื่อถึงคราวที่วิกฤตหนักเกินเยียวยา  ธรรมชาติที่ดูเหมือนจะโหดร้าย  ก็กลับมาช่วยเหลือและให้ทางออกแก่ผู้ที่ต่อสู้ไม่ยอมแพ้  เหมือนที่ซาฟุกลับมาช่วยชิองในตอนจบ  ส่วนที่เนซึมิสามารถติดต่อกับเสียงของนางพญาได้โดยตรง  เพราะเนซึมิเป็นหนึ่งในชนเผ่าชาวป่าซึ่งมีความผูกพันกับธรรมชาติอย่างแน่นแฟ้น


ธรรมชาติคือขุมพลังยิ่งใหญ่  การเคารพและอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติของชนเผ่าชาวป่าคือสิ่งที่เหมาะสมแล้ว  แต่สำหรับ No.6  ที่ปรารถนาจะเป็นเมืองในอุดมคติ  กลับต้องการที่จะควบคุมทุกอย่าง  รวมทั้งธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ด้วย  แน่นอนว่าสุดท้ายก็ทำไมได้และถูกธรรมชาติเอาคืน  นี่เป็นเรื่องปกติที่พวกเราเองก็คงเคยเจอกันในความจริง
 
 
หากจะว่าไปแล้ว  No.6 เปรียบเสมือนตัวแทนของสังคมมนุษย์ที่กระเสือกกระสนจะเอาชนะธรรมชาติ  และพัฒนาระบบชีวิตของทั้งสังคมให้ “สมบูรณ์แบบ” เป็นตัวแทนของคนปัจจุบันที่ใช้ชีวิตตามกระแสสังคม  ไม่คิด  ไม่สงสัย  ให้เรียนหนังสือก็เรียน  ให้ทำงานก็ทำ  และได้ชีวิตสุขสบายเป็นรางวัลตอบแทนความว่าง่ายนั้น 
 
 
“ต่างคนต่างก็ไม่เคยคิดกังขาเกี่ยวกับข้อมูลที่พวกมันป้อนมาให้ เหล่าคนที่โง่เขลา หยิ่งยโส และอยู่อย่าสำราญใจ”
 
 
ไม่เคยรู้ว่าชีวิตที่แท้จริงเป็นอย่างไร  ตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเป็นอย่างไร  ไม่เคยสัมผัสรสชาติของความเจ็บแค้นอย่างถึงที่สุด  มองว่าเขตนอกกำแพงเป็นเรื่องไกลตัว  และคนนอกกำแพงนั้นคืออาชญากรไร้การศึกษา  และมีไม่มีความเป็นมนุษย์เหมือนกันคนในเขต  ไม่เคยรู้ว่าข้างใต้แผ่นดินที่ตัวเองเหยียบอยู่ทุกวัน  กลบฝังซากศพของ “มนุษย์ด้วยกัน” เป็นกองภูเขา
 
 
พวกเขายินดีที่จะใช้ชีวิตอย่างปิดหูปิดตา  มองหาความสุขไปวันๆ  แม้จะไม่รู้จุดมุ่งหมายในการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง  พวกเขายินดีที่จะเชื่อฟัง  เพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย  โดยที่ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งเมืองที่เคยปกป้องพวกเขานั่นแหละ  จะกลับกลายเป็นผู้สังหารเขาทิ้งดุจกำจัดขยะชิ้นหนึ่งเสียเอง  ถ้าเพียงแค่พวกเขาเกิดสงสัยขึ้นมาว่าระบบของเมืองนั้นเป็นสิ่งถูกต้องจริงไม่   
 
 
 “เมืองนั้นไม่ยอมรับคนที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งมันอย่างสมบูรณ์หรอกนะ พวกแปลกปลอมที่ทำการต่อต้านหรือคัดค้าน จะถูกโต้กลับอย่างไม่มีการอ่อนข้อให้เป็นอันขาด”
 
 
เปรียบเทียบง่ายๆ  คุณก็ลองเลือกที่จะต่อต้านระบบการศึกษาดูสิ  เพียงแค่สงสัยว่าการเรียนวันละแปดชั่วโมงหรือมากกว่าในโรงเรียนทุกวันนั้นเป็นประโยชน์จริงหรือไม่  สังคมก็จะตราหน้าคุณว่าเป็นบุคคลไร้คุณภาพในทันที  การเรียนสายวิทย์คือเรื่องน่าภูมิใจ  การเรียนสายอาชีพคือความตกต่ำลงมา  ส่วนการเรียนไม่จบคือหายนะของพ่อแม่  ครอบครัว  และสังคม  คนส่วนใหญ่คิดแบบนี้  หรือไม่จริง?
 
 
ทว่าเมืองที่อยู่นอกกำแพง  แม้จะเต็มไปด้วยความจริงมากสักเท่าไร  แต่พวกเขากลับไร้ซึ่งศักดิ์ศรีและคิดดูถูกตัวเองว่าไม่มีค่าความเป็นมนุษย์เหมือนกับคนในเขต  ถึงอย่างนั้นที่นี่ก็สอนให้ชิองเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์
 
 
“ถ้าผมไม่ได้เจอกับนาย ป่านนี้ผมคงยังไม่ตระหนักหรอกว่า ความจริงแล้วผมเป็นคนแบบไหน คงเติบโตมาอย่างเฉยชาและตายด้าน เป็นผู้ใหญ่ที่อยู่ในโอวาทและไร้เดียงสา”
 
 
เนซึมิเคยบอกกับชิองว่า  ถ้าเลือกที่จะรักษาโรคผึ้งปรสิตในชาวเมือง No.6 ก็ต้องเป็นศัตรูกัน  เนซึมิต้องการล้างแค้น No.6 ที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขา  ในขณะที่ชิองตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่า  ตัว No.6 เองนั่นแหละที่ฝังผึ้งปรสิตลงในตัวชาวเมืองทุกคน
 
 
ชิองถามเนซึมิว่า  ทำไมนายต้องแบ่งแยกไปทุกอย่าง  ทั้งมิตรศัตรู  รอดกับตาย  ความฝันกับความจริง  จะไม่มีทางไหนเลยเหรอที่เราจะไม่ต้องทำลายกันเอง  ชิองสงสัยว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะอยู่กับสองอย่างพร้อมกันไม่ได้
 
 
“งั้นก็ทำลายกำแพงซะ” ชิองพูดไว้  ถ้าทำลายกำแพงทิ้ง  ก็ไม่มีทั้ง No.6 และเมืองนอกกำแพง  ไม่มีการแบ่งแยกอีกต่อไป  กลายเป็น “ทางเลือกที่สาม”
 
 
“นายก็แค่หาทางออกให้ตัวเองเท่านั้น  ทำลายกำแพงแล้วคิดว่าทุกอย่างจะดีขึ้นจริงเหรอ  จะมีเรื่องร้ายๆเกิดตามมามากมาย  ความโกลาหล  ปล้นสะดมภ์”
 
 
เนซึมิเยาะความฝันของชิอง  สำหรับเนซึมิ  ชิองคือเด็กที่อยู่ในโลกสวยงาม  และไม่เคยเปิดตามองความจริงอันโหดร้าย
 
 
ทางแก้ของเรื่องนี้คือเนซึมิกับชิอง  ตัวแทนจากคนทั้งสองฝั่งต้องร่วมมือกันไปช่วยเหลือซาฟุ  ซึ่งเปรียบได้กับ  ไม่ว่าอย่างไร  มนุษย์ทุกคนก็ยังต้องช่วยกันกอบกู้ธรรมชาติ 
 
 
และในตอนจบก่อนซาฟุจากไป  เธอก็ทำลายกำแพงเมืองเป็นของขวัญให้ชิองเป็นอย่างสุดท้าย
 
 
แม้มนุษย์จะพยายามแบ่งแยกกันสักเท่าไร  แต่ธรรมชาติย่อมสำแดงให้เห็นในสักวัน  ว่ากำแพงนั้นไม่อาจแบ่งแยกความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันของทุกคนได้  ไม่ว่าใน  หรือนอกกำแพงก็ตาม  ทุกคนคือมนุษย์
 
 
การพร่ำเพ้อพรรณนาของฉันจบแต่เพียงเท่านี้  ตัวฉันเองอาจจะคิดมาไปก็ได้  บางทีการ์ตูนเรื่องนี้อาจไม่ได้ซ่อนเร้นความหมายมากมายขนาดนั้น  อาจเป็นเพียงแค่การ์ตูน...ธรรมดาๆเรื่องหนึ่ง
 
 
แต่กับคนคิดมากอย่างฉัน  ที่อาจตีความเข้าข้างตัวเองไปไม่รู้กี่มากน้อย  ฉันประทับใจการ์ตูนเรื่องนี้สุดๆ  และคิดว่ามันเป็นสุดยอดการ์ตูนเลยทีเดียว
 
 
รวมทั้งการที่ใช้คู่วายแทนคู่พระเอกนางเอก  ฉันยัง “คิดไปเอง” เลยว่า  อาจเป็นเพราะคนเขียนต้องการจะ “ทำลายกำแพงแห่งความเชื่อ” ที่สังคมปลูกฝังเราว่าชายต้องคู่กับหญิง 
 
 
ทั้งที่จริงแล้ว  ความรักไม่เคยแบ่งแยกใคร 
 
 
-----------------------------------------------------------
 
ใครอ่านจบ  ขอปรบมือให้ค่ะ  เราเอาบทความนี้ไปลงในพันทิป  มีดราม่าน้อยๆเกิดขึ้นด้วยล่ะ  เป็นประเด็นถกกันเรื่องเพศที่สามกับความผิดปกติ
 
 
บอกตามตรงว่าขัดใจบ้างที่มีคนคิดไม่เหมือนกัน  แต่ก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา  และสามารถยอมรับการมองต่างมุมได้ในทุกกรณี  
 
แต่ถ้าเถียงแบบไม่มีมารยาท  เจอตบ... 
 
 
ขอบคุณค่ะ

 

 


edit @ 20 Feb 2012 16:57:11 by KITADANG

edit @ 20 Feb 2012 19:16:43 by KITADANG

[เฉลย] สองเราในเอโดะ ~<3

posted on 14 Feb 2012 18:30 by god-eyes
จะหมดวาเลนไทน์อยู่แล้ว  อัพช้าไปไหน  -*-
 
555  ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง
 
เพราะไปทำกิจกรรมที่ http://secretgintama.exteen.com/20120213/entry  เอาไว้  คนอื่นจิ้นเราวาด  คนอื่นวาดเราจิ้น  อยากบอกว่าตื่นเต้นสุดๆ  แล้วก็ดันได้วาดให้คนที่ชาบูด้วยนั่นก็คือออออออ  คุณยามาซากิแห่งบอร์ดเก่ากินทามะ...ท่าน Manese  นั้่นเอง!!
 
บุคคลผู้มีความคิดสุดล้ำ  เหนือจินตนาการ  และนอกเหนือกรอบแห่งเหตุและผล  บุคคลผู้แต่งฟิคไว้มากที่สุดในฟอรั่ม Y บุคคลผู้แคสยามาซากิได้เป๊ะประหนึ่งหลุดออกมาจากการ์ตูน  และบุคคลที่ฮาที่สุดในสามโลก
 
(นี่คือคำสรรเสริญจากแฟนคลับของท่าน)
 
และสิ่งที่เราวาดให้รีเควสของท่านยามะก็คือ.....  ภาพนี้ค่ะ
 
 
 
 
 
ยามาซากิ x ยามาซากิไทม์สคิป
 
รีเควส = ให้สองคนนี้ ตีแบดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ครับ ราวจะฆ่าแกงกันด้วยแบดมินตันทีเดียว แต่ในความเอาเป็นเอาตายนั้นก็มีมิตรภาพแฝงอยู่(?) รอยยิ้มแห่งมิตรภาพ ความพยายาม ชัยชนะ ราวการ์ตูนโชเน็นจัมป์ ทั้งคู่อยู่ในเครื่องแบบชินเซ็นงุมิ ตีแบดกันอยู่ในกรม (หรือจะบนหลังคากรมก็ได้ครับ ฮา) หรือจะให้ปล่อยพลังอะไรตอนตีแบดก็ตามสะดวกเลยครับ เอาให้พื้นดินร้าว(?) ฟ้าเปิด(?) สรรพสัตว์ทั้งหลายวิ่งหนีตาย(?) โลกถึงกาลอวสาน(?)ก็ได้ครับ แต่ขอบีจีมีกลีบกุหลาบพร่างพราวครับ(จะได้สมวาเลนไทน์หน่อย)
 
(มันรีเควสวาเลนไทน์แน่รึเปล่า?)
 
ไม่อยากจะบอกว่ารีเควสแต่ละอย่างของท่านนั้นช่างสุดแสนจะหลุดโลก 555+  อันนี้เลือกรูปที่คิดว่าท่านจะชอบเพราะท่านชอบยามาซากิ  ขอโทษด้วยนะคะ  ที่ไม่สามารถวาดภาพพื้นดินร้าว  ฟ้าเปิด  สรรพสัตว์หนีตาย  หรือโลกถึงกาลอวสานให้ท่านได้  เพราะฝีมือไม่ถึงพอ  orz
 
ขณะวาดไปก็ได้แต่ถามตัวเองไปว่า  ตูทำอะไรอยู่วะ  นี่ตูกำลังวาดอะไรอยู่วะ  นี่มันวาเลนไทน์แน่เร้อออ  ถึงจะมีกลีบดอกกุหลาบมาช่วยให้ดูหวาน(?)   แต่มันก็ยังดู WTF!  แหกกฎจักรวาลแห่งวันวาเลนไทน์อยู่ดี  แล้วทำไมตูถึงบ้าจี้เลือกรูปนี้มาวาดด้วย  
 
ไม่เคยวาดไปฮาไปขนาดนี้มาก่อน  สรุปว่าถึงรีเควสจะหลุดโลกไปสักหน่อย  แต่ก็ทำให้วาดอย่างมีความสุขมากกกก
 
หวังว่าคงถูกใจนะคะ
 
 
ส่วนภาพที่เราได้นั้นก็คือ  
 

โอคิคางุฉบับวาย Yaoi  หรือก็คือคางุระต้องสลับเพศเป็นปู้ชาย  โดยเพียงลออ http://whawaa.exteen.com/
 
แอบสังหรณ์ใจตั้งแต่วันที่คุยกันในแชทแล้วว่า  หรือว่าจะวาดให้เรา  อย่างไร้สาเหตุ  ประหนึ่งมีพลังงานหรือวิญญาณแฝงอยู่ก็เป็นได้  แถมยังปั่นส่งก่อนเดดไลน์นิดเดียว(เลยเดดไลน์มานิดเดียวต่างหาก)  เหมือนกันทั้งคู่  ฮาๆๆๆๆ  แอบดีใจที่เลือกรูปนี้  เพราะเป็นสิ่งที่อยากเห็นมานานแล้ว  ถึงคางุระจะไม่มีอะไรอยู่แล้วก็ตามเถอะ  แต่ดูยังไงก็โลลิค่อน  เด็กปู้หญิงชัดๆ  เราอยากเห็นคางุระที่ดูสมชายชาตรี เป็นผู้ชายจริงๆ  แล้วเอามาวายกับโอคิตะเผื่อแม่ยกสายวายจะเยอะขึ้น 
 
แต่คุณน้องวาดคางุระซะโมเอะเชียว อุตส่าห์คาดหวังว่าจะเห็นอาตี๋เมะใส่เคะซาดิสม์บ้างอะไรบ้าง  ถึงจะกำลังหวานกันอยู่แต่สีหน้ามันพร้อมจะฆ่ากันชัดๆ  ยิ่งดูยิ่งฮาค่ะคุณน้อง
 
ปล. ชอบของแถมในหน้ากระดาษ  คู่ทากะมุยแห่ง 3Z  แอบเสียดายที่คุณน้องไม่เลือกคู่นี้  แต่ไม่เป็นไรค่ะ  เพราะที่รีเควสไปแต่ละอย่างก็ไม่ได้ปกติเลยสักนิด
 
 
เอาเป็นว่าคราวนี้สนุกจริงๆ  งานหน้ามีอีกเรียกด้วยนะค้าาา  ดร๊วบบบบ!!
 
 
 
 
 
 



edit @ 14 Feb 2012 22:16:41 by KITADANG

Request: Two of us in Edo

posted on 07 Jan 2012 01:42 by god-eyes
เอาล่ะ  จากกิจกรรมในบล็อก Secret Gintama  ที่ให้แลกกันวาด  เอ๊ะ!  จับสลากวาด  
 
คนอื่นจิ้นเราวาด  คนอื่นวาดเราจิ้น?  ช่างมันเถอะ  มารีเควสกันดีกว่า
 
 
 
1. ซึคุโยะ  กับ  ซัทจัง  ฉบับคู่(จิ้น)วาย
 
 
ขอฉากเป็นห้องนอนแบบญี่ปุ่น  เวลากลางคืน  ทำอะไรกันอยู่ก็ได้ที่ไม่ใช่ตีกัน  และมีรัศมีสายพลังแห่งทุ่งดอกลิลลี่แผ่กระจาย  เป็นไปได้ก็ขอซึกกี้ในชุดกิโมโนสวยๆ  ซัทจังยังไงก็ได้  จะเอาแบบสายหนังดำ  รัดเข็มขัดห้อยแส้ก็ได้  ตามสะดวก  
 
ไม่ต้องเรท  แค่หยิวกิ๊วเบาๆก็พอ
 
 
2. โอคิตะ  กับ  คางุระ  ฉบับ Yaoi
 
นั่นก็คือคางุระจะต้อง แปลงเพศ  นั่นเอง  เอาคางุระชายแบบโชตะๆ  แต่ยังบ้าพลังเหมือนเดิม  จะหวานกันตีกันยังไงก็ได้  ขอแค่มีโอคิตะฉบับปกติ  และคางุระฉบับเปลี่ยนเพศอยู่ด้วยกันก็พอ  เอาแบบสดใสหน่อยก็ดี
 
 
3. ทากาสุงิ  กับ  คามุอิ  ฉบับ 3Z
 
ทากาสุงิกับคามุอิเป็นคู่อริต่างโรงเรียนที่ต่อยกันประจำ  ขอภาพตอนกำลังต่อยกันหรือ  หลังต่อยกันก็ได้  แต่ขอให้สภาพยับเยินพอๆกันทั้งคู่  ฉากหลังจะเป็นแม่น้ำ  พระอาทิตย์ตกดิน  นอนบนหญ้ามองท้องฟ้ายังไงก็ได้ให้ดูคลาสิกแบบการ์ตูนมิตรภาพลูกผู้ชาย(ฮาาาา)  ขอสีหน้าทั้งคู่มีความสุขหน่อยนะ
 
 
4.  คิวเบ  กับ  คาซึระ  เวอร์ชั่นสาวดุ้น VS หนุ่มไร้ดุ้น
 
โลเกชั่นคือบาร์กะเทยของไซโก  คาซึระกับคิวเบกำลังโชว์ความอลังการอวดแขกสู้กันอยู่บนเวที  คิวเบรูดเสา(?)  ซึระเปลื้องผ้า(???)  อลิซาเบธทำใจดูไม่ได้  สองคนมีสีหน้าประมาณ "กรูยอมไม่ได้  ถ้ากรูแพ้หมอนี่/ยัยนี่  ชีวิตกรูก็สิ้นหวังแล้ว"
 
 
5. ซาดาฮารุ  ภาคมนุษย์หูหมา(ไม่เอาลุงหูดนะ55555)  กับ  คางุระจัง  เวอร์ชั่น Time Skip
 
อารมณ์ประมาณสาวนักบู๊ที่ผจญภัยไปตามอวกาศ  โดยมีซาดาฮารุเป็นผู้ช่วย  จะให้กำลังสู้กับเอเลี่ยน  ไม่ก็ยืนโพสท่าบนดาวอื่น  หรือยานอวกาศเฉยๆก็ได้  ขอแค่สื่อให้เห็นว่าไม่ได้อยู่บนโลก  และกำลังทำงานปราบเอเลี่ยนเหมือนตาเหน่งก็พอ  
 
 
 
 
.......................................................................................... 
 
นอกจากข้อสามแล้ว  มั่นใจว่า  ไม่มีทางซ้ำกับใครแน่นอน 100000%  ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
ปรับแก้นิดหน่อย  ไม่รู้ว่าจะได้มั้ย  แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันมีแต่ของแปลกอยู่ดีนั่นแหละนะ -*-  ฝากด้วยค่ะ
 
 
 
 



edit @ 7 Jan 2012 02:51:59 by KITADANG

*[Gintama Fan Art]* Kamui - Merry Christmas

posted on 25 Dec 2010 22:08 by god-eyes
 
 
 
Merry Christmas  จ้า  ขอให้มีความสุขมากๆนะทุกท่าน  ปีนี้สำหรับเราค่อนข้างเงียบเหงา  ปกติสมัยอยู่รร.คริสต์น่ะ  วันคริสมาสมันสนุกมากๆเลยล่ะค่ะ!  แทบจะเรียกได้ว่าตั้งหน้าตั้งตารอเลยทีเดียว  ตอนนี้อยูี่มหาลัยแล้ว  บรรยากาศมันเลยเงียบๆไปบ้าง  เลยวาดแฟนอาร์ตมาฝากพอเป็นพิธี  จริงๆอยากวาดทุกตัวเลยนะ  แต่ไม่ทันแล้ว  เลยได้แค่ตัวเดียว  แถมไม่ใช่พระเอกอีกต่างหาก  555+
 
 
 
ลิ้งค์รูปใหญ่จ้ะ http://i218.photobucket.com/albums/cc123/Kitadang/Xmas_Kamui.jpg
 
 

edit @ 25 Dec 2010 23:01:19 by Sactal-Breezt Kitadang

คำสอน...

posted on 20 May 2010 15:59 by god-eyes

อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องกินทามะ  เรื่องนี้เป็นเรื่องโปรดของเราเชียวล่ะ  เผินๆเหมือนจะไม่มีสาระอะไร  

แต่พอลองกลับไปอ่านใหม่  ในช่วงเวลาแบบนี้...

 

ดูเอาเองละกัน

 

 

 ซามูไรคนหนึ่งพบกับปีศาจน้อยท่ามกลางสนามรบ    

 

 

เขาเอ่ยปากชมปีศาจน้อยตนนั้นว่า  เจ้าช่างเก่งกาจที่มีชีวิตรอดในที่แบบนี้ได้  แต่ว่าการใช้ดาบของเจ้ามันผิดวิธี  ดาบนั้นไม่ได้มีไว้สร้างหวาดกลัวแก่ผู้อื่น  เพื่อปกป้องตัวเอง 

 

ข้าสอนให้เอาไหม...  วิธีการใช้ดาบที่แท้จริง  ไม่ได้มีไว้เพื่อฆ่าศัตรู  แต่มีไว้ฆ่าความอ่อนแอในตัวเอง  และดาบไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องร่างกายตัวเอง  

 

 

แต่มีไว้เพื่อปกป้องจิตวิญญาณของตัวเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รู้สึกอะไรกันไหม?

มีคำกล่าวหนึ่งบอกไว้ว่า  ทุกสรรพสิ่งกำลังแสดงธรรม  เพียงแต่เราจะได้ยินมันหรือเปล่าเท่านั้น

 

สิ่งง่ายๆรอบๆตัว  ที่จะช่วยเตือนสติเรา  เราปล่อยให้มันผ่านมา  และผ่านไป

เราได้ยินอะไรไหม?

คำตอบของคุณ  ไม่ต้องบอกฉัน  ไม่ต้องบอกใคร  แต่จงเก็บมันเอาไว้ให้ดี

 

ฉันกลับมาอ่านกินทามะตอนนี้แล้ว  ฉันต้องกลับมาถามตัวเอง  

ตอนนี้เรามีดาบอยู่ในมือคนละเล่ม  

สัญชาตญาณของมนุษย์ที่ต้องปกป้องตัวเอง  ย่อมหันดาบไปทางคนอื่น  

เรากำลังทำร้ายกันโดยที่ลืมไปว่าดาบนั้นมันมีเพื่อทำให้เราเข้มแข็งขึ้น  ไม่ใช่อ่อนแอลง

 

ความอ่อนแอที่ว่านี้  คือความโกรธ  ความเกลียด  อคติ  ความไม่แน่ใจ  ความกลัว

 

ถามตัวเองดูว่าใครคือศัตรูของเรากันแน่...?

 

เราฆ่าทุกคนที่มีท่าทีเพียงเล็กน้อยขัดใจเรา  สาเหตุเพราะเราอ่อนแอ  เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะทำร้ายเราหรือเปล่า  เราจึงเหมารวมทุกคนเป็นศัตรูไปหมด

 

คำถามต่อมา...อะไรคือคำว่า "จิตวิญญาณ" ?

 

สำหรับฉันจิตวิญญาณคืออะไรบางอย่างที่เราต้องการจริงๆ  และสิ่งนั้นมันคือสิ่งที่ทุกคนต้องการเหมือนกัีนเป็นพื้นฐาน  นั่นคือการใช้ชีวิตอย่างภาคภูมิ  ไม่ได้หมายถึงชีวิตที่มีเกียรติยศ  ไม่ใช่การยอมรับจากมวลชน  ไม่ใช่กระทั่งความรัก  แต่มันคือความมั่นใจว่าตัวเองกำลังทำในสิ่งที่ถูก  มันคือความเชื่อมั่นว่าเรากำลังทำในสิ่งที่มีคุณค่า 

 

เพราะความต้องการอันนี้  ทุกคนมีวิธีใช้ "ดาบ" ในการปกป้องรักษาจิตวิญญาณของตัวเองแตกต่างกันออกไป  

 

แต่บางวิธีนั้น  มันก็ผิด  ผิดที่เอาไปปกป้องเพียงแค่ "เปลือก" อย่างร่างกายบ้าง  ผิดที่เอาไปรับใช้ความโกรธบ้าง  ความกลัวบ้าง

 

สุดท้ายแล้วจิตวิญญาณของเรา  ความภาคภูมิใจของเรา  จะเหลืออะไร?

 

เราเข้าใจอะไรผิดๆกันอยู่หรือเปล่า?

 

ดาบ...ที่จริงไม่ได้รับใช้ทั้งคุณธรรม  ทั้งความถูกต้อง  ทั้งกฎหมาย  รวมถึงประเทศด้วย  หน้าที่ของดาบคือการปกป้องอะไรที่พอจะปกป้องได้ในรัศมีที่ปลายดาบจะเหวี่ยงไปถึง

 

สิ่งเดียวที่ควรจะใช้ดาบทำลาย...คือความอ่อนแอในตัวเองเท่านั้น

 

 

 

edit @ 20 May 2010 17:20:37 by Sactal-Breezt Kitadang

กฏ...จะมีไปทำไม(วะ)

posted on 01 May 2010 16:56 by god-eyes  in Myself

 

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นเพราะเราไม่เคารพกฏ และไม่เคยเคารพมาแต่ไหนแต่ไ


จริงอยู่...กฏมันก็แค่ลมปากที่เราอ้างขึ้นมา หรือมันอาจเป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่งสำหรับจดอะไรบางอย่างที่เรา(ตั้งใจว่า)จะใช้เป็นหลักเกณฑ์

จริงอยู่...มันก็แค่สิ่งๆหนึ่งที่เราสร้างขึ้นมาเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราจึงมีสิทธิ์เหนือมัน มีสิทธิที่จะเลือกทำตามมันหรือไม่ทำตามมันก็ได้

แต่การที่เราเคารพในกฏที่เราสร้างขึ้น มันก็เท่ากับเราเคารพในตัวของเราเอง เราเคารพในศักดิ์ศรีและแนวทางของตัวเอง

การที่พวกคุณไม่เห็นด้วยกับกฏของคนอื่น เท่ากับคุณไม่ยอมรับในสิทธิ์ของคนอื่น(แล้วจะอยู่กับใครได้)

การที่พวกคุณไม่ทำตามวาจาที่คุณเคยสัญญาไว้ เท่ากับคุณไม่มีศักดิ์ศรี(ถึงมันจะกินไม่ได้ แต่มันก็ทำให้ชีวิตคุณมีค่า)

การที่พวกคุณไม่เคารพกฏของส่วนรวม เท่ากับคุณไม่เคยเห็นหัวใครนอกจากตัวเอง

ใช่! มันเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะมีความเห็นตรงกันหมดทุกคน มันเป็นธรรมดาที่คนเราจะคิดต่างกัน 

แต่!! การที่เรามีสิทธิ์เลือกกฎของเราเอง มีสิทธิ์เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เรายึดถืออยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปกล่าวหาว่ากฎที่คนอื่นยึดถืออยู่นั้นมันผิด

สิ่งที่เราควรทำ...ถ้าหากอยากให้คนอื่นมองเห็นว่าสิ่งที่เรายึดถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คือการแสดงให้เห็น และทำให้ดูว่ามันถูกต้องยังไง ไม่ใช่เที่ยวไปทำลายสิทธิ์ของคนอื่นแล้วยัดเยียด "ความถูกต้อง" ของเราให้เขายอมรับ ทำอย่างนั้นแล้ว...ใครจะยอมรับได้ 

ถ้าพวกคุณแสดงให้เห็น ว่าสิ่งที่พวกคุณยึดมั่นมันถูกต้องยังไง แล้วมันเป็นความจริง ไม่นานคนอื่นๆก็ต้องยอมรับแน่นอน เพราะไม่มีใครอยากยึดมั่นในสิ่งผิดๆอยู่แล้ว(เว้นแต่จะหลอกตัวเอง หรือมีผลประโยชน์อื่นๆ)

พวกคุณบอกว่าเพื่อกำจัดคนโกง พวกคุณจึงมีสิทธิ์ยึดสนามบิน?
พวกคุณบอกว่าสถานการณ์ฉุกละหุก จึงมีสิทธิ์เอาคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาเป็นนายก??
พวกคุณบอกว่ามีจำเป็นต้องยึดสนามบิน พวกคุณจึงไม่รู้สึกขายขี้หน้าที่ทำให้ฝรั่งไม่ได้กลับบ้าน?

มาจนถึงวันนี้ อีกพวกหนึ่งก็ลุกฮือขึ้นมาบ้าง และอ้างว่า
เพื่อประชาธิปไตย การที่ยึดโรงพยาบาลจึงไม่เป็นความผิด??? 
เพราะต้องการผู้นำที่ดีกว่านี้ การไประเบิดวัดพระแก้วเป็นสิทธิ์ที่พวกเขาสามารถทำได้??

ต่างฝ่ายต่างสั่งฆ่ากัน ลูกน้องตาย แต่ตัวหัวหน้า(ไม่ว่าฝ่ายไหน)กลับบอกว่าไม่ได้สั่งอะไร????????

พวกคุณมีหน้่ามาพูดได้ยังไงว่า  จะชุมนุมอย่างสันติ  จะรับฟังอย่างสันติ 

 

บ้า! นี่มันบ้าชัดๆ!!!

  

จะให้เราเลือกข้างรึ อย่ามาพูดให้ขำไปหน่อยเลย

ทำไมเราจะไม่รู้ว่าคนที่อยู่ตรงกลาง คือคนที่อยู่ด้านขวาของคนที่อยู่ซ้ายสุด และอยู่ตรงด้านซ้ายของคนขวาสุด

มันไม่มีที่ยืนสำหรับเรา ไม่มีที่ยืนสำหรับคนที่ไม่เลือกข้าง

ทำไม? ในเมื่อเราก็มีสิทธิ์เลือกที่จะไม่เลือก ถ้าเราเห็นว่าทั้งสองพวกนั้นไม่ได้แสดงอะไรให้เรารู้สึกว่าควรจะเลือก ควรจะสนับสนุน

 
มองไปทางไหนก็มีแต่คนที่เคยรักกัน เพื่อนคนนี้เหลือง เพื่อนคนนี้แดง พ่อเป็นแดงแม่เป็นเหลือง

แล้วจะให้เราเลือกอะไร?

 

ขอถามด้วยความสัตย์จริง  ทำไมพวกคุณต้องบอกว่าพวกเรากระแดะ  แอ๊บแบ๊วทำหน้าตาใสซื่อ  ใช่!  วันๆหนึ่งเราไม่คิดไม่ทำอะไรหรอก  นอกจากนั่งดูข่าวแล้วอนาถใจ  อยากให้คนไทยรักกันนะคะ  เห็นใจในหลวงนะคะ  มันดูงี่เง่าไร้สติปัญญามากเลยสินะที่เรามานั่งสลดใจกับข่าวคนไทยทำร้ายกันเองแบบนี้  พวกคุณทำเหมือนกับว่า  การที่เราออกตัวว่าไม่ได้อยู่ฝ่ายไหน  เป็นเพราะขี้เกียจทะเลาะกับคนอื่น  ไม่สนใจบ้านเมือง  วันๆเอาแต่ตอแหลBB  เล่นเฟซบุ๊ค  เหยียดหยันคนจนบ้างล่ะ  ดูถูกชาวนาชาวสวนบ้างล่ะ  เห็นการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นแค่การทำให้รถติดจนน่ารำคาญ  ไม่สนว่าใครจะล้มเจ้าหรือเปล่า  ไม่สนว่าใครจะโกงกิน  ใครจะแจกเงิน  ใครจะโฟนอิน  อีพวกหน้าโง่ที่ไม่เลือกข้างอย่างพวกเรา  อีพวกที่เอะอะๆก็สันติวิธี  ชุมนุมอย่างสงบเนี่ย  ช่างลอยตัวอยู่เหนือปัญหา  วันๆไม่คิดอะไรเลยใช่ไหม?    

 

อย่ามาพูดให้ขำไปหน่อยเลย!!

 

ถ้าคิดจะหนีปัญหา  คิดจะไม่สนโลกจริงๆ  เราไม่มีทางเลือก "อยู่ตรงกลาง" แน่  จะอยู่ทำไมให้คนทั้งสองข้างกระหน่ำความรุนแรงใส่อย่างนี้  คนทางขวาจะสาดกระสุนมาทางซ้าย  กระสุนก็โดนคนกลางก่อนคนซ้ายสุด  คนทางซ้ายจะปาระเบิดมาทางขวา  คนตรงกลางก็ยังรับเคราะห์ก่อนอยู่ดี  คนหนีปัญหา  คนไม่สนโลกจริงๆเขาไม่ประกาศตัวว่าอยู่ตรงกลางให้โง่  เรียกร้องหาสันติให้โดนด่าหรอก  สาดเอ๊ย!!

 

แต่จะให้ทิ้งให้สองฝ่ายฆ่ากันเองก็ใช่เรื่อง  ซ้ายก็พ่อ  ขวาก็แม่  จะผิดจะถูกก็ยังเป็นพ่อเป็นแม่  ยังคงเป็นพี่เป็นน้อง  จะให้เรานั่งเฉยๆไม่ไกล่เกลี่ย  ไม่เรียกร้องสันติวิธี  แล้วจะให้เราเข้าข้างแม่เพื่อฆ่าพ่อ  หรือไม่ก็เข้าข้างพี่เพื่อฆ่าน้องหรือไง  ขอร้องเถอะ...พวกแดงจัดเหลืองเข้มเอ๊ย!  อย่ามาว่าเราหนีปัญหา  อย่ามาว่าเราไม่ต่อสู้ได้ไหม  ที่เรายืนยันจะอยู่ตรงนี้  ก็เพื่อเป็นกันชนให้พวกคุณ  พวกคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่  พวกคนโง่ๆที่ไม่เคยยากจนข้นแค้น  ไม่เคยมีผลได้เสียอะไรกับการเมืองหรือรัฐบาลอย่างพวกเรานี่แหละโดนหนักกว่าชาวบ้านเขา  

 

และเพราะเราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร  เราจึงมองเห็นปัญหาและทางออกของปัญหาแตกต่างจากพวกคุณที่กำลังขาดสติ  เราแค่อยากเตือนพวกคุณว่าอย่าหน้ามืดตามัวทำร้ายญาติพี่น้องตัวเองเพราะความโกรธเพียงชั่วขณะหนึ่งที่มีความคิดแตกต่างกัน  จนมารู้สึกตัวอีกทีก็บ้านแตกสาแหรกขาดเสียแล้ว  

 

เราไม่ได้บอกให้พวกคุณหยุดต่อสู้  คนเรามีสิทธิ์ต่อสู้เพื่อแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูก  แต่กรุณาเลือกวิธีการด้วย  ในเมื่อคนเราไม่เหมือนกัน  เติบโตมาต่างกัน  สิ่งที่คุณคิดว่าถูก  คนอื่นอาจคิดว่ามันผิด  คุณจะไปด่าว่าเขาโง่ไม่ได้  เพราะในเมื่อคุณมีสิทธิ์คิด  คนอื่นก็มีสิทธิ์คิดเหมือนกัน   

 

เราอยากจะให้พวกคุณแสดงความจริงใจ  ต่อสู้อย่างถูกต้อง  เรียกร้องด้วยเหตุผล  ไม่ใช่ตะเบงเสียงร้องไห้กระทืบเท้าจะเอาๆๆแบบนี้  ไม่ใช่พอใครทำอะไรไม่ถูกใจก็ไปไล่ทุบเขาแบบนี้

 

ทำแบบนั้น...นอกจากคุณจะไม่เคารพในสิทธิ์ของคนอื่นแล้ว  มันยังแสดงให้เห็นว่าคุณไม่เคารพในความสามารถของตัวเอง  ดูถูกว่าตัวเองไม่มีศักยภาพมากพอที่จะต่อสู้ด้ัวยวิธีอื่น  นอกจากลงไปชักกับพื้นเหมือนเด็กสามขวบอยากได้ของเล่น

 

อยากให้คนไทยรู้สักทีว่า "ศัตรู" กับ "ปรปักษ์" มันไม่เหมือนกัน  การที่ต่างฝ่ายมีความเป็นปรปักษ์กันนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นศัตรูกันเสมอไป  ความเป็นปรปักษ์หมายถึง  ความแตกต่าง  ความขัดแย้ง  ซึ่งแม้จะต้องสู้กัน  แต่ก็เป็นไปเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายเหมือนกัน  ต่างฝ่ายต่างแข่งขันกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าอีกฝ่าย  เพื่อที่จะได้เป็นผู้ชนะ  ถ้าเป็นแบบนี้  ต่อให้ประเทศไทยมีเสื้อเพิ่มขึ้นอีกสักสิบสี  แล้วแข่งกันพัฒนาบ้านเมือง  เราคงเลือกข้างได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ     

แต่สิ่งที่พวกคุณกำลังทำ  คือการเป็นศัตรู  คือการแข่งกันทำตัวเสื่อมเสีย  ด้วยทุกวิธีการ  ทั้งโกง  ทั้งจองล้างจองผลาญ  ทำอย่างไรก็ได้ให้อีกฝ่ายตกต่ำกว่าตัวเอง  เพื่อที่ว่าตัวเองจะได้ดูสูงกว่า  และกลายเป็นฝ่ายชนะ  แบบนี้บ้านเมืองก็ฉิบหายกันพอดีสิคะ    

 

เราจะเลือกก็ต่อเมื่อเราเห็นชอบ แต่ตอนนี้เราไม่ได้เห็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย  หรือการต่อสู้เพื่อกษัตริย์

สิ่งที่เราเห็นคือการต่อสู้โดยเอาประชาธิปไตยมาอ้าง เอากษัตริย์มาอ้าง

แค่นั้น...

 

โลกนี้ไม่มีสันติภาพหรอกค่ะ  ถ้าไม่ใครยอมรับความแตกต่างของคนอื่น

 

edit @ 1 May 2010 18:50:14 by Sactal-Breezt Kitadang

edit @ 1 May 2010 19:05:48 by Sactal-Breezt Kitadang

เมื่อฝนตก...

posted on 26 Jan 2010 22:44 by god-eyes  in Myself

 

 

 ...........

....

..

 

 ฝน  ตก  ไม่หยุด

ฝน  ทำให้  โลก  เงียบสงัด

ฝน  ทำให้  โลก  มืดมัว

ฝน  ทำให้  หนาว  และ  โดดเดี่ยว 

 

แต่  ฉัน  ก็ยัง  รัก  ฝน  ที่ตกลงมา  จากฟ้า

 

ฝน  ทำให้  ฉัน  สดชื่น  และเหนื่อยล้า  ไปพร้อมกัน

 

ฝน  ทำให้  เหงา  แต่เป็นความเหงา  ที่งดงาม

 

 ฝน  เต็มไปด้วย  ความหวัง

 

ความหวังนั้น  ไม่ใช่  แสงแดดอุ่น  เมื่อฝน  ผ่านพ้นไป

 

ความหวังนั้น  คือ  ความอบอุ่น  จากใคร  บางคน

 

ที่ทำให้  รู้สึก  อบอุ่น  แม้ฝน  ยังไม่ซา  ...

 

 

 

edit @ 26 Jan 2010 22:50:20 by Sactal-Breezt Kitadang

 

 

เราเป็นศิษย์เก่ารร.หญิงล้วนค่ะ  อยู่มาตั้งแต่ป.1 จนจบม.6  รวมทั้งสิ้นสิบสองปี(คุณพระ! สิบสองปี!!)  เรื่องราวทั้งหมดต่อไปนี้  ไม่ควรเหมารวมว่าโรงเรียนหญิงล้วนทั้งหมดเป็นแบบนั้น  แต่สำหรับโรงเรียนของเราแล้ว  เรื่องราวทั้งหมดที่เราจะเล่า...เป็นเรื่องจริง 100000%  คอนเฟิร์ม!  ฟันธง!  ชัวร์ป้าบ!

ในสายตาของคนภายนอก  โรงเรียนหญิงล้วนเป็นยังไง

เด็กสาวสวยใส  น่ารัก  คุณหนู  บอบบาง  ไฮโซ  วันๆเอาแต่วี้ดว้ายกระตู้วู้  สายลมแสงแดด  และขี้อายกับผู้ชายใช่หรือไม่? 

บอกมาซะดีๆว่าคุณคิดแบบนี้หรือเปล่า...  โดยเฉพาะเหล่าโอตาคุ  พวกคุณคิดว่ารร.หญิงล้วนคือสวนอีเดนที่มีอีฟหลายร้อยคนทำท่าโมเอะอริ๊งอร๊างกันตลอดเวลาใช่มั้ย? 

พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนคาดหวัง(ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อย่างมหันต์)ว่าการส่งลูกสาวเข้ารร.สตรีจะทำให้ลูกสาวเรียบร้อย  ไม่แรด  ไม่ร่าน  โดยที่ไม่รู้เลยว่ารร.สตรีใช้ "ระบบ" ไหนในการอบรมบ่มสันดานสาวน้อยๆเหล่านั้นให้เติบโตมาเป็น....!!!

...สัตว์ประหลาด...

 บางคนที่มองในความเป็นจริงหน่อยจะรู้ว่า  เด็กรร.หญิงล้วน  จะแรด  แรง  ร่าน  ล่าหัวผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิงโรงเรียนสหเป็นร้อยๆเท่า  เพราะสำหรับพวกเราแล้ว ผู้ชาย = แรร์ไอเทม  แต่ความน่ากลัวของรร.หญิงล้วนไม่ได้มีแค่นั้น 

 

50 ข้อต่อไปนี้คือความจริงในรั้วโรงเรียนหญิงล้วนที่จะทำให้คุณตาสว่าง  หุ  หุ

 

1.) รร.สตรี = สมรภูมิ  ไม่ได้เว่อร์นะคะ  การอยู่ในรร.หญิงล้วนนั้นจำเป็นต้องมีความถึกอย่างมหาศาล  เพราะรร.หญิงล้วนส่วนมากจะมี "ระบอบ" การควบคุมคนที่หฤโหดมาก  ทั้งระเบียบ  ทั้งความบ้าอำนาจของครู  และความร้ายกาจของสังคมแบบผู้หญิงๆ  (การตอแหล = เรื่องธรรมชาติ) 

 

2.) ผู้หญิงถึกทุกคน  เพราะมันไม่มีผู้ชายไงคะ  ทุกอย่างต้องทำเองหมด  ถึกในที่นี้หมายถึง  แบกโต๊ะ  แบกเก้าอี้  ลำโพง  เวที  ป้ายผ้าความยาวเท่ากับตึกสามชั้น  งานไม้  ตะปู  ค้อน  เลื่อย   

 

3.) ตอนป.1 ได้ล้างห้องน้ำ  และใช้กระดาษทรายขัดพื้นโรงยิม  ตอนป.4 ย้ายตึกเรียนใหม่ไปอยู่ชั้นเจ็ด  แต่นักเรียนห้ามใช้ลิฟต์  เท่ากับว่าเราเดินขึ้นลงตึกเจ็ดชั้นทุกวัน  วันละหลายๆรอบตั้งแต่เก้าขวบ  สังเกตุได้ง่ายๆว่าเด็กรร.เราแทบทุกคนจะมีกล้ามขาเป็นมัดๆ

 

4.) อ้อ  ตอนย้ายตึกสมัยป.4  เราต้องขนย้ายโต๊ะ  เก้าอี้ไปชั้นเจ็ดกันเอง  แน่นอนว่าห้ามใช้ลิฟต์

 

5.) เด็กผู้หญิงที่นี่หนึ่งคน  แบกโต๊ะเรียนสองตัวในทีเดียว  ขึ้นตึกโน้นลงตึกนี้  โดยที่ยังหัวเราะกับเพื่อนอย่างสนุกสนานไปด้วยได้

 

6.) ตอนเข้าค่าย  เราเคยวิ่งแข่งกันขึ้นดอย  โดยหิ้วเตาอั้งโล่สองเตาไว้ในมือ  ข้างละเตา

 

7.) การทำโทษที่นี่ไม่ค่อยใช้วิธีตี

 

8.) แต่จะใช้วิธีลุกนั่ง  เดี่ยวบ้าง  กอดคอกันบ้าง  หลายครั้งทำติดๆกันเป็นร้อยๆรอบ  จนเดินลงบันไดแทบไม่ได้

 

9.) ไม่ค่อยมีเด็กคนไหนไปฟ้องพ่อแม่

 

10.) เพราะเราเห็นมันเป็นเรื่องธรรมดา

 

11.) บทลงโทษหนึ่งของการไว้เล็บยาวคือ  ตรวจเจอเล็บยาว 1 นิ้ว  ลุกนั่ง 10 ครั้ง  10 นิ้วก็ 100 ครั้ง

 

12.) ตรวจเจอหน้ารร.ก็ต้องลุกนั่งตรงนั้น  ตอนนั้น

 

13.) นร.ส่วนมากเลือกไว้เล็บยาว  แล้วยอมลุกนั่ง

 

14.) งานหนักทุกงานที่ผู้หญิงไม่ควรทำ  เราไม่เคยรู้ว่ามันไม่ควร  เพราะที่นี่เราทำตลอดเวลา

 

15.) คนที่ใช้เราทำงานหนักมากที่สุดคือครูผู้ชาย  และ 90% ของครูผู้ชายไม่เคยช่วยเลย

 

16.) เราเคยกลับไปเยี่ยมรร.  เจอหน้าครูผู้ชายคนหนึ่ง  เขาทักเราที่ไม่เจอกันนานด้วยคำพูด  "เธอสองคน(เรากับเพื่อน)แบกโต๊ะตัวนี้(ยาวเกือบสองเมตร)ไปไว้ชั้น4ให้หน่อย"  แน่นอนค่ะ  ไม่มีลิฟต์

 

17.) แรงผู้หญิงแค่สามคนยกโต๊ะม้าหินอ่อนได้  เราพิสูจน์มาแล้ว

 

18.) การตบ  ต่อย  จิกหัว  กันในโรงเรียนหรือซอยเปลี่ยวเป็นตำนานของรร.สตรีมากว่ายี่สิบปี  ไม่ใช่เพิ่งเกิด

 

19.) ยืนเข้าแถวกลางแดด  ตั้งแต่หกโมงเช้าจนถึงเที่ยงโดยไม่ได้ไปไหน  มีคนเป็นลมอย่างมาก 3 คนจาก 400 กว่าคน  และเหตุการณ์แบบนี้มีบ่อยประมาณ 2 ครั้งต่อปี 

 

20.) เด็กผู้หญิงที่อยู่วงดุริยางค์จะถึกกว่าชาวบ้าน 10 เท่า  เพราะได้วิดพื้นด้วย

 

21.) ครูประถมรร.เราโหดมาก  ชอบฉีกสมุดการบ้านเด็กต่อหน้าต่อหน้าเวลาไม่พอใจ  แล้วโยนใส่หน้า  บางทีก็เขวี้ยงไกลไปหลังห้องโน่นเลย

 

22.) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแทบทุกวัน  ตั้งแต่ป.1 -ป.4  และมีเด็กร้องไห้กับเหตุการณ์แบบนี้อยู่ประมาณ 1%

 

23.) อีก 99% ที่เหลือหัวเราะ  แล้วตั้งฉายาครูลับหลัง

 

24.) 1% ที่ร้องไห้  ผ่านไปสามเดือนจะเหลือ 0%

 

25.) พอเริ่มชั้นมัธยม  ครูเดินร้องไห้ออกจากห้องบ่อยมาก

 

26.) ถ้าเป็นครูใจดีเราต้องตามไปง้อ

 

27.) แต่ถ้าเป็นครูประเภท....เอ้อ...เขาไม่เคยร้องไห้ 

 

28.) ครูดีๆเลยอยู่นานๆไม่ค่อยได้  ส่วนครูที่อยู่นานๆได้ส่วนมากจะ....โรคจิต

 

29.) การเปิดกระโปรงแล้วดึงกางเกงซ้อนลง  หรือจับแก้ผ้า  เป็นเรื่องสนุกมาก  ไม่ถือเป็นการกลั่นแกล้ง

 

30.) แทบทุกคนเคยโดน

 

31.) เพราะไม่เคยมีใครยอมโดนคนเดียว

 

32.) ตอนเข้าค่ายลูกเสือ  พวกเราแก้ผ้าอาบน้ำกันแบบไม่เหลือสักชิ้น  เพราะเราต้องอาบให้เสร็จภายในสิบนาที  และใช้ห้องน้ำทีละคนไม่ทัน

 

33.)  การลากคอเพื่อนไปขังเดี่ยวไว้ในห้องเก็บของ  เป็นเรื่องที่เฮฮาปาจิงโกะสุดๆ  มีการอัดคลิปตอนคนหนึ่งคนถูกคนสิบคนรุม  แล้วลากไปขังด้วย  เสียงร้องโหยหวยตลกมาก

 

34.) คนที่เคยจับคนอื่นขัง  รอบต่อไปอาจกลายเป็นรายต่อไปที่จะถูกขัง  เพราะไอ้เหยื่อคนก่อนมันกลับมาแก้แค้น

 

35.) มีกฎห้ามกินขนมในห้องเรียน  แต่เรากินมะม่วง  มะยม  กะท้อน  กับกะปิหวานกับประจำ  บางครั้งก็มีปลาหมึกแผ่นด้วยถ้าเพื่อนคนไหนเพิ่งกลับจากทะเล

 

36.) เมื่อครูจับได้  เราจะเรียกครูมากินด้วย

 

37.) ครูไม่ยึดของกินหรอก  เพราะถ้าจะยึดก็ต้องยึด  น้ำปลา  หมอน  เสื่อ  วิกผม  ขนมปี๊บ  ที่อยู่หลังห้องด้วย

 

38.) พวกเราหยาบสถุลกันชนิดผู้ชายบางคนรับไม่ได้  ทุกอวัยวะ  ทุกสปีชีส์  เราพูดกับเป็นคำสร้อย  ไม่ใช่คำด่า  และไม่เซ็นเซอร์

 

39.) เราสนุกกับการดูคลิปตบกัน  และพูดเรื่องอย่างว่ากันได้อย่างไม่อาย

 

40.) เราดิบเถื่อน  และซกมกมากนะ

 

41.) เราหื่นมากๆด้วย  และไม่เลือกผู้หญิงผู้ชาย  ทอม  ตุ๊ด

 

42.) ผู้หญิงไซ้ซอกคอกันหลังห้องเป็นเรื่องปกติ  เริ่มเห็นตั้งแต่ป. 6

 

43.) เพื่อนที่เป็นทอมบอกว่า "ดีออก  ไม่ท้องด้วย"

 

44.) เล่นไพ่หลังห้อง  ตาละสองบาท  เคยมีคนได้กำไรกลับบ้านสามร้อย

 

45.) ถ้าอยากได้เด็กรร.หญิงล้วนเป็นแฟน...คิดดีๆ

 

46.) มันแรงกว่าที่คิด  และด้วยความที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเองมากตลอด  ไม่เคยพึ่งผู้ชาย  เพราะงั้นอย่าหวังเอาชนะใจด้วยการบริการ  หรือออกความเห็นสั่งสอน  แค่ช่วยเหลือในสิ่งที่เกินแรงผู้หญิงก็พอ(ยังไงเราก็ผู้หญิงนะ) 

 

47.) แต่เราส่วนมากไม่เคยคิดว่าตัวเองต่างกับผู้ชายตรงไหน  นอกจากมีนมกับมีจิโบ๊ะ

 

48.) เด็กรร.เราเฟรนลี่กับผู้ชายมาก  จนดูเหมือนอ่อยเหยื่อ  เพราะเราไม่เคยอยู่ในสังคมที่มีการแบงเพศ  ไมรู้จักการสงวนท่าที  เราก็คิดว่าเพื่อนก็คือเพื่อนจริงๆ  ไม่ได้อ่อย

 

49.) แต่ถ้าอ่อยจริงๆ  จะไม่มีท่าทีเฟรนลี่แน่นอน

 

50.) ทุกเรื่องที่ผิดกฎโรงเรียน  ไม่เคยมีหน้าไหนเอาไปฟ้องครู  เพราะการแหกกฎ = เรื่องที่ทำทุกวัน และเคยทำกันทุกคน

 

ยังค่ะ  ที่จริงมันยังไม่หมดแค่นี้หรอก  แต่ขี้เกียจเขียนแล้ว  มันเยอะเกิน  ครั้งหนึ่งคุณคนหนึ่งเคยพูดกับพวกเราว่าเมือเด็กรร.นี้ออกไปสู่สังคมภายนอก  จะไม่มีวันยอมแพ้กับอะไรง่ายๆแน่นอน  เพราะที่นี่ทำให้เราแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ  เหอๆๆๆ  เราพึ่งรู้ว่าตลอดเวลาที่เราใช้ชีวิตสุดถึกในรั้วรร.สตรีมาตั้งสิบกว่าปีนั้น  เราเป็นโรคเลือดจาง!!!  บร๊ะเจ้า!!  กูผ่านมาได้ไงนิ 

ครั้งหนึ่งตอนที่เลือดจางมากๆ  ไปหาหมอ  หมอบอกว่าความเข้มข้นเลือดของเราน้อยกว่าปกติตั้งครึ่ง(ควรมี 12 แต่เหลือ 6)  หมอบอกว่าปกติต้องช็อกไปแล้ว  หรือไปลมล้มพับไป  ตอนนั้นเรายังถามว่า "จะไปเรียนอ.อุ๊ได้อยู่มั้ยคะ?" อยู่เลย  หมอมองหน้าเราแบบอินี่บ้าไปแล้วหรือไง  ก็เลยต้องเติมเลือดไปสามถุง  นอนไปสามวัน

ได้ข่าวว่าก่อนวันไปโรงพยาบาลยังวิ่งตากแดดอยู่เลย  ไม่ยักเป็นไร

 

แต่เราออกมาสองปีแล้วนะ  ตอนนี้อ่อนแอบอบบางแล้วล่ะ  อุฮิๆ 

 

 

edit @ 27 Nov 2009 22:41:06 by Sactal-Breezt Kitadang

คำถามที่ไม่มีคำตอบ

posted on 10 Nov 2009 21:02 by god-eyes  in Myself

 

 

 

คนเราเกิดมาพร้อมคำถามหนึ่งคำถาม

เป็นคำถามที่สำคัญต่อชีวิตของเราแต่ละคนมาก

เมื่อใดที่เราค้นพบคำตอบของคำถามนั้นของเราชีวิตของเรา

ทั้งชีวิตจะต้องเปลี่ยนแปลง 

 

 

คำตอบของเราแต่ละคน  จะถูกฝากเอาไว้กับคนอื่นๆ

ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่า  พวกเขาเป็นใครบ้าง

เราจึงต้องแสวงหา  ดิ้นรน  เหนื่อยล้า

มุ่งหวังว่าสักวันหนึ่ง  จะได้พบคนที่มีคำตอบให้กับคำถามของเรา 

 

 

แต่แล้ววันหนึ่ง  ฉันก็ได้รู้...

ไม่มีมนุษย์คนใดถือ คำตอบ นั้น

เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่เกิดมาพร้อมกับ คำถาม ของตัวเอง

และไม่มีใครมี คำตอบ ไม่ว่าจะสำหรับคำถามใด 

 

 

แล้ววันนี้  ฉันก็ได้รู้...

สิ่งที่ คำถาม ต้องการไม่ใช่คำตอบ

คำถาม ต้องการเพียงอีกหนึ่ง คำถาม

อีก คำถาม ที่มีจุดหมายเดียวกัน

อีก คำถาม ที่ปรารถนาในสิ่งเดียวกัน

อีก คำถาม ที่ข้องใจในสิ่งเดียวกัน

อีก คำถาม ที่ทำให้รู้ว่ายังมีใครอีกคนที่รู้สึก  นึก  คิด  และรอคอยอะไรบางอย่างเหมือนกับเรา

อีก คำถาม ที่บอกให้เรารู้ว่า  ยังมีใครอีกคนที่สัมผัสโลกใบนี้ด้วยความเข้าใจเดียวกัน   

 

 

...ด้วยหัวใจดวงเดียวกัน...

 

 

 

edit @ 10 Nov 2009 21:16:22 by Sactal-Breezt Kitadang

สิ่งจำเป็น

posted on 10 Oct 2009 12:16 by god-eyes  in Myself

               อาจฟังดูแปลกๆว่าเราจะพูดจะสื่ออะไรกันแน่สำหรับเอนทรีนี้  ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ  แค่อยากบ่นๆ  พร่ำเพ้ออะไรแก้จิตตกไปเรื่อยเท่านั้นแหละค่ะ               

 

......................................................................................................................................................................................................................

 

                แต่ละประเทศ  แต่ละท้องถิ่น  ย่อมมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน  และวัฒนธรรมเหล่านั้นก็มีทั้งวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม  และมีทั้งวัฒนธรรมที่เป็นนามธรรม

 

                คำว่า นามธรรม ก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า  จับต้องไม่ได้  และสิ่งที่จับต้องไม่ได้  มักจะน่ากลัวเสมอ  เพราะเราไม่เคยรู้...ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างไร  และบางครั้งก็แทบจะไม่รู้สึกตัวเลยว่า  วัฒนธรรมที่มองไม่เห็นเหล่านั้นกำลังควบคุมเราอยู่

 

                คนเราตกเป็นทาสของสิ่งที่ทำสืบต่อกันมา

 

                การ เริ่มต้น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

 

                ถ้าเริ่มดี  ก็จะส่งผลดีต่อไป  ถ้าเริ่มต้นไม่ดี  ผลที่สืบต่อไปในภายภาคหน้าจะทำให้ดีนั้น  คงยาก

 

                ถ้าจะผิด  ก็ผิดตั้งแต่ตอนเริ่มต้นนั่นแหละ  บรรพบุรุษที่บ่มเพาะวัฒนธรรมแล้วยัดสิ่งเหล่านั้นลงไปในสมองของคนรุ่นหลัง  ต่อมาเรื่อยๆ  เรื่อยๆ  และเรื่อยๆ

 

                จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  เป็นวัฒนธรรมที่แนบสนิทกับชีวิต  จนเราแยกไม่ออกระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่จริง  กับสิ่งที่วัฒนธรรมที่มองไม่เห็นกำลังควบคุมให้เราคิด  เรารู้สึกอย่างนั้น  ทั้งที่จริง...มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้

 

                น่ากลัวมั้ย?

 

                ประเทศของเรา มีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่น่ากลัวมากๆ  สิ่งนั้นคือ ความหน้าด้าน อันนี้ไม่ได้ใช้คำแรงไปนะ  แต่ใช้คำนี้แล้วมันสื่อความหมายได้ชัดเจนที่สุดแล้ว 

 

เพราะมัน หน้าด้าน จริงๆ

 

นี่คือสิ่งที่สังคมไทยสอนเราตลอดเวลา  ตั้งแต่เกิดจนตาย 

 

คนหน้าด้านเท่านั้นที่จะอยู่รอด

 

หน้าด้าน ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความหน้าด้านประเภทกล้าถามในสิ่งที่ควรถาม  กล้าพูดในสิ่งที่ควรพูด  ไม่ได้หมายถึงเด็กก้าวร้าว  หรือนางแบบถ่ายภาพเปลือยแต่อย่างใด

 

หน้าด้านในที่นี้หมายถึงคนๆหนึ่งกระทำความผิดอะไรสักอย่างหนึ่ง  แล้วยังสามารถทำหน้าตาระรื่นยิ้มน้อยๆ  ตอบโต้ชาวบ้านว่า อ๊ะ!  กูไม่ได้ทำสักหน่อย หรือไม่ก็ ไม่เห็นจะมีหลักฐาน

 

ด้านมากๆ 

 

ประเทศอื่นเขาก็คงมีบ้างล่ะ  แต่เชื่อแน่เถอะว่าไม่มีที่ไหนมีคนหน้าด้านเท่าประเทศเราอีกแล้ว 

 

ยังที่อื่นอาจมีที่หน้าด้านหน้าทนจริงๆสักหนึ่งในสี่  แต่บ้านเรานี่สามครึ่งในสี่  เชื่อไหม?

 

เล่นด้านกันตั้งแต่ ผู้นำประเทศ ยัน ชนชั้นแรงงาน  ทำอะไรผิดขอให้ได้แก้ตัว  ขอให้ได้โยนความผิดไปให้อย่างอื่น  คนอื่น  สักนิดหน่อย  สักเล็กน้อยก็ยังดี  เพราะถ้าบอกว่าจะยอมรับผิดชอบตรงๆ  โอเค...ผมผิดเอง  ผมสะเพร่า  ผมไม่รู้  มันจะดู น่าเกลียด ไปหน่อย 

 

คนที่ออกมารับผิด  ไม่มีข้ออ้าง  ไม่มีข้อแก้ตัว  ดูเหมือนว่าจะโดนประชาทัณฑ์  โดนด่า  โดนรุมมากกว่าพวกที่โยนความผิดแล้วยิ้มหน้าชื่นว่า จริงๆแล้วมันเป็นความรับผิดชอบของ... หรือ ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่า...  ก็ทำไงได้ล่ะ  เขาไม่รู้นี่  ลูกน้องเขาต่างหากที่ผิด  เขาเป็นฮีโร่  เป็นวีรบุรุษ  เขาไม่ผิดหรอก  คนรอบข้างเขาสิไม่ดี  จริงไหม?

 

จะไปโทษคนหน้าด้านว่าผิดน่ะมันไม่ถูกนะคะพี่น้อง  สังคมไทยมันบังคับให้คนเราต้องหน้าด้านจริงๆ

 

ย้อนกลับไปสมัยประถม  เวลาใครทำอะไรผิด  คนกล้ารับผิดโดนตีตูดลายทุกครั้งแหละ  คนทำผิดแต่ครูจับไม่ได้  ไม่เห็นจะเคยโดนอะไร  แบบนี้คุณจะอยากเป็นเด็กหน้าด้านแล้วรอดจากไม้เรียว  หรือจะเป็นเด็กโง่ให้ครูตีทั้งที่ตัวเองไม่ได้ผิดแค่คนเดียวดีล่ะ

 

คนไทยนี่เก่งนักแหละค่ะ  ไอ้เรื่องทำดีเอาหน้า  หน้าใหญ่ๆ  รับอะไรให้อะไรต้องถ่ายรูป  ให้ชาวบ้านเขารู้  สร้างภาพ  ผักชีโรยหน้า  ลองไปดูสุภาษิตคำพังเพยประเทศอื่นๆเขาสิว่ามีคำจำพวกนี้อยู่ไหม  ก็มีแต่ประเทศเรานี่แหละ  คำประเภทนี้มากมายจนไม่รู้จะบัญญัติกันหวาดไหวแล้ว(ศัพท์ใหม่ก็มีมาเรื่อยๆเลยนะ  ทั้งสตรอ  สตรอเบอรี่  แอ๊บ  เนียน ฯลฯ)

 

แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้  นอกจากว่าจะหน้าด้านหน้าทนจริงๆเท่านั้นแหละนะ  เฮ้อ... ้ผิดแค่คนเดียวดีล่ะ

 จร